ละครยังมีวันจบตอน...แล้วเหตุการณ์ความไม่สงบของ 3 จ.ชายแดนใต้ ไยเล่าจึงหาตอนจบไม่เจอ มันจะต่างอะไรกับละครที่ไม่จบตอน...
ถ้าเปรียบเหมือนละครทั่วๆ ไป จะเล่นเพียงไม่กี่ตอน ใช้เวลาเพียงแค่ 2-3 เดือน ก็จบแล้ว ส่วนใหญ่จะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง น้อยเรื่องที่จบแบบแซดเอ็นดิ้ง แต่ละครของ 3 จ.ชายแดนใต้ เป็นละครที่สร้างขึ้นมายาวมาก ๆ 3 ปีกว่าแล้ว ปีหน้าก็ครบ 4 ปี สร้างมาจากชีวิตจริง ๆ ล้วน ๆ เจ็บจริง ตายจริง ทั้งนั้น ยังหาบทสรุปที่แน่นอนไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็คงอีกยาวนานกว่าจะจบ แล้วไม่รู้ว่าจะจบแบบไหนด้วย...![]()
ย้อนเวลาจากช่วงปีแรกที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงวันหยุดฉลองวันขึ้นปีใหม่ จะหยุดประมาณ 3 – 4 วัน ปีนั้นไม่มีโปรแกรมไปฉลองปีใหม่ที่ไหนหรอก นอนก็ตื่นสาย พอสาย ๆ ก็นั่งเล่นอินเตอร์เน็ตอยู่กับบ้าน ไม่ได้ดูข่าวอะไรกับเค้าหรอกในเช้านั้น จู่ ๆ พี่สาวก็เข้ามา และเล่าให้ฟังว่า...”มีการเผาโรงเรียนในอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดยะลา และจังหวัดใกล้เคียงหลายแห่งนะ ดูสิ เล่นกันตั้งแต่ต้นปีเลยนะนี่”...แต่เหตุการณ์เผาโรงเรียนใช่ว่าไม่เคยเกิดกับ 3 จ.ชายแดนใต้หรอก ครั้งในอดีตที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้นบ่อยๆ นะ แต่ไม่ถึงกับรุนแรง และเกิดขึ้นทุกวันเหมือนครั้งนี้ ในช่วงเวลานั้น ก็ได้แต่คอยติดตามข่าวตลอด วันแล้ววันเล่า มันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากเผาโรงเรียน มีการลอบยิง ลอบฟัน ตัดหัว และรวมถึงระเบิด...เอาล่ะสิ ความกลัว หวาดผวา ความเครียด ความเก็บกดเริ่มมาเยือนขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มกลายเป็นความเคยชิน จนต้องทำใจยอมรับกับสภาพที่เป็นอยู่ให้ได้ ถึงแม้ความรู้สึกอย่างนั้นจะยังคงอยู่ก็ตาม...อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด ให้คิดเสียว่าทำดีต้องได้ดี สุดแล้วแต่ชะตากรรมที่เราสร้างไว้ก็แล้วกัน
ทางรัฐบาลก็ตั้งหน้าตั้งตาคอยหาวิธีและมาตรการต่าง ๆ เข้ามาจัดการ ส่งกองกำลังทหารเข้ามาประจำแต่ละจุด ทั้งในตัวเมือง และนอกเมืองที่อยู่ตามอำเภอ ตามตำบล ตามหมู่บ้านเต็มไปหมด...คราวนี้จังหวัดยะลาที่ขึ้นชื่อว่า “เมืองน่าอยู่” มันไม่ใช่แล้วล่ะสิ เพราะกลายเป็นเมืองที่น่ากลัวไปแล้วมากกว่า...ใครที่ตื่นเช้ามาเดินออกกำลัง หรือไปจ่ายตลาด หรือไปทำธุระอะไรก็ตามในช่วงรุ่งอรุณก็เริ่มวิตกกลัวกันล่ะ เพราะเหตุการณ์ความไม่สงบมาเยือนแล้ว มันลอบฟัน ลอบยิง ลอบฆ่า เอาล่ะสิเดือดร้อนตาม ๆ กัน พอช่วงเย็น ๆ หลังงานแล้วก็ต้องรีบกลับบ้านกัน เพราะพอมืดค่ำสัก ทุ่มกว่า ๆ ขึ้นไป บนท้องถนนเริ่มเงียบแล้วล่ะ ร้านไหนที่เปิดดึก ๆ ก็จะต้องปรับเปลี่ยนเวลากันล่ะ เพราะหาความปลอดภัยให้กับชีวิตตัวเองไม่ได้ คนทุกคนต้องเริ่มปรับตัวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกัน ช่วงกลางวันนี้ยังกับสนามรบ อิอิ (คิดในใจ) เพราะตำรวจ ทหารคอยลาดตระเวณตามท้องถนน ไปสายไหน ๆ ก็เจอแต่พวกเค้า มีทั้งรถกระบะ รถมอเตอร์ไซด์จะไปเป็นคู่ๆ มีรถจี๊บ รถฮัมวี่ของทหาร รถหกล้อที่บรรทุกทหารเต็มไปหมด ดูกันสิค่ะ อย่างงี้จะไม่ให้เรียกว่ายังกับสนามรบได้ไง บรรยากาศอย่างงี้ นอกเหนือจาก 3 จ.ชายแดนใต้ และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา คงหาดูได้ยากนะ เวลาไปจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่แถวบ้านเรา จะรู้สึกแปลก ๆ เอ๊ะไม่มีทหารให้ดูเหมือนทุกวันเลย อิอิ ไม่ชินแฮ่ะ...หรือความรู้สึกของเราจะเริ่มชินชา จนกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้วล่ะนี่... ![]()
ทุกวันนี้ เหตุการณ์ความไม่สงบก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ถึงแม้จะมีบางวันลดน้อยลงไปบ้าง จับได้บ้าง แต่มันก็เป็นเพียงบางระยะเท่านั้น...พอเริ่มเผลอ พวกนี้ก็จะลอบกัด และทำเหมือนเดิม ความไม่สงบยังคงบังเกิดอยู่ เพราะฉะนั้นก็ยังวางใจ และเชื่อใจไม่ได้ ทุกคนยังคงต้องระวังตัว ทุกคนยังคงต้องหวาดหวั่น หวาดกลัว และยังคงต้องเครียดกับเหตุการณ์เหมือนเดิม...ถึงแม้เราจะต้องทำใจ ถึงแม้เราจะทำตัวใช้ชีวิตเหมือนกับคนปกติทั่วไป...แต่ลึก ๆ ลงไปแล้ว เรายังต้องใช้เวลาเยียวยากันอีกยาวนาน...สงสารก็แต่คนที่เจอกับเหตุการณ์แล้วต้องสูญเสีย คนที่บาดเจ็บล้มตาย หรือต้องพิการ โดยเฉพาะทหาร ตำรวจที่คอยปกป้องประชาชน ตอนมาทำหน้าที่ที่ 3 จ.ชายแดนใต้ ก็มาแบบครบองค์ประกอบ...แต่ตอนกลับ...ต้องกลับอย่างร่างที่ไร้วิญญาณ มันน่าเศร้าใจนัก รั้วของชาติเอ๋ย.... ![]()
ละครจบตอน...แต่ละครที่สร้างจากชีวิตจริงของเหตุการณ์ 3 จ.ชายแดนใต้ คงอีกนานกว่าจะจบ...และก็ยังไม่รู้ว่า ถ้าจบ จะจบแบบไหน...แบบแฮบปี้เอ็นดิ้ง หรือแซดเอ็นดิ้ง ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป...
"ขอความสงบจงบังเกิดขึ้นกับ 3 จ.ชายแดนใต้ และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาด้วยเถิด...ขอสิ่งศักดิ์ จงคุ้มครองพวกเราผู้ร่วมชะตากรรมให้ปลอดภัย รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งสิ้นทั้งปวงด้วยเถิด"

"ขอความสงบจงบังเกิดขึ้นกับ 3 จ.ชายแดนใต้ และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลาด้วยเถิด...ขอสิ่งศักดิ์ จงคุ้มครองพวกเราผู้ร่วมชะตากรรมให้ปลอดภัย รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งสิ้นทั้งปวงด้วยเถิด"
สวัสดีค่ะ
ขอภาวนาอย่างเดียวกันค่ะ
ขอให้ละครตอนจบของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
Happy ending ด้วยเถอะ
เป็นยังไงบ้าง รักษาตัวเองด้วยนะคะ
สวัสดีค่ะ
รวมจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา........
เหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด...เห็นจะเป็นเหตุการณ์ "กือเซะ" เพราะวันนั้นมีหลายเหตุการณ์มากที่เกิดขึ้นในวันนั้น มันเกิดขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่แล้วล่ะ เริ่มตั้งแต่ดักยิงรถทหารตำรวจ วางเรือใบ ถล่มด่านทหารตามจุดต่าง ๆ รวมถึงสถานที่ราชการบางแห่งตามอำเภอ...วันนั้นบาดเจ็บล้มทหารกันเป็นจำนวนมาก ทั้งทหาร ตำรวจ และพวกโจรก่อการร้าย...
วันนั้นบอกตามตรงว่า นั่งทำงานไม่ปกติสุขหรอก ไม่ใช่ว่ากลัวมันจะมาถล่มสำนักงานเราหรอกนะ เราอยู่ในเมือง พวกมันคงทำอะไรในตัวเมืองลำบาก แต่ตามอำเภอ ตำบล หมู่บ้านต่าง ๆ พวกมันเล่นทั้งวันในวันนั้น มาจบสุดท้ายที่...ที่เหตุการณ์กือเซะ เพราะต้องรอลุ้นกันว่าจะออกหัวออกก้อย เพราะมันใช้เวลานานมากกับเหตุการณ์ตรงนั้น...
ในวันนั้น...ที่บอกว่านั่งทำงานไม่ปกติสุข ก็เพราะว่า เดี๋ยวนั่งทำงานบ้าง เดี๋ยวมานั่งดูทีวี เพื่อดูข่าวที่เค้าเสนอเป็นระยะ ๆ ทั้งวัน ไอ้เราก็นั่งลุ้นว่า...ขอให้พวกโจรมันตายเยอะ ๆ เถอะ สะใจนัก กล้าดีมาถล่ม บังอาจมากไอ้พวกโจร และภาวนาให้ทหารตำรวจฝ่ายเราเจ็บและตายให้น้อยที่สุด ขอให้ฝ่ายเราจงชนะเถิด ลุ้นจนเหนื่อยกว่าจะคลี่คลาย...เฮ้อออ !
เหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว และตื่นเต้น บวกกับความเครียดมากที่สุด คือ เหตุการณ์ไฟดับทั่วเมืองยะลา....โห่น่ากลัวมากเชียวล่ะในคืนนั้น..จำได้ว่ามันเริ่มเกิดขึ้นตอนช่วงใกล้ ๆ จะทุ่มหนึ่ง หรือทุ่มกว่า ๆ นี่ล่ะ ช่วงที่เกิดเหตุ เรายังอยู่นอกบ้านอยู่เลย อันที่จริงกลับไปบ้านแล้ว แล้วออกมาอีก พอดีหลานลืมบอกว่าจะต้องซื้อของที่จะต้องใช้ไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้...เราก็เลยต้องออกไปซื้อของกับหลานสาวที่ร้านเครื่องเขียน ตอนออกไปก็ปกติดีอยู่หรอก ช่วงเวลาที่นั่งคอยหลานสาวอยู่หน้าร้านนั้น จู่ ๆ ไฟตามท้องถนนและตามร้านค้าต่าง ๆ ก็ดับลง...เราก็เอ๊ะเกิดอะไรขึ้น มองไปทางไหนก็มืดไปหมด เอ้ยยย อย่างนี้มันไม่ใช้ไฟดับธรรมดาเสียแล้วละมั่งนี่ ไม่ได้การล่ะ ต้องรีบให้ถึงบ้านให้เร็วที่สุด เพระถ้าอยู่ตามท้องถนนอีก คงแย่แน่ ๆ ก็พอดีหลานออกมา แล้วถามเราว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมไฟดับปหมด ก็เลยบอกหลานว่า คงเกิดอะไรขึ้นแล้วล่ะ อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องรีบกลับบ้านแล้ว...จึงรีบขี่มอเตอร์ไซด์กลับกัน โอ้โห่ มืดจัง มองไม่ค่อยจะเห็นทางเลย แถมเสียงปืน เสียงระเบิดดังตามหลังเต็มไปหมด น่ากลัวมาก เราก็ขี่รถแบบชนิดที่ว่าถ้าชนก็คงเจ็บน่าดูล่ะ เพราะขี่รถเร็วมาก ก็กลัวนี่น่า...เชื่อไหมค่ะ ด้วยความที่ขี่รถเร็วนี่ล่ะ ทำให้เกือบจะชนกับรถกระบะตรงทางเลี้ยวที่ขับฝ่าความมืดมาเร็วเช่นกัน โอ้โห่ ! ใจเราหล่นไปอยู่ตรงตาตุ่มแนะ ใจหายหมดเลย ดีนะที่ต่างคนต่างหลบได้ทัน ไม่นั้นล่ะก็คงเหลือแต่ชื่อ อิอิ กว่าจะถึงบ้านก็เล่นเอาเหนื่อยมาก เพราะทั้งความกลัว ผสมกับความตื่นเต้น มันเลยเหนื่อยน่าดู พอมาถึงน่าบ้าน พ่อกับแม่และพี่สาว คอยรับอญู่แล้ว เพราะเป็นห่วงเราสองคนอาหลาน ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง พวกเค้าก็ใจไม่ดีกัน พอเอารถมอเตอร์ไซด์เข้าบ้านเท่านั้นล่ะ จู่ก็ได้ยินเสียงมอเตอรไซด์อีกคันขี่เข้ามาตรงปากซอย และมีเสียงปื่นดังขึ้นหนึ่งนัด ตกใจมาก รีบวิ่งเลย นึกว่าโจรขี่รถยิงไล่หลังเรามา อิอิ ที่แท้ก็พี่ชายที่อญู่บ้านใกล้ๆ กัน ทำปืนลั่น อะพิโธ่อะพิธัง ตกใจหมด พี่ชายเค้าเตรียมปืนเอาไว้เผื่อ พวกโจรมันเข้ามาก่อกวนในซอยเราด้วย ดันพลาดทำปืนลั่นเสียนี่ ดีนะ ที่ลั่นเฉี่ยวล้อรถยนต์ของเค้าเอง เพราะเค้าก็เพิ่งกลับมาถึงบ้านเหมือนกัน...เมื่อเข้ามาอญู่ในบ้านพร้อมกันแล้ว มีแต่แสงเทียนที่จุดตั้งไว้กับความมืด พวกเรา มีแม่ พ่อ พี่สาว และตัวเราเอง มานั่งรวมกันในห้องครัวด้านหลังบ้าน ไม่กล้านั่งด้านหน้า เพราะกลัวโจรที่ก่อการมันจะเห็นแสงไฟ...นั่งมองหน้ากันไปมา...เชื่อไหมพวกเราต้องกินข้าวกันท่ามกลางแสงเทียน จะกลืนข้าวแต่ละคำนี่ฝืดคอมาก เพราะยังกลัวอยู่เลย กลัวมันจะเล่นตามบ้านด้วย ก็เลยกินข้าวไม่ลงกัน สัญญาณโทรศัพท์มือถือก็ใช้การไม่ได้ เพราะถูกตัดสัญญาณ ใช้ได้แต่โทรศัพท์บ้านเท่านั้น...แต่สักพักจู่ ๆ เมสเสทข้อความจากมือถือก็ดังขึ้น เป็นข่าวจาก INN ที่เรารับไว้นั่นเองเพื่อรับรู้ข่าวสาร "เมสเสทข้อความบอกว่า โจรใต้ถล่มหม้อแปลงไฟฟ้า และมีการยิงปะทะกัน" พวกเราก็เลยถึงบางอ้อกัน อ๋อที่แท้พวกมันก็ถล่มหม้อแปลงไฟฟ้าจุดจ่ายไฟทั้งตัวเมืองยะลาสำเร็จนี่เอง....เข้าข่ายดับไฟ...เชือด ! พวกมันทำสำเร็จนะนี่ แย่จัง ไม่น่าปล่อยให้พวกมันทำสำเร็จเลย มันชนะอีกแล้ว งานนี้ นานหลายชั่วโมงเหมือนกันกว่าไฟจะติดก็ปาเข้าไปดึกแล้ว พวกเราทุกคนในบ้านหลับหมดแล้ว เพราะพอกินข้าวค่ำเสร็จ ก็คลำทางแยกย้ายกันกลับห้องใครห้องมันเพื่อทำธุระของตัวเอง แล้วก็นอน คืนนั้นอนนเร็วมาก เพราะไม่มีไฟฟ้าให้นั่งทำอะไรแล้วนี่ การนอนคือวิธีที่ดีที่สุด ถึงแม้จะนอนหลับบ้างไม่หลับบ้างก็ตาม....
สองเหตุการณ์ที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี่ คือเหตุการณ์ที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มา แล้วเป็นเหตุการณ์ที่คงจะจดจำกันไปอีกนานเลยล่ะ มันเป็นเหตุการณ์ที่ฝังใจ เป็นเหตุการณ์ที่บอบช้ำมากที่สุดของเมืองยะลาเลยทีเดียวล่ะ...แต่ใช่ว่าเหตุการณ์อื่นจะไม่หนักนะ เหตุการณ์อื่นๆ ก็หนักเหมือนกัน เช่น ระเบิดตามศูนย์การค้า ร้านค้าต่าง ๆ ธนาคารและสถานที่ต่าง ๆ เขื่อไหมว่า เวลาเกิดเหตุการณ์ระเบิดแต่ละครั้ง จะมีทั้งคนเจ็บคนตายมากมาย แต่ละครั้งมันหนัก ๆ ทั้งนั้น โดยเฉพาะตามร้านขายอาหาร ขายข้าวแกง เชื่อไหมว่า เมื่อเกิดระเบิดกับพวกร้านเหล่านี้แล้ว เหมือนฝันร้ายของพวกเค้าเลยล่ะ...หลังเหตุการณ์กว่าพวกเค้าจะฟื้นตัวก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการเยียวยา บางร้านพอเหตุการณ์ผ่านไป กลับมาขายใหม่ แทบจะขายไม่ได้ ยอดขายไม่เหมือนเก่าที่เคยขายดี มีคนเข้าเต็มร้านไปหมด แต่พอหลังเหตุการณ์ ร้านเหล่านั้นกลับขายไม่ค่อยได้ ถ้าได้ก็น้อยลง...มันไม่ยุติธรรมสำหรับพวกเค้าเหล่านั้นเลยนะ แต่จะทำอะไรได้ล่ะ ต้องยอมรับสภาพและชะตากรรมกันไปล่ะ
เวลาเราจะไปซื้อ หรือกินอาหารร้านไหน ก็กล้า ๆ กลัว ๆ กันล่ะ ว่าร้านที่เราเข้านี้จะเกิดอะไรขึ้นไหมระหว่างที่เรานั่งกิน หรือยืนซื้ออยู่นั้น...เวลาจะไปจอดรถแถวไหน ก็ต้องคอยเครียดกันอีก เพราะไม่รู้ว่า ถ้าไปจอดแล้ว เดินเข้าไปในร้าน หรือสถานที่ต่าง ๆ อีกสักพัก รถเราจะโดนระเบิดไปด้วยไหม เฮ้ออ ! ไม่ว่าจะกินอาหารร้านไหน ซื้อของแถวไหน หรือจอดรถแถวไหน หรือแม้กระทั่งติดไฟแดง...ยังไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องวัดใจกัน...เพราะยังไง ๆ ชีวิตของแต่ละคนก็แขวนอยู่บนเส้นด้ายทั้งนั้น...เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันไหน ช่วงไหน เพราะระเบิดมันไม่มีลูกกระตา หรือเสียงบอกเตือนล่วงหน้า กว่ามันจะบอกก็ระเบิดออกมาเป็นเสียงตูมส์เข้าแล้วล่ะ...เพราะฉะนั้นแต่ล่ะคน ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ประมาทกับเหตุการร์ไม่ได้เด็ดขาด...
มาเยี่ยมค่ะ
สวัสดีค่ะความคิดเห็นข้างต้นครูแอนเองค่ะ ลืมเข้าระบบค่ะ
สวัสดีค่ะ
มาเป็นกำลังใจให้อีกค่ะ...ไม่ว่าภาคไหน ๆ ศาสนาใดก็คนไทยเหมือนกัน...สู้สู้...น่ะคนดี
สวัสดีค่ะ
อาอ้อย ไผ่มะรุเม้นไรเบอะ
อยู่ยะลาสนุกไม๊ 555+
บอกเเล้วมาอยู่กะไผ่ที่ กทม ดีก่าอีก อิอิ
ไปเเระน๊า
บะบายค่ะ คุงอา
สวัสดีค่ะ น้องอ้อยควั้น
ส่งกำลังใจมาให้ทุกวันเลยค่ะ
ปล. อยากไปเที่ยวยะลามากเลย
สวัสดีค่ะ
จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา 3 ปี กว่า ๆ อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะครบรอบ 4 ปีแล้ว...เชื่อไหมว่าคน 3 จ.ชายแดนใต้ได้โรคเพิ่มขึ้นมามากมาย...โดยเฉพาะโรควิตกจริตจากเสียงที่ได้ยิน บ่อยครั้งที่เป็น ไม่ต้องยกตัวอย่างใครให้มากมาย เอาตัวเองเป็นเกณฑ์เลยล่ะ....
วันหนึ่งขณะที่นั่งดูทีวีอยู่ในบ้านกับพี่สาว (วันหยุดเสาร์ อาทิตย์) ช่วงบ่าย ๆ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงตูมส์ ด้วยความที่ตกใจรีบวิ่งออกมาดูหน้าบ้าน ปรากฎว่าไม่ใช่มีแต่เราสองคนแฮ่ะ มีคนอื่นด้วย แสดงว่าพวกเค้าก็ได้ยินเช่นกัน เราก็เลยถามพวกเค้าว่า เสียงอะไรดังนะ คล้าย ๆ กับเสียงระเบิดเลย ใช่เสียงรถบดถนนตรงหน้าถนนใหญ่หรือเปล่า เพราะเค้ากำลังซ่อมถนนอยู่ (ถนนใหญ่ห่างจากซอยหน้าบ้านประมาณ 100 เมตร) อีกคนบอกว่าไม่ใช่ น่าจะเป็นเสียงระเบิด แต่ไม่รู้ว่าตรงไหน น่าจะใกล้ ๆ แถวนี้ล่ะ เพราะได้ยินถนัดมาก เมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ หลังจากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันเข้าไป...อีกสักพักใหญ่ ๆ ปรากฎว่า รู้แล้วล่ะว่าเสียงที่ได้ยินนะเสียงอะไร เพราะมีคนมาบอกว่า เสียงรถบดถนน อะพิโท่อะพิธัง ที่แท้ก็เสียงไอ้นี่นี้เอง เล่นเอาตกใจหมด...อันทีจริงเราก็เดาถูกตั้งแต่แรกแล้วนี่เองว่าเสียงรถบดถนน แต่คนอื่นบอกไม่ใช่ยั่นเอง...โล่งอกไป
อีกวันหนึ่งขณะที่นั่งทำงานอยู่ในสำนักงาน ซึ่งถ้าว่าไปแล้ว มันไม่ใช่แค่วันนี้หรอกนะ ที่ได้ยิน มันได้ยินบ่อยกับเสียงนี้ แต่ด้วยความวิตกจริตไง ก็เลยต้องเดาว่าเป็นเสียงระเบิดไว้ก่อน อิอิ...คืออย่างนี้ ขณะที่นั่งพิมพ์งานอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงดังคล้ายเสียงตูมส์...แล้วทุกคนที่อยู่ในห้องก็หันมามองหน้ากัน แล้วถามว่าได้ยินเสียงอะไรไหม เสียงคล้ายระเบิดเลยล่ะ ระเบิดแถวไหนอีกหรือเปล่านะ...ไอ้เราก็นั่งติดกับริมหน้าต่าง มองเห็นทั้งข้างล่างหน้าตึกสำนักงาน และถนนใหญ่ข้างนอก ก็เลยชะโงกหน้าลงไปดู ปรากฎว่า มีคนยืนอยู่ข้างรถยนต์ตรงหน้าตึกเรานี่เอง...อะพิโท่อะพิธัง...ที่แท้เสียงคนปิดประตูรถยนต์นี่เอง ปิดแรงไปหน่อย เสียงเลยคล้ายระเบิดนะเนี่ยยย...โล่งอกไปอีกหนึ่ง นึกว่าจะเกิดเหตุการณ์เสียงแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงต้องมีคนบาดเจ็บและคนตายตามมาอีกแน่เลย
ที่ทำงานจะอยู่ติดกับถนนใหญ่ ซึ่งบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของหน่วยงานราชการเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ มีทั้งศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอเมือง สถานีตำรวจอำเภอเมือง ศาลจังหวัด สถานีวิทยุกระจายเสียง ฯ และหน่วยงานอื่น ๆ อีกมากมาย ตรงกลางถนนใหญ่จะมีศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของชาวเมืองยะลาตั้งอยู่ข้างหน้าของหน่วยงาน...ถ้ามองจากตึกสูง ๆ มาก ๆ จะเป็นเหมือนรูปใยแมงมุม 3 วง หรือไงนี่ล่ะบริเวณแถวๆ นั้น
ด้วยความที่ที่ทำงานอยู่ติดกับถนนใหญ่นี่เอง ทุกวันจะมองเห็นรถวิ่งผ่านไปมามากมายตรงบริเวณนั้น...โดยเฉพาะรถรีเฟอร์คนไข้ของโรงพยาบาลที่มาจากต่างอำเภอ ซึ่งจะต้องผ่านหน้าบริเวณถนนสายนั้น...สัญลักษณ์ของรถคันนี้เสียงจะมาก่อน ทุกคนก็คงเคยได้ยินกัน...แต่คนมักจะนำเสียงไปแปลเป็นเสียงตายแน้ ๆ ๆ ๆ อิอิ ดูสิ ช่างแปลเสียงกันเหลือเกิน คนที่นอนอยู่ในรถอาจจะไม่ตายก็ได้ แค่บาดเจ็บกัน...เมื่อก่อนได้ยินเสียงรถคนนี้ จะรู้สึกปกติ แต่เมือ่เกิดเหตุการณ์ขึ้นมา....พวกเราจะต้องคิดไว้ก่อนเสมอว่า...มีการยิงกันตาย หรือปะทะกันแถวไหนอีกนะ วันนี้ หรือแม้แต่เสียงเฮลิคอร์ปเตอร์ ถ้าวันไหนบินว่อนวนไปมา...จะต้องเดาไว้ก่อนเลยเสมอว่า เกิดอะไรขึ้นแน่ ๆ แต่บางครั้งวันก็ไม่ใช่นะ ที่บินไปบินมา บางครั้งก็บินลาดตะเวณ เพราะจะมีผู้ใหญ่จากรัฐบาล หรือกองทัพ ลงมา
ไม่ว่าจะเป็นเสียงอะไรก็แล้วแต่...ที่มันใกล้เคียงกับเสียงต้องห้ามที่ทุกคนกลัวกันนักกลัวกันหนา...ล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีกับพวกเรา 3 จ.ชายแดนใต้ทั้งนั้น เพราะเท่ากับเป็นการตอกย้ำให้จดให้จำกับสิ่งเลวร้ายที่ผ่านมา...
สวัสดีค่ะ
เมื่อปี พ.ศ. 2542 ผมได้มีโอกาสไปรับราชการในตำแหน่งหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ได้อยู่คลุกคลีกับประชาชนที่นั่นสังเกตุเห็นว่าประชาชนที่นั่นทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมมีอัธยาศรัยดี เดินสวนกันตามตลาดเขาจะทักทายอยู่เสมอทั้งที่ไม่เคยรู้จักกัน บางคนชวนไปกินบุญที่บ้าน บางคนชวนไปเรียนภาษายาวี ผมยังได้ภาษายาวีติดตัวมาตั้งหลายคำ ผมย้ายกลับมาเมื่อปี พ.ศ. 2543 ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นอีกเพียง 4 ปี ภาพความสงบสุข ภาพแห่งความมีน้ำใจไมตรี และภาพแห่งความมีอัธยาศรัยจะหายไป แต่กลับมีภาพแห่งความโหดร้าย ภาพแห่งความหวาดกลัว ภาพแห่งความหวาดระแวง ภาพแห่งการแบ่งพวก และภาพแห่งความสูญเสียจะเกิดขึ้นกับพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เหตุการณ์เหล่านี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ในที่สุขสบายกว่าผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จงมีกำลังใจที่เข้มแข็งต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหวังว่าสักวันหนึ่งความสันติสุขจะกลับคืนมาและวันนั้นคือวันแห่งชัยชนะของพวกเรา