ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 40 ล้าสมัยแล้ว ไม่มีใครรู้ลิขิตแห่งฟ้า

Sasinand
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
เรื่องนี้ สำหรับบางคน อาจดูไกลตัว แต่ดิฉันว่า อย่าประมาท ดีที่สุด บางคนอาจถูกเกษียณก่อนกำหนดโดยไม่ทันตั้งตัวก็ได้ เพราะมันจะส่งผลลบอย่างรุนแรงมาก กับปัญหาการเงินและการนับถือตัวเองของเรา ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้นค่ะ

      ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุ 40 น่ะ ล้าสมัยแล้ว  ไม่มีใครรู้ลิขิตแห่งฟ้า วันนี้ยังไม่สายที่เราจะวางแผนการออม ลองวางแผนไปด้วยกันไหมคะ อย่าเครียดค่ะ เรื่องการเงินสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตมากที่สุดอย่างหนึ่งค่ะ เราควรวางแผนชีวิตไว้ตั้งแต่อายุเท่าใด   จึงจะอยู่อย่างสบายพอสมควรเมื่อเราอายุ 60 ปี

      คำตอบสำหรับผู้มีความรอบคอบสูงคือ    ตั้งแต่เมื่ออายุได้ 20 ปีเศษถึง 30 ปี คือเมื่อจบการศึกษาเลย ไม่ใช่มาวางแผนเมื่อ อีก 5 ปี จะเกษียณ ก็ไม่ทันการแล้วค่ะ มีอีกหลายคนมากที่ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย คิดแต่จะใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยงเมื่อตอนทำมาหาคล่อง และหวังว่าลูกๆหลานๆ คงจะเลี้ยงเราได้ตอนแก่     

     ตอนนี้ ศตวรรษที่ 21นี้ ไม่ง่ายแล้วค่ะ   การเปลี่ยนแปลงมีมากจนเราตามไม่ทัน เศรษฐกิจเดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดี เร็วๆนี้ 4 มิ.ย. 50 มีการประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ   มีแนวโน้มขยายตัวไม่เกิน4-4.5 % ลดลงจากประมาณการเดิม 4-5 %       สถานการณ์การขัดแย้งทางการเมือง  ปัญหาภาคใต้  ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้สถานการณ์อาจพลิกผันได้เสมอ  

     ทางภาคธุรกิจเอง เพื่อความอยู่รอด สิ่งที่ง่ายที่สุดคือ การลดพนักงานลง ส่วนรัฐวิสาหกิจ อาจพยายามให้มีการ early retirement plan ตามความจำเป็น

 

       เป็นเรื่องน่าเครียดที่จะนึกถึงค่ะ   แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะคะ   ในช่วงชีวิตที่ทำงานอยู่  อาจต้องเผชิญวิกฤติทางการเงินอย่างกระทันหันขึ้นมาก็ได้ และถ้าเราไม่มีเงินออมเพียงพอล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น   พอจะนึกภาพออกไหมคะ

         แล้วเราควรจะเริ่มต้นกันที่ตรงไหนดี ดิฉันขอนำcaseส่วนตัวมาเล่า เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ท่านใดได้บ้างค่ะ เรื่องนี้ เป็นการวาดภาพล่วงหน้าค่ะ

 

1.     ประเมินตัวเองว่า น่าจะมีอายุยืนสักเท่าใด  โดยดูจากคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อเสียเมื่ออายุ 87ปี และดิฉันมั่นใจว่ามีพันธุกรรมจากคุณพ่อแน่นอน ( ขอข้ามรายละเอียดไปนะคะ ) รวมทั้ง life style ที่ค่อนข้างดูแลตัวเองได้ดีระดับหนึ่ง ในการนี้ ต้องบวกเวลาเพิ่มไว้อีก 5 ปี เป็น 92 ปี (  เพราะเราต้องเผื่อเงินเฟ้อที่อยู่ในอัตรา3-5 % ต่อปี  แค่นี้ คำนวณแล้ว อาจต้องนั่งงงๆไปพักหนึ่ง   ลองเข้าไปดูที่    www.livingto100.com   แนวโน้มต่อไปคนเราจะมีอายุยืนยาวถึง 90 ปีโดยเฉลี่ยทีเดียวค่ะ

 

2.    พยายามไม่สร้างหนี้สินใดๆทั้งสิ้น  หรือล้างหนี้ให้หมดก่อนเกษียณ โดยความเป็นจริง ดิฉันเป็นคนโบราณเรื่องนี้  ไม่ค่อยมีเจ้าหนี้  

      แม้แต่การทำธุรกิจ  เมื่อได้จังหวะกิจการอยู่ในระยะ peak นานพอควร นำหุ้นเข้าตลาดหลัทรัพย์แล้ว  และทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เข้าระบบดีแล้วดิฉันจะขายหุ้นบางส่วนออก  ให้ได้กำไรเป็นที่พอใจ  คุ้มกับความเหนื่อยอย่างมากมาตลอดหลายปี   ไม่เคยมีความคิดว่า จะต้องทำธุรกิจอะไรไปไม่มีวันจบ เพราะทุกอย่างในโลกมีวงจรชีวิตของตัวเอง มี sun rise /sun shine/sun set    จริงๆธุรกิจยังอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ณ ปัจจุบันนี้   แต่เราก็อิ่มตัวเสียเอง บุกเบิกมาตั้งแต่เป็นวุ้น  ตั้งแต่ไปซื้อที่มาทำโรงงาน   พอรุ่งมากๆ เราขายหุ้นบางส่วนออก   จะได้capital gain ตรงนี้ดี   จะส่งต่อให้ลูกๆก็ไม่สนใจ   เขาชอบทำงานแบบอื่นมากว่า  

 

3.     สมมุติปัจจุบันอายุ 30 ปี  เงินเดือน 20 , 000.00และมีการขึ้นเงินเดือน 3 % /ปีทุกปี    เราจะรู้ว่า ตอนเกษียนจะมีเงินเท่าใด

 

4.     ตอนเกษียณจริงๆต้อง ปรับระดับ life style ของตนเองลงมาให้เหมาะสม พอดีกับเงินที่สะสมเอาไว้ เพราะ เราอาจมีเงินใช้ต่อเดือน แค่ 70 % -80 %  ของเงินเดือนล่าสุดที่เคยได้ อาจมีมากกว่านี้ แต่ต้องคิดมีน้อยๆไว้ก่อนเพื่อความไม่ประมาท  ตอนนี้ภาษีเงินได้ ไม่ต้องจ่าย ประหยัดไปอีกหน่อย

 

5.     ช่วงนี้ ควรถอนเงินออม มาใช้ได้ ไม่เกิน 5 %/ ปี ของเงินออม

 

6.     ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวเบาๆได้  ก็ต้องทำ  อย่าอยู่เฉยๆ เพราะเงินออมจะหมดเร็วมาก  ตัวดิฉันเองทำธุรกิจอยู่ตลอดเวลา ไม่มีเวลาว่าง ซึ่งเป็นความเคยชินและความสุข เพื่อนๆอาจารย์มีหลายคน แต่ละคน วางแผน รับทำงานวิจัย หรือรับสอนตามมหาวิทยาลัยเอกชน

      ส่วนคนที่ทำงานราชการอื่นๆ ก็พยายามขอเกษียณ 65 ปีเข้าไว้ ยืดไปอีกหน่อย แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสำเร็จ มีเพื่อนเป็นนายทหารหญิงหลายคน เขาได้ยศนายพลหญิงกันทุกคน แต่มีข้อแม้ ว่าต้องเกษียณเมื่ออายุ 59 ปี เด็กรุ่นน้องมาดันหลังอยู่แล้ว

 7.           บางท่าน  อาจจะมีเงินบำนาญใช้สม่ำเสมอ  ไม่ต้องถอนเงินออม    ตอนนี้ จะรู้สึกปลอดภัยไร้กังวล มีความสุขพอควรค่ะ    แต่จริงๆ ยังไม่สุขแท้จริงค่ะ

        เพราะ ยังมีปัญหาด้านสุขภาพ และปัญหาบุพการีที่เรายังต้องรับผิดชอบ  ซึ่งเพื่อความไม่ประมาท ต้องมีประกันสุขภาพทุกคนด้วยค่ะ     ที่บริษัทของดิฉัน เราประกันสังคมให้พนักงานทุกคน ถ้าคนใดออกไป ดิฉันรีบให้เขาไปประกันตัวเองภายใน 6 เดือน  แม้กระทั่งแม่บ้านหรือคนขับรถ  ก็ให้ประกันตัวเอง โดยดิฉันออกเงินให้ ทุกคนต้องมีหลักประกันในชีวิตค่ะ

           ตัวดิฉันเอง มีหลักประกันตรงนี้แล้ว แต่ลูกก็ยังห่วง ไปทำประกันสุขภาพเพิ่มให้แม่อีกส่วนหนึ่ง เลยตอนนี้ มีหลายหลักประกันหน่อย พออุ่นใจ

           เรื่องนี้ สำหรับบางคน อาจดูไกลตัว แต่ดิฉันว่า อย่าประมาท ดีที่สุด บางคนอาจถูกเกษียณก่อนกำหนดโดยไม่ทันตั้งตัวก็ได้

   เพราะมันจะส่งผลลบอย่างรุนแรงมาก กับปัญหาการเงินและการนับถือตัวเองของเรา ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้นค่ะ

     

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Good Living



ความเห็น (100)

รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น
เขียนเมื่อ 

 

P

ขออนุญาตนำ sloganมาไว้ในบันทึกนะคะ ชอบมากเลยค่ะ

Wishing  to  be friends is quick work,   but friendship is  a slow  ripening  fruit.
การที่จะเป็นมิตร  ย่อมทำได้รวดเร็ว  แต่มิตรภาพนั้นเป็นเหมือนผลไม้ที่ค่อยๆสุก
เขียนเมื่อ 
P

สวัสดีค่ะ

การบริหารการเงินที่ดี ย่อมทำให้ชีวิตมีความสุขค่ะ

รับรองค่ะ

เขียนเมื่อ 
ไม่มีรูป
กานดา

สวัสดีค่ะ

เงินสำรองเลี้ยงชีพ เป็นเงินออมอย่างหนึ่งค่ะ แต่ยังไม่พอ เราต้องออมสมทบด้วยนะคะ ยังมีอัตราเงินเฟ้อ3-5% ให้เราต้องคิดด้วยค่ะ

ทำให้เงินออมลดลงอย่างน่าใจหายเลย

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับคุณ

P

มารบกวนครับ ขออนุญาตินำข้อความดีๆบางตอนไปครับ ขอบคุณครับ  http://gotoknow.org/blog/mrschuai/102160

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

คุณpanda หน้าตาเก่งเรียน

เชิญค่ะ ด้วยความยินดีค่ะ ถ้าเห็นเป็นประโยชน์

ระวีวรรณ
IP: xxx.121.180.222
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

ดิฉันอายุ 40เศษ ทำราชการ ค่อนข้างกังวล เพราะไม่มีลูก ไม่รู้อายุ 60จะเป็นอย่างไร

ในด้านการเงินนี่ การเกษียณหมายความว่าอะไรคะ

ดิฉันว่า น่าจะหมายถึง เราไม่ต้องทำงานแล้ว

เขียนเมื่อ 
ไม่มีรูป
ระวีวรรณ

สวัสดีค่ะ

ทำราชการมีบำนาญประจำ ก็เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ไม่เกี่ยวกับเงินออมค่ะ

เงินออมไม่ควรถอนออกมานะคะ แค่5%ต่อปี ก็พอ ถ้าจะถอน

ในด้านการเงิน การเกษียณหมายถึง การที่เราไม่ได้ทำงานประจำที่เคยทำมาตลอดแล้ว และไม่มีเงินจะเจียดจากเงินเดือนไปออมอีก ต้องเอาเงินที่เราออมไว้มาใช้ค่ะ

สิริ
IP: xxx.121.180.222
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

เกษียณ ตามที่ดิฉันเข้าใจคือ เวลาที่เราพักผ่อนหลังจากทำงานหนักมาตลอดชีวิต ไปเที่ยว อยู่กับลูกหลาน ชีวิตสบายๆ อยากทำอะไรก็ทำค่ะ

เขียนเมื่อ 
ไม่มีรูป
สิริ

สวัสดีค่ะ

ถูกแล้วค่ะ เป็นความหมายเช่นนั้นสำหรับทั่วๆไป แต่ในทางการเงิน

 การเกษียณหมายถึง การที่เราไม่ได้ทำงานประจำที่เคยทำมาตลอดแล้ว และไม่มีเงินจะเจียดจากเงินเดือนไปออมอีก ต้องเอาเงินที่เราออมไว้มาใช้ค่ะ

เดชา
IP: xxx.121.180.222
เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

ถ้าผมเกษียณ คงไม่ทุกข์หรอก เพราะไม่มีตำแหน่งใหญ่โต ไม่มีคนถือกระเป๋าให้ ไม่มีใครล้อมหน้า ล้อมหลัง ไม่ฟู่ฟ่า ไม่มีวิถีชีวิตอู้ฟู้อะไร

สบายๆครับ คงพยายามใช้เท่าที่มี ต้องจัดการให้ได้ แม้จะไม่ง่าย

เขียนเมื่อ 

ไม่มีรูป
เดชา

สวัสดีค่ะ

คนเราที่มีตำแหน่งใหญ่โต เวลาลงจากหอคอยงาช้าง ก็ต้องทำใจค่ะ คงใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเหมือนเดิมไม่ได้

 สำหรับเราๆ ก็คงทำตามรูปแบบที่แนะนำ น่าจะพอค่ะ

สรุปคือ การวางแผนออมเงิน ที่ดิฉันทำคือ 1.อายุ

2.ชวงเวลาที่เราคาดว่า จะอยู่หลังเกษียณ

3.อัตราเงินเฟ้อ ค่ะ

ตอนนี้เงินเฟ้อ ต่ำกว่า 3%แต่อย่าชล่าใจ ต่อไปไม่แน่ และจะส่งผลกระทบต่อเงินออมมากๆค่ะ เพราะเงินจะมีค่าน้อยลงๆ

อาจารี
IP: xxx.121.180.222
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

เรื่องนี้สำคัญมากและน่าสนใจ

คุณออมตั้งแต่เมื่อไรคะ และมีแรงบันดาลใจมาจากไหนคะ

เขียนเมื่อ 
ขอบคุณครับ
P

sasinanda

  • เป็นการเตือนสติที่มีคุณค่ามากครับ
  • คนจำนวนมาก ยังไม่ตระหนักถึงความน่ากลัวของคำว่า "เงินเฟ้อ" เมื่อยามตัวเองเกษียณ
  • ผมลองใช้คณิตศาสตร์มาอธิบายประเด็นนี้ได้ ..นิดหน่อย
  • และคนจำนวนมาก ไม่เคยประสบ "ความไม่แน่นอน" กับตัวเองมาก่อน
  • มีการหยิบยกมากล่าวถึง เป็นการทำกุศลแก่สังคมครับ จะทำให้ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท
  • ขอบคุณครับ
เขียนเมื่อ 
P

สวัสดีค่ะ

ขอบคุณมากที่เข้ามาcommentและขยายรายละเอียดให้ เป็นข้อมูลที่ดีมากๆค่ะ

คนเราส่วนใหญ่ พูดเรื่องการเงิน การออม ก็จะเครียดแล้ว ไม่อยากคิด ตอนนี้หาความสุขก่อน แต่ มันจำเป็น ทำอย่างไรได้คะ คิดไว้เสียหน่อย ต่อไปสบายค่ะ

อยากให้ทุกคนอ่าน บทความของคุณค่ะ

P

และเป็นคำตอบว่าทำไมฝรั่งอายุมากๆ ชอบมาอยู่เมืองไทย มีภรรยาคนไทย

อาจเป็นเพราะอย่างนี้ ฝรั่งหลายคน มาใช้ชีวิตหลังเกษียณในเมืองไทย เพราะคงคิดสะระตะแล้วว่า อยู่เมืองตัวเอง คงอยู่ได้ไม่กี่ปีก็หมด แต่เงินเก็บเท่ากัน เมื่อมาอยู่เมืองไทย อยู่ได้ตลอดชีวิต 

เขียนเมื่อ 
ไม่มีรูป
อาจารี

สวัสดีค่ะ

เรื่องนี้สำคัญ อย่าประมาทในชีวิต ไม่มีใครรู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตของเราค่ะ

บางทีไม่ต้องรออายุ 60ปี

 อาจต้องเกษียณก่อนกำหนดด้วซ้ำ

ดิฉันมีนิสัยดูแลการเงินของตัวเองและครอบครัวมาตั้งแต่เรียนจบ ไม่ชอบเป็นหนี้ ไม่ชอบเดินshopping  ไม่ชอบเดินซื้อของเรื่อยเปื่อย

 ไปต่างประเทศ ก็ไม่ค่อยซื้อ ชอบเที่ยวมากกว่า และส่วนใหญ่ซื้อของฝากคนอื่นมากกว่า  ไม่ชอบมีปัญหาการเงิน ดังนั้น จึงไม่ค่อยประสบภาวะวิกฤติเท่าใด

การทำธุระกิจ ต้องกู้เงินแน่นอน แต่ก็ทำไปใช้หนี้ไปไม่ค่อยมีปัญหา มีพอหมุนค่ะ

ตอนนี้ก็ทำงานอยู่ แต่งานมีขนาดเล็กลงมาก ไมเครียดเลย  มีเวลามาenjoy life ได้ค่ะ

เขียนเมื่อ 
  • สาย ๆ สวัสดิ์ค่ะ คุณ sasinanda
  • อ่านบทความเรื่องนี้ของคุณแล้วเครียดเลย  ชีวิตเราควรจะตั้งอยู่บนความไม่ประมาทจริง ๆ เลย นะคะ
  • เห็นทีต้องเริ่มอดออมเพื่อชีวิตในวันข้างหน้าเสียแล้ว

โดนใจอีกแล้ว ประเด็นนี้

คนเขียน เหมาะที่สุด ก็ต้อง อาจารย์

P

ต้องแนะนำให้เด็กๆ อ่าน

พอจบเรียน ทำงาน มีรายได้ต้องคิด เรื่องเงิน โดยเฉพาะเงินออม แล้วค่ะ เหมือนอย่างอาจารย์ว่า

เขียนเมื่อ 
  • ขอบคุณครับ
  • ตัวเลขเงินเฟ้อระยะยาว ผมเชื่อว่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 % คิดจากราคาข้าวของพื้นฐานย้อนไปยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 (จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่)
  • ดังนั้น ใครที่ใช้แต่เงินออมอย่างเดียวแล้วคาดว่าน่าจะอยู่ได้หลังเกษียณ 17 ปี ถึงเวลาจริง ๆ จะอยู่ได้คงราว 14 ปี (กรณีที่ฝากธนาคาร) เพราะปีหลัง ๆ ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นไปมากกว่าตอนต้นถึง 75 % แล้ว
  • ภาพที่ชวนหดหู่คือคนแก่คนเฒ่าต้องมาดิ้นรนสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในตอนท้ายที่ตาสว่าง ว่าตัวเองเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต ว่าชีวิตนี้ ไม่ต้องบริหารเงินเป็น ก็อยู่ได้ !
  • โศกนาฎกรรมบันเทิงช่อง 7 เขามีโควต้าช่วยสงเคราะห์ข่าวเรื่อง คนแก่ตาบอดคุ้ยขยะ ได้แค่วันละคนเท่านั้นเองนะครับ...
เขียนเมื่อ 
P

สวัสดีค่ะ

อย่าเครียดค่ะ ทำใจสบายๆ วางแผนแบบสบายๆ ลองดูว่าจะออมได้เประมาณเดือนละเท่าใด

ไม่ต้องเท่ากันทุกเดือน แต่ควรได้ออมบ้าง และปรับวิถีชีวิตให้พอสบายๆ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ต้องซื้ออะไรที่ไม่จำเป็น บางทีผู้หญิงชอบซื้อของตามเพื่อน หรือหลงคารมพวกนักขาย ที่เสน่ห์ดีๆ พูดเก่ง

วิธีการ ก็คือ อย่ารับปากจะซื้ออะไรทีเดียว เดี๋ยวนั้นๆ ขอเก็บไปคิดก่อนสักวันหนึ่งแล้วจะให้คำตอบ

บางทีเราอาจนึกได้ว่า เรายังไม่มีความจำเป็นต้องซื้อตอนนี้ ของยังมี ยังใช้ได้อยู่ เอาไว้ หมดแล้ว ค่อยซื้อค่ะ ของจะขายมีเยอะไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ

เขียนเมื่อ 
P

สวัสดีค่ะ

ผู้ใหญ่ควรให้เด็กรู้ค่าของเงินตั้งแต่เด็กๆค่ะ ไม่ฟุ่มเฟือย มีของเล่นตั้งแยะแล้ว ยังร้องเอาอีก โดยไม่มีเหตุผล

สอนให้ออมเงินใส่กระปุกด้วยค่ะ ให้เขาออมเอง พอเต็มก็ไปฝากออมสิน เด็กจะชินค่ะ ดิฉันมีงบประมาณให้ลูกใช้ตั้งแต่เด็กๆ แม้จะเป็นคนตามใจลูกมาก ก็ไม่มากจนเขาเสียเด็กค่ะ

ขณะนี้ เขามีอาชีพเป็นที่ปรึกษาการเงินค่ะ ยิ่งรู้ค่าของเงินใหญ่

เป็นห่วงแต่ เดินทางบ่อยมาก บางทีไปเช้า เย็นกลับ ไปประชุมค่ะ และเป็นกรรมการอิสระในบริษัทต่างๆอีก ต้องคอยเตือนให้ระวังมากๆ กรรมการได้แต่ประชุม ไม่ค่อยรู้ลึกๆถึงเหตุการณ์ในบริษัท    คนรู้ลึกๆ คือคนทำงานเองค่ะ

เขียนเมื่อ 

คุณ sasinanda คะ

  • มีพี่ ๆ ที่รู้จักกันในโลกไซเบอร์เนี่ยล่ะค่ะ  แพลนกันไว้ว่า  แต่ละคนนั้นไม่มีครอบครัวแล้วจะอยู่กันอย่างไรเมื่อมีอายุมากขึ้น?  ดังนั้นน่าจะทำหมู่บ้านขึ้นมาหมู่บ้านหนึ่ง  เป็นบ้านดินหลังเล็ก ๆ อยู่กันแบบพอเพียง  ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน  ทุกคนในหมู่บ้านที่เป็นผู้หญิง (( คงจะรับแต่ผู้หญิงกระมัง ))ก็จะช่วยกันเอาใจใส่ดูแลกันและกัน  มีร้านค้าสวัสดิการเล็ก ๆ  มีห้องสมุด  มีร้านค้าแบบ OTOP ไว้ขายสินค้าที่ผลิตกันขึ้นมาเอง  อย่างเช่น สบู่  โลชั่น ฯลฯ  ให้กับลูกค้าที่เป็นนักท่องเที่ยว  เลยลงเอยที่ตอนนี้ก็เก็บออมวันละประมาณ 50 บาท เถอะนะ  ในอีก 10 ปี หรือ 20 ปี ข้างหน้าจะได้นำเงินก้อนนี้มาเป็นทุนในการอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านนี้  พี่คนที่คิดโครงการนี้มีนิวาสถานอยู่แถว ๆเชียงใหม่นี่ล่ะค่ะ  บนดอย ๆ หนึ่ง  และทำท่าจะมีคนสนใจโครงการนี้กันอยู่หลายคนด้วยล่ะค่ะ .. คุณ sasinanda คิดว่านี่เป็นการวางแผนที่ดีไหมคะ?
  • พยายามที่จะไม่เครียดนะคะ  แต่ก็อดเครียดไม่ได้เลย  ดูท่าทางทุกคนจะมีแผนการที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตในวันข้างหน้าด้วยกันทั้งนั้นเลย
  • โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ค่อนข้างประหยัดค่ะ  เป็นคนที่ไม่ฟุ่มเฟือยซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็น  เลยทำให้พอจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตเมื่อถึงคราวต้องลงได้  อาจจะไม่ถือว่าดีเยี่ยม  แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่ผ่านล่ะค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

เรื่องการจัดสรรเงินเป็นเรื่องสำคัญครับ...

เริ่มตั้งแต่วันนี้ไม่น่าจะสายครับ...

แบ่งเงินเป็น 4 กอง เงินค่าใช้จ่ายต่อเดือน เงินภาษีสังคมต่าง ๆ เงินลงทุน และเงินเก็บเพื่อเก็บครับ...

ตามหนังสือพ่อรวยสอนลูกครับ...

ขอบคุณมากครับ...

เขียนเมื่อ 
P

สวัสดีค่ะ

ดิฉันอ่านบันทึกของคุณ wwibul แล้ว ละเอียด และให้ความรู้มากๆๆเลยค่ะ อยากแนะนำให้คนอื่นๆอ่านด้วย

หัวข้อเรื่องการเงินนี้ ดูซีเรียสหน่อย แต่ดิฉันจะเขียนบันทึกสลับๆกันค่ะ เบาๆ สบายๆ บ้าง แต่มีสาระนะคะ

และก็มีสาระมากบ้างค่ะ จะได้ไม่น่าเบื่อ

ตัวเลขเงินเฟ้อ บางท่านว่า อาจจะขึ้นถึง 6%ด้วซ้ำค่ะ ถ้าอะไรๆนเปลี่ยนยิ่งกว่านี้ เราทำใจไว้ว่า แน่ๆคือ 4%อย่างคุณว่า ก็ปลอดภัยค่ะ

ดิฉันเห็นคนแก่ๆทางชนบท อยู่บ้านกันเฉยๆ ไม่ค่อยทำอะไรกัน ยังไม่ค่อยสบายใจ

เขาน่าจะทำอะไรบ้างนะคะ เบาๆ แต่บางคนช่วยเลี้ยงหลาน ก็ค่อยยังชั่วหน่อยค่ะ แบ่งเบาภาระลูกๆ

ต่อไปรัฐบาลคงเหนื่อยมาก ที่จะจัดการอย่างไรให้ดีที่สุด ตอนมีคนแก่มากกว่านี้มากๆ

ดิฉันนำข้อความที่คุณเขียนไว้มาดูกันอีกทีค่ะ

  • ภาพที่ชวนหดหู่คือคนแก่คนเฒ่าต้องมาดิ้นรนสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในตอนท้ายที่ตาสว่าง ว่าตัวเองเข้าใจผิดมาตลอดชีวิต ว่าชีวิตนี้ ไม่ต้องบริหารเงินเป็น ก็อยู่ได้ !
  • เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    อ่านแล้วก็เข้าใจในเจตนาที่ดี ของการจะรวมกลุ่มคนคอเดียวกัน รสนิยมหรือมีอะไรคล้ายๆกันมาอยู่ใกล้ชิดกันค่ะ

    แต่ต้องดูให้ดีก่อนจะทำอะไร เช่น จะลงทุนกันคนละเท่าใด ใครเป็นคนบริหารเงิน บริหารกิจการ ทำของมาขายกันเอง จะให้ราคากันเท่าใด ของไม่ดี คืนได้ไหม

    ต้องมีแผนธุระกิจ มีเงินทุนแรกเริ่ม เงินทุนหมุนเวียน การควบคุมสต๊อก ใครมีหน้าที่อะไร ตรงไหน เวลาทำงานเป็นอย่างไรค่ะ  มีค่าตอบแทนเท่าใด

    เยอะแยะที่ต้องคิดนะคะ ไม่ง่าย ยิ่งหลายคน ยิ่งไม่ง่าย แต่ถ้าจะทดลองทำก็ได้ค่ะ เล็กๆก่อน

    พี่เอง มีเพื่อนชวนทำโรงเรียนกวดวิชา ทำได้อยู่ เพราะก็มีความรู้กัน แต่กลัวเสียเพื่อนค่ะ เลยไม่ทำ มาทำธุรกิจส่วนตัวเอง สะดวกกว่า ไม่มีความเสี่ยงจะทะเลาะกับเพื่อน

    นี่เป็นแง่มุมเดียวนะคะ ทางคุณเนปาลี ทราบรายละเอียดกว่า ลองเอาไปคิดๆดูค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    ฉลาดมากเลยค่ะ ที่แบ่งเงินเป็น 4กอง

    เงินให้คุณพ่อคุณแม่อยู่กองที่ 1 ใช่ไหมคะ

    ตอนนี้ ถ้าเราให้เงินท่าน เราก็ได้ยกเว้นภาษีด้วยค่ะ

    จะประกันสุขภาพให้ท่านก็ได้ค่ะ จะได้เป็นหลักประกันนะคะ รู้สึกตอนนี้ อะไรที่ให้พ่อแม่นี่ ได้ลดภาษีทั้งนั้นค่ะ

    คนสูงอายุทุกคนมีความเหมือนกันอยู่ 2 อย่างคือ

    1. ต้องการมีรายได้บ้าง
    2. ต้องการจะมีเงินออม และรักษาเงินออมนั้นไว้ ให้อุ่นใจ ไม่จำเป็นไม่นำมาใช้ เพื่อว่า ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ช่วงที่ตัวเองมีชีวิตอยู่   จะไม่ลำบากแน่
    สุชาดา
    IP: xxx.121.185.216
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    คุณแม่ดิฉันอายุ 65ปี จะวื้อประกันชีวิตให้ท่านได้ไหมคะ เพราะท่านเกษียณ มา 5 ปีแล้ว รับบำนาญอยู่ค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    • ตามมาขอบคุณ
    • เชื่อมั่นการออมเป็นเรื่องดี
    • เอาชุมชนมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมาฝากด้วยครับ
    • ฝากไปทักทาย
    • บ้างนะครับผม
    • ของคุณครับ
    • ที่ UTCC_Blog
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    รู้สึกว่า ไม่น่าจะซื้อประกันชีวิตได้นะคะ คงซื้อได้แต่ประกันสุขภาพค่ะ

    ถ้าเป็นราชการบำนาญก็มีสวัสดิการฟรีไม่ใช่หรือคะ ต้องไปศึกษาว่า ถ้าเราจะซื้อเสริม ควรเสริมในแง่ไหนค่ะ เขามีรายการให้เลือกมากค่ะ

     

    • สวัสดีค่ะ
    • ใช้ชีวิตอย่างมีสติ
    • การออม..เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิตค่ะ
    • ขอบคุณค่ะ

    ชอบใจบันทึกที่หลากหลายของคุณ sasinanda มากค่ะ ต้องบอกบันทึกนี้ เตือนใจได้ดีมาก ๆ ค่ะ

    ตอนนี้หนูก็เริ่มวางแผนกับชีวิตมากขึ้นค่ะ มีอะไรต้องให้รับผิดชอบมากขึ้นค่ะ  จะคิดทำอะไร จึงมองระยะสั้น ๆ ได้บ้าง แต่ทำอะไรต้องมองผลไประยะยาวด้วยใช่ไหมค่ะ 

    เพราะชีวิตคนเราต่างกัน การวางแผนที่รองรับชีวิตตนเอง เป็นสิ่งที่จำเป็นค่ะ 

    ขอบคุณมากค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    ใช่แล้วค่ะ เงินทองของหายาก คงต้องใช้อย่างมีสติมากค่ะ

    การออมอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เรามีภูมิคุ้มกันค่ะ

    การซื้อประกันชีวิต ในวัยหนุ่มสาว เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าซื้อตอนเรามีภาระมากๆแล้วค่ะ

    สวัสดีค่ะ....ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆที่มีประโยชน์มากค่ะ...เพื่อเป็นการช่วยเตรียมความพร้อมอย่างพอเพียงเมื่อเป็นผู้สูงวัยในอนาคตที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ค่ะ...

    • เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะว่าการออมเป็นสิ่งจำเป็น   เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน   ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพ   เศรษฐกิจและสังคม   เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา  วิธีที่จะออมได้ดีต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงค่ะ   ที่ดิฉันทำอยู่ตอนนี้ก็คือพาคุณแม่เที่ยวบ่อยมากทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์  และมาเลเซีย   เพราะต้องการให้ท่านได้เห็นสิ่งต่าง ๆ  ตอนนี้ท่านอยากจะเห็นหิมะ   เราก็มีเงินที่จะพาท่านไปแค่เกาหลี    สำหรับในประเทศไทยก็ไปเกือบครบทุกจังหวัดแล้ว   ถ้าไม่เกิน 400 ก.ม. ก็จะขับรถไป   โดยค้นหาข้อมูลต่าง ๆ จากอินเทอร์เน็ต    หากเป็นเชียงใหม่หรือภูเก็ตก็จะนั่งเครื่องบินไปแล้วเช่ารถขับ  เครื่องบินที่นั่งก็คอยซื้อตั๋วราคาถูก   ไป-กลับไม่เกิน 2,000 บาท (ถูกกว่ารถทัวร์อีก)  
    • สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ "ความพอเพียง" ไม่ใช่ห้ามไปเที่ยว   แต่เราเที่ยวอย่างประหยัด    การซื้อของเราก็ซื้อโดยเปรียบเทียบราคา    ของมียี่ห้อบางครั้งก็ไม่จำเป็น
    • ที่สำคัญ คือ แบ่งปันผู้อื่นโดยเราไม่เดือดร้อน หากไม่มีเงินก็ช่วยเป็นแรงหรือให้ความรู้   เพียงเท่านี้ชีวิตเราก็จะมีความสุขและสังคมก็จะสงบและน่าอยู่
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    ไม่ได้คุยกันนาน เห็นว่าคงยุ่งกับงานใหม่ค่ะ

    สำหรับเรื่องบันทึก ก็เขียนตามที่อยากเขียนค่ะ และเป็นคนไม่ชอบอะไรที่ซ้ำซาก  ชอบเขียนอะไรใหม่ๆบ้าง ชีวิตคนเราหลากหลายค่ะ มีหลายด้านมาก

    อะไรที่พอจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้าง ก็จะเขียนลงค่ะ

    เรื่องเงินนี่สำคัญมาก เราไม่ต้องไปแบมือขอใคร เราต้องมีของเราเองค่ะ ออมของเราเอง ทีละเล็กละน้อย

    เดี๋ยวก็มากเอง แต่ต้องออมนานค่ะ อย่ารอจนกว่าอายุ 40 นะคะ ไม่ทันหรอก

    ลดา
    IP: xxx.121.191.25
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    สมมุติว่า จะทำประกันชีวิต คิดว่า ควรทำในวงเงินเท่าใดดีคะ เป็นสัดส่วนกัน

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    เห็นด้วยกับอาจารย์ทุกประการค่ะ เดินสายกลางดีที่สุด ไม่มากไม่น้อยตามกาละอันควร

    ที่เขียนนี่ เพียงแต่จะกระตุกกันหน่อยว่า อย่าเพลินไปนะคะ มีออมๆไว้บ้างค่ะเผื่อฉุกเฉินค่ะ

    จะไปเยี่ยมอาจารย์อีกนะคะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    ขอบคุณที่อาจารย์แวะมาเยี่ยมค่ะ รออ่านบันทึกของอาจารย์อยู่นะคะ
    ชัย
    IP: xxx.121.191.25
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

    ผมค่อนข้างกลัวพวกภัยต่างๆครับ เช่นไฟไหม้ โจรกรรม อุบัติเหตุ

    อยากขอความเห็นว่าควรประกันแบบไหนดี ที่ไม่จ่ายแพงนัก พอทราบไหมครับ

    เขียนเมื่อ 

    เรียน ท่านอาจารย์ sasinanda

    •  อายุเป็นเพียงตัวเลข
    •  นึกไม่ออกเหมือนกันว่าเริ่มต้นที่ใด
    • เพราะเดี๋ยวมันมีอะไร อะไรเข้ามา ทำให้วิถีเปลี่ยนได้เสมอ
    •  ดูบางท่านมีหลายหมื่นล้าน เผลอแวปเดียว หมดธนาคารเลยเนาะท่าน
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

    คุณพี่  

    P

    การรู้จักใช้เงินเป็นเรื่องที่ดีนะครับ
    - การออมมีประโยชน์มาก

    - ควรใช้เงินหาความสุขใส่ตัว ทำในสิ่งที่ชอบบ้าง เช่น การท่องเที่ยว การปลูกต้นไม้

    - การใช้เงินอย่าง คิดหน้า คิดหลัง และตระหนักในความจำเป็นและคุณค่าของสิ่งที่ซื้อ ก็ เป็นการดีครับ

    ขอบพระคุณครับ  / แวะมาเยี่ยมครับ

    เขียนเมื่อ 
    • พยายามออมอยู่ค่ะ
    • เพราะไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต
    • ปลอดภัยไว้ก่อนค่ะ มีน้อยเลยค่อยๆเก็บค่ะ
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ประมาทโดยการออมเงินไว้ใช้สบายๆยามอายุมาก ไม่ต้องง้อลูกหลานให้มาเลี้ยงนะคะ
    P

    สวัสดีครับ
    การออมเป็นสิ่งที่ผมปฏิบัติมาโดยตลอด
    แต่บนพื้นฐานของครอบครัวทำให้ต้องกู้ครับ
    แต่ก็ยังมีออมไว้ครับ..........งงไหมครับ
    คือ มีการแยกส่วนในการใช้ เก็บ และกู้ยืม
    สิ่งที่กู้ยืมก็ คือ ที่ดิน ที่อยู่อาศัย รถ
    และก็ยังมีเก็บออมบางส่วนครับ
    ผมเห็นด้วยครับการออมเพราะผมเก็บมาตั้งแต่
    สมัยเป็นเด็กแล้วครับ...ธนาคารออมสินงัยครับ
    ขอบคุณครับที่นำสิ่งดี ๆ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
    จะมาติดตามอ่านอีกครับ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    วันนี้ สบายดีแล้วนะคะ งานยุ่งพักใหญ่เลย

    คนเรา การบริหารเงินเป็นเรื่องสำคัญนะคะ  การบริหารเงินที่มีให้เหมาะสม ใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

    สำคัญกว่าจำนวนเงินที่มีออมจริงๆเสียอีก

    เขียนเมื่อ 

    เรียน ท่านอาจารย์ sasinanda

     โบราณว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท เนาะ เก็บออม ใช้อย่างพอเพียง เคียงคู่คุณธรรม ครับ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีอีกทีค่ะ

    ตามโบราณสอนนั่นดีสุดค่ะ แต่ต้องออมสม่ำเสมอตั้งแต่เนิ่นๆค่ะ เพราะลิขิตของฟ้า เมื่อใด ไม่มีใครทราบ มีความเสี่ยงหลายรูปแบบรออยู่เสมอค่ะ ทางที่ดีอย่าประมาทค่ะ

    การวางแผนออมเงินเพื่อเกษียณอายุ เขามีกฏว่าให้ออมตั้งแต่วันรับเงินเดือนวันแรกค่ะ คือกฏ 2:1

    คือทุก 2 ปีที่เราทำงาน เราต้องเตรียมการไว้ 1 ปีเพื่อการเกษียณอายุ

    คนเรามีเวลาทำงาน 40 ปี คืออายุ25-65ปี

    เราจะมีเวลาเกษียณอายุอยู่ 20 ปี 65-85 ถ้าเราไม่เตรียมการไว้ เราจะมีภาระหนักขึ้นค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    ไม่มีรูป
    ลดา

    สวัสดีค่ะ

    ในความเห็นของดิฉัน การทำประกันชีวิต ควรทำในวงเงิน 10เท่าของรายได้สุทธิค่ะ แต่ไม่ควรน้อยกว่า 5 เท่าค่ะ หักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 50,000.00บาทค่ะ

    ควรคุยกับบริษัทก่อนให้ถ่องแท้นะคะ มีเงื่อนไขมากค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    ค่ะ มีน้อยค่อยออม ต่อไปจะมากเอง

    ตอนเราเกษียณ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะมากขึ้น และระดับเงินเฟ้ออย่างต่ำ3% จะทำให้ค่าครองชีพเราสูงขึ้นอีกมากค่ะ

    เราอย่ามองโลกแง่ดีเกินไป แต่ขณะเดียวกันก้ไม่กังวลเกินไป ถึงได้เรียกว่า ต้องมีแผนระยะยาวๆไงคะ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    ออมคือ ออมค่ะ กู้เอามาลงทุนหรือเพื่อความจำเป็นอะไรก็ตามก็ส่วนกู้

    แต่ ในช่วงที่ใกล้เกษียณ ภาระเงินกู้ทั้งหลาย เราต้องclearให้หมดค่ะ

    ภาษีสังคมน้อยลงมาก  ภาษีเงินได้ไม่เสีย ค่าใช้จ่ายจะน้อยลงค่ะ

    เรายังจะอยู่ไปอีก 20 ปีเชียวนะคะ ยังต้องทำงานต่อไปด้วย แต่จะเบากว่าเดิมมากค่ะ อย่าอยูเฉยๆค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    นึกได้เกือบใกล้วันใหม่ครับท่านอาจารย์ sasinanda

    •  ครั้งหนึ่งนานมาแล้วได้ไปทานข้าวกับพี่ท่านหนึ่งเป็นหมอที่ Chicago
    • ท่านเล่าว่าระบบการออมเงินที่โน่น กึ่งบังคับ เพราะภาษีหักไว้มาก และมีการหักเงินเก็บไว้ให้
    • ท่านเล่าว่าเงินเก็บที่หักไว้ท่านอยู่ได้อย่างเศรษฐีได้ ๑๐ ปี และ อยู่อย่างธรรมดาๆได้อีก ๑๐ ปี
    • รวมแล้วหลังเกษียณ ตอนอายุ ๖๐ ปี ชีวิตอยู่อย่างสบายๆได้อีก ๒๐ ปี ครับ
    เขียนเมื่อ 
    P

    ค่ะ ที่อเมริกาเขาพยายามให้คนมีเงินออม อาจในรูปของการหักเข้า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ Provident Fund/ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ Retirement Mutual Fund และการลงทุนส่วนตัวก็ได้

    พอถึงวัยเกษียณ เราก็จะได้เงินจากแหล่งต่างๆเหล่านี้มาใช้ค่ะ

    จากสถิติโดยทั่วไป เราจะต้องการเงิน70-75%ของรายได้ก่อนการเกษียณไว้ใช้จ่ายค่ะ

    คนสูงอายุทุกคนมีความเหมือนกันอยู่ 2 อย่างคือ

    1. ต้องการมีรายได้บ้างในช่วงเกษียณ
    2. ต้องการจะมีเงินออม และรักษาเงินออมนั้นไว้ ให้อุ่นใจ ไม่จำเป็นไม่นำมาใช้ เพื่อว่า ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ช่วงที่ตัวเองมีชีวิตอยู่   จะไม่ลำบากแน่
    เขียนเมื่อ 
    • มีสถิติใน Science  ปี 2002 Vol 296 หน้า 1029 เขาศึกษาคนทั่วโลก พบว่า สถิติกลุ่มคนอายุยืน จะเพิ่มขึ้น 3 เดือนเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี (โดยปี 1840 คนอายุยืนยุคนั้น อายุเฉลี่ยราว 45 ปี แต่ปี 2000 อายุยืนราว 85 ปี)
    • คนอายุยืนขึ้น จากความรู้การแพทย์และการถนอมสุขภาพ
    • แต่เมื่อไหร่ เทคโนโลยีสเต็มเซลล์และนาโนเทคฯสุกงอมกว่านี้ อาจเห็นการก้าวกระโดดของอายุขึ้นไปได้อีกก้าวใหญ่
    • หลักทั่วไป มักยึดถือกันว่า "ชีวิตเมื่อก่อนเริ่มต้นที่ 40 และคาดการณ์ว่าไปจบที่ 80"
    • แต่ต่อไป อาจเป็นว่า "ชีวิตต้องเริ่มต้นตั้งแต่ 30 (หรือ 35) แล้วคาดการณ์ว่าไปจบที่ 90"
    • เห็นแล้วเหนื่อยแทนคนรุ่นใหม่ครับ
    เขียนเมื่อ 

    ผมโชคดีที่ ภาระช่วงหลังน้อย กว่าจะรู้จัก เรื่องราวชีวิตจริง ๆ ก็อายุเกือบ 40 ปี เข้าไปแล้ว ยังนึกเสียดาย ว่าน่าจะได้รู้เรื่องการ ใช้ชีวิตตั้งแต่อายุ 30 ต้น ๆ 

    แต่ก็คิดว่ายังไม่สายนะครับ   ช่วงนี้ก็ดำเนินชีวิตเรียบง่าย แต่ไม่อยากประมาทอย่างที่อาจารย์ ว่านั่นแหละครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    เข้าไปบ้างแล้วค่ะ กำลังทะยอยเข้าไป
  • ที่ UTCC_Blog

     

    ในการทำงานมีความใกล้ชิดกับนักบัญชีมากๆค่ะ เป็นอะไรที่คุยกันได้ดีเลยค่ะ

    ลองเข้าไปอ่านที่นี่ค่ะ ได้ความรู้มากค่ะ

    P

  • เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ไม่มีรูป
    ชัย

    คุณถามว่า

    ผมค่อนข้างกลัวพวกภัยต่างๆครับ เช่นไฟไหม้ โจรกรรม อุบัติเหตุถึงแก่ชีวิต

    อยากขอความเห็นว่าควรประกันแบบไหนดี ที่ไม่จ่ายแพงนัก พอทราบไหมครับ

    พอแนะนำได้จากประสบการณ์ว่า

    ควรเป็นการประกันแบบกลุ่มค่ะ จะได้มีการเฉลี่ยความเสี่ยงกัน เช่น คนอายุ40 ปี 1000 คนประกันชีวิตในวงเงิน 400,000.00บาท จะต้องจ่ายคนละ 800.00 เป็นเงินทุนเพื่อจ่ายให้ญาติผู้อาจจะเสียชีวิตในปีนี้

    ซึ่งการเสียชีวิตของคนอายุ 40 ตามสถิติ น่าจะอยู่ที่ 2-3 คน จาก 1000 คนหรือน้อยกว่านั้นค่ะ

    การซื้อประกัน เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงให้เรา ชั้นหนึ่ง

    การประกันอย่างอื่น ก็เป็นแบบเดียวกันค่ะ ต้องติดต่อบริษัทประกันค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ อาจารย์

    • ตอนนี้ก็กำลังคิดเรื่องการออมค่ะ ซึ่งอาจจะดูช้าไป เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดถึงเลยด้วยความเป็นบ้านนอก อยู่ในสังคมที่สบายๆไม่ต้องดิ้นรน
    • แต่พอมาถึงสมัยนี้สังคมบ้านนอกก็เริ่มเปลี่ยนไป พยายามที่จะมองหาแหล่งลงทุนที่คิดว่าไม่เสี่ยงมาก อย่างเช่น กองทุนรวม ก็ไม่รู้ว่าจะทันการรึป่าวค่ะ
    • ขอบคุณอาจารย์มากค่ะ ที่ให้แนวคิดที่ดีมากๆค่ะ
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    ชีวิตคนเราตอนนี้ เริ่มที่ จะต้องตั้งหลักตั้งฐานได้ที่30 นะคะไม่ใช่ 40 มันร่นเวลาเข้ามาอีกค่ะ

    เราไม่ควรประมาท เพราะเราต้องอยู่อีก 20 ปีโดยประมาณหลังเกษียณค่ะ

    การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง เราต้องบริหารความเสี่ยงนั้นค่ะ

    ป้าแดงจะซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซื้อที่ดีๆเก็บไว้ หรือซื้อหุ้นก็ได้ โดยผ่านกองทุนรวม เรื่องนี้ละเอียดมาก ต้องปรึกษาพวกธนาคารใหญ่ๆที่เขามีกองทุนรวมก็ได้ค่ะ มีทุกธนาคารค่ะ

    แต่อย่าไปเล่นหุ้นเองเป็นอันขาดนะคะ เสี่ยงเกินไปค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    ว่างเว้นจากการเขียนและอ่านบันทึกดีๆแบบนี้ไปซะนานเลยค่ะ

    วันนี้มีโอกาสเลยแวะมาทักทายค่ะ

    ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดีค่ะ แต่ก่อนอื่นก็ขอเริ่มต้นที่ใจก่อนละกันนะคะ

    ขอบคุณค่ะ

    IP: xxx.8.71.165
    เขียนเมื่อ 
    ไม่มีรูป
    สาตรี

    สวัสดึต่ะ

    ดิฉันกำลังจะลาออกจากงาน ว่าจะเปิดร้านขายของที่บ้าน ตอนนี้ กังวลใจอยู่นิดหน่อยว่า เงินออมที่มีอยู่จะหมดเร็ว

    เห็นพูดประเด็นนี้ขึ้นมา เลยอยากคุยให้ฟัง และขอความเห็นค่ะ

    เดช
    IP: xxx.8.71.165
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดึครับ

    พอทราบไหม ว่าผมจะลงทุนเพื่อการเกษียณได้แบบไหนบ้าง ที่เป็นแบบหน่วยลงทุน พอดีมีเงินฝากอยู่ก้อนหนี่ง ว่าจะแบ่งมาบ้าง ลงทุนต่างๆกัน ไม่ฝากแบงค์อย่างเดียวครับ

    ลดา
    IP: xxx.8.71.165
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ เข้าอีกที

    ติดใจค่ะ

    สรุปว่า ในความเห็นของคุณ ดิฉันควรซื้อประกันไหมคะ

    สับสนค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    สวัสดีครับท่าน
    P

    เป็นคำแนะนำที่น่าสนใจมากครับ

    ผมเห็นด้วยมาก และได้นำแนวคิดการออมไปเผยแพร่ในกลุ่มเพื่อนร่วมงานทุกที่ที่ทำงาน และชาวบ้านด้วย ไม่เลยไปถึงขั้นวางแผนชีวิต แต่ทำกกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น นอกเหนือจากการออมส่วนตัว

    ประเทศในยุโรปหลายประเทศมีธนาคาร Saving bank ที่ใหญ่มากกว่าธนาคารเอกชน Saving Bank ยองเขามาจากการออมของประชาชน

    การออมของชาวบ้านที่ประสบผลสำเร็จนั้นมีหลายที่ครับ ที่ติดอันดับก็ที่ครูชบภาคใต้ ที่จันทบุรี และอีกหลายๆที่ที่การออมทรัพย์กลายเป็นสัวสดิการชุมชนไปแล้ว

    ในหน่วยงานเล็กๆที่มีพนักงานเพียง 10 คน สมัยก่อนเห็นเขาเล่นแชร์กัน แต่ผมสนับสนุนตั้งกลุ่มออมทรัพย์กันสร้างนิสัยการออมของเจ้าหน้าที่  และทุกคนในระดับนี้ย่อมมีความเดือดร้อนเรื่องเงินไม่วันใดก็วันหนึ่ง กลุ่มเล็กๆนี้ช่วยได้ โดยเราเองออมด้วยแต่มากหน่อย เพื่อให้มีเงินก้อนไปหมุนให้พนักงานนำไปแก้ไขปัญหา ซึ่งต้องเป็นปัญหาจำเป็นจริงๆ ไม่ใช่เอาไปดาวน์รถ ไม่ให้ ค่าเทอมลูกอย่างนี้ได้..พนักงานก็ชอบใจและติดนิสัยการออมไปด้วยครับ

    ในชุมชนพยายามทำและเคยทำสำเร็จมาแล้วที่สะเมิง เชียงใหม่ เดี่ยวนี้มีเงินทุนเรือนหุ้นนับสิบล้าน ไม่คาดคืดมาก่อนว่าชนบทหลังภูเขาจะความสามารถออมได้อย่างนั้น แต่ก็ระยะยาวนะครับปัจจุบันกลุ่มมีอายุมากกว่า 20 ปีแล้วครับ

    ที่ชายแดนสุรินทร์แถบน้องดอกแก้วผมก็ไปเริ่มไว้เรื่องกลุ่มออมทรัพย์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทราบว่ามีเงินนับสิบล้านเหมือนกัน  ซึ่งตอนก่อตั้งไม่คาดคิดเช่นกันว่าพี่น้องไทยเชื้อสายเขมรจะสามารถออมกันได้ถึงระดับนี้

    ผมเห็นด้วยกับแผนชีวิตดังกล่าวมากเลยครับ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ไม่มีรูป
    ลดา

    ขอโทษตอบช้าไปค่ะ คุณถามว่า

    สมมุติว่า จะทำประกันชีวิต คิดว่า ควรทำในวงเงินเท่าใดดีคะ เป็นสัดส่วนกัน

    การประกันชีวิตถือเป็นการวางแผนทางการเงินที่ดีอย่างหนึ่ง ทำให้คุณและครอบครัวมีหลักประกัน

    สมมุติว่า คุณมีเหตุต้องจากไป

    ครอบครัว ก็ยังได้เงินสดจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของคุณ

    ค่าเบี้ยประกัน นำไปหักลดหย่อนภาษีได้อีกไม่เกิน 50,000.00

    มีข้อมูลจากบริษัทประกันว่า คุณควรต้องประกันในวงเงิน 5-10 เท่าของรายได้สุทธิของคุณค่ะ

    การจะซื้อประกัน ควรไปปรึกษาบริษัทประกันให้ดีก่อน เพราะมีความซับซ้อนอยู่มากพอควรค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ พี่ sasinanda

    รู้สึกว่าพี่จะกลายเป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในการวางแผนการออมเงินไปแล้ว ไม่ต้องไปขอ certify เลย

    พูดถึงเรื่องการออม พ่อเคยสอนว่า หาเงินได้น้อยแต่ถ้ารู้จักใช้ รู้จักเก็บ ก็มีเงินเยอะได้ แต่หาได้มาก ใช้จ่ายเยอะเกินไป ก็ไม่มีเหลือเก็บ จริงไหมคะ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    ดีใจที่คุณหมอเข้ามาเยี่ยมค่ะ ชื่นชมการทำงานของคุณหมอมากๆ หาแบบนี้ยากมากค่ะ ขอบอก

    คุณหมอบอกว่านึกเสียดาย ว่าน่าจะได้รู้เรื่องการ ใช้ชีวิตตั้งแต่อายุ 30 ต้น ๆ 

    แต่ก็คิดว่ายังไม่สายนะครับ   ช่วงนี้ก็ดำเนินชีวิตเรียบง่าย แต่ไม่อยากประมาท

    จริงค่ะ ตอนนี้ ยังไม่สายไป ยังสามารถวางแผนการออมเงินสำหรับวัย65 upได้อย่างดี

    ช่วงเวลาเกษียณ ถ้าวางแผนมาอย่างดี คุณหมอจะรู้สึกสบายขึ้น เพราะลูกก็เรียนจบแล้ว บางคนก็แต่งงานแล้ว บางคนก็ย้ายไปอยู่ส่วนตัวแล้ว ภาระเงินกู้ก็ไม่มี

    ตอนนี้สบายจริงๆค่ะ ทีนี้อาจมาดูว่า จะทำให้เงินทองที่สะสมไว้ งอกเงยขึ้นมาได้อีกอย่างไรบ้าง

    สำหรับคุณหมอนะคะ เดาว่า อาจยังทำงานส่วนตัวอยู่ คนมีไฟอย่างนี้ ว่างแล้ว หงุดหงิดค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    แหม ไม่ได้เชี่ยวชาญค่ะ แนะนำตามประสบการณ์ค่ะ เพราะ

    • เคยได้รับการอบรมมาตั้งแต่เด็ก เรื่องการใช้จ่าย คุณแม่เป็นคนเจ้าระเบียบในทุกเรื่องค่ะ มีเงินเก็บในกระปุกตั้งแต่เด็กๆ ทุบมาที เหรียญกระจายเลย

    • เป็นคนไม่ชอบเดินshop เลย อยากได้อะไร จะวางแผนมาแต่บ้าน  ดูราคามาก่อน และตรงดิ่งไปซื้อเลย แล้วกลับบ้าน
    • แต่ชอบมากเรื่องอ่านหนังสือแฟชั่น/แต่งบ้านแ/แต่งสวน/เรื่องการบ้านการเมืองต่างๆ--
    • สรุป ชอบหมดทุกอย่าง   เคยรู้สึกผิดอย่างมากที่ไปทิ้งเพื่อนร่วมเดินทางไปออกร้านแสดงสินค้าที่ฝรั่งเศส 3 คน ที่ห้างดังแห่งหนึ่ง และขึ้นรถ Metro กลับโรงแรมเลย  เพราะเดินshop กันเอ้อระเหยเหลือเกิน ไม่มีเป้าหมายว่า จะซื้ออะไร คนก็แน่นสุดๆ    ส่วนเราเองต้องเตรียมตัวไปพบลูกค้าอีกหลายรายในวันรุ่งขึ้น เลยเผ่นกลับเลย ไม่กลัว เพราะพูดภาษาฝรั่งเศสได้ แบบไม่หลงทาง
    • ช่วงเป็นผู้ใหญ่ ก็ดุแลการเงินด้วยตัวเองมาตลอด     ไม่ยอมให้ใครมาทำหน้าที่นี้ค่ะ  หวงมากค่ะ
    • วุ่นวายซื้อพันธบัตร/ตั๋วเงิน/หุ้น  มาตลอดค่ะ ขนาดอิ่มหุ้นจนพุงกาง ไม่ต้องกินข้าวก็ได้ ซึ่งไม่ดีค่ะ เรื่องหุ้น ไม่เก่งจริง อย่าเล่น เล่นได้เฉพาะ คนที่มีเงินเย็น ซื้อเพื่อลงทุนค่ะ
    • ลูกชายเลยเอาอย่าง  เริ่มเล่นหุ้น ตอนอยู่ ปี 3 วิศวะ   ตอนนี้เป็นที่ปรึกษาการเงิน Corporate Investment  Banking  เดินทางบ่อยมาก

    เป็นเหตุผลว่า ทำไมพอจะรู้เรื่องเงินๆทองๆ อยู่บ้างค่ะ โดยภาพรวมเท่านั้น นะคะ

     ใช่อย่างที่คุณพ่อสอนค่ะ คนเรา การบริหารเงินเป็นเรื่องสำคัญนะคะ  การบริหารเงินที่มีให้เหมาะสม  ใช้จ่ายอย่างเหมาะสม สำคัญที่สุดค่ะ

    ได้มาก ใช้หมด ไม่เหลือเก็บ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    ยินดีมากที่คุณเล่าให้ฟังว่า ชาวบ้านเริ่มมีกลุ่มออมทรัพย์ขึ้น นอกเหนือการออมส่วนตัว

    ทราบมาว่า ระบบสหกรณ์ก้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างกำลังใจและช่วยเหลือคนที่มีหนี้ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น

    ไม่ทราบว่า ที่คุณบางทรายอยู่มีระบบสหกรณ์หรือไม่คะ

    การออมที่คุณบางทรายเล่า มีการตั้งระบบควบคุมภายในหรือเปล่าคะ แน่ใจว่า เงินไม่มีการรั่วไหลใช่ไหมคะ

    เพราะเงิน จะเริ่มมีจำนวนมากขึ้นๆค่ะ

    อย่างไรก็ดี เป็นข่าวดีมากๆเลยค่ะ ดีใจค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะคุณนุ้ย

    ยังคิดถึงอยู่ว่า ทำไมหายไปค่ะ

    คุณนุ้ย เป็นข้าราชการใช่ไหมคะ ก็จะมีกองทุนบำเหน็จบำนาญอยู่ สะสมไว้

    แต่สำหรับส่วนตัว ก็ต้องมีการออมด้วยนะคะ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ไม่มีรูป
    สาตรี

     การจะออกจากงานที่ทำอยู่ คุณคงมีเหตผลอยู่แล้วนะคะ

    แต่จะมาเปิดร้านขายของเอง เป็นอาชีพอิสระ เป็นผู้ประกอบการ ซึ่งจะเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าการไปทำงานนะคะ  คุณจะเหนื่อยกว่าเดิม  คิดมากกว่าเดิม และต้องมีความกล้าหาญมากๆด้วยค่ะ

    คุณได้คิดถึง.....สิ่งต่อไปนี้บ้างหรือยังคะ

    ทำเล/คู่แข่งในธุระกิจเดียวกัน ที่อยู่ใกล้กัน ทั้งเล็กและใหญ่/จำนวนประชากรในละแวกที่คุณจะตั้งร้าน/ เงินลงทุน/เงินหมุนเวียน/

    ทำคนเดียวหรือมีหุ้น/ สัดส่วนของผู้ถือหุ้น/ระบบสินค้าคงคลังในร้าน  จำนวนการสั่งของมาขาย/การเก็บหนี้จากลูกหนี้-ถ้ามี-  /

    การมีจุดขายของตัวเอง /การตกแต่งร้าน /ระบบบริหารจัดการ / ระบบบริการที่ประทับใจลุกค้า  /promotion เรียกลุกค้า ในช่วงแรกๆ เป็นต้น

    กว่าจะตั้งร้านได้ คงมีเรื่องต้องคิดมาก และวางแผนงานไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาค่ะ

    อย่างไรก็ดี มีความคืบหน้า มาเล่าให้ฟังด้วยนะคะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ไม่มีรูป
    เดช

    คุณถามว่า จะลงทุนเพื่อการเกษียณได้แบบไหนบ้าง ที่เป็นแบบหน่วยลงทุน

    ในประสบการณ์ของดิฉันๆเลือกลงทุนในการลงทุนแบบความเสี่ยงต่ำค่ะ เช่น พันธบัตรของรัฐบาลจำนวนหนึ่ง    เงินฝากประจำจำนวนหนึ่ง  ตราสารทุนจำนวนหนึ่ง ลงทุนในกองทุนรวมดัชนี -Index fund อีกส่วนหนึ่งค่ะ

    • นอกจากนี้ ก็จะมีการลงทุนอื่นๆอีกบ้างเช่น 
    • การซื้อสลากออมสิน -มีโอกาสถูกรางวัล
    • การฝากเงินสหกรณ์ -ดอกเบี้ย และกู้ได้ 
    ชัยพร
    IP: xxx.121.140.62
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

    เป็นบันทึกที่ดีมาก กระตุ้นให้คนหันมาดูเรื่องการออมของตัวเองมากขึ้น และคุณเป็นคนมีประสบการณ์จริงด้วยตนเอง แนะนำคนอื่นได้ ขอบคุณครับ

    • สวัสดีคะ...   แวะเวียนมาขอบคุณ
    • และติดอก ติดใจกับประเด็นในบันทึกนี้
    • อย่างน้อยๆ ก็กระตุ้นเตือนว่าอย่างประมาท ในการดำรงและวางแผนชีวิต..
    • คงจะแวะเวียนติดตามอยู่เรื่อยๆคะ
    • ยินดีกับมิตรภาพที่เกิดขึ้น..
    เขียนเมื่อ 
    • สวัสดีค่ะ...
    • หว้าไม่ได้แวะมาเยี่ยมซะนาน
    • ยังคงชอบอ่านงานของพี่เหมือนเดิมนะคะ
    • หว้าเองสอนวิชาเกี่ยวกับเรื่องการเงินอยู่แล้ว
    • สอนเสมอให้นักศึกษารู้จักวางแผนทางการเงิน
    • เคยอ่านหนังสือ "ออมก่อน...รวยกว่า" ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
    • หว้าเองก็ออมเงินมาโดยตลอดค่ะ  แต่เคยเจอวิกฤติอยู่ช่วงหนึ่ง   ต้องนำเงินออกมาใช้แก้ปัญหาหนี้สิน   แต่ก็เคลียร์ได้เกือบหมดแล้วค่ะ
    • หว้าเน้นมาออมในรูปของบ้าน  เงินฝากประจำ   ประกันชีวิต   เนื่องจากเพิ่งจะเริ่มกลับมาออมเงินใหม่      แต่สิ่งที่หว้าทำตลอด  ตั้งแต่สมัยเรียนคือสูตรนี้ค่ะ
    • รายได้ -  เงินออม =  รายจ่าย
    • ถ้าใช้สูตรนี้คงจะไม่มีใครบ่นว่าไม่มีเงินออมนะคะ
    • ที่สำคัญหว้าจะทำบัญชีรายรับ รายจ่ายในแต่ละวันไว้   เพื่อความไม่ประมาทของตัวเองค่ะ
    • สำหรับคนที่ยังไม่เคยออมเงินเลย  ถึงจะสี่สิบปี ก็เริ่มออมได้นะคะ   ยังดีกว่าเราไม่รู้จักออมเลยนะคะ
    • ขอบคุณสำหรับบทความดีๆเสมอมาค่ะพี่
    • ความจริงอยากบอกว่า "พี่เป็น blogger ในดวงใจหว้าเลยนะคะ " แต่ไม่ได้โหวตไปค่ะ
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    ขอบคุณที่มาเยี่ยมทั้งๆที่ยังป่วยอยู่

    ความสุขในการทำงานจะเกิดเต็มที่เมื่อ ร่างกายแข็งแรงสบายดีค่ะ

    คุณบอกว่า

    อย่าประมาท ในการดำรงและวางแผนชีวิต..

    ภาษิตจีนเขาก็ว่าว่า

    ใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น สตางค์แดงเดียวก็นับว่าแพง

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

  • อาจารย์คงยุ่งตลอดนะคะ ตอนนี้เปิดเทอมด้วย ยิ่งสอนการเงิน เรื่องการออมนี่ คุณหว้า ซึ้งเลย สอนเด็กตลอด ตอนนี้คนออมน้อยลง ดร.ศุภชัยให้สัมภาษณ์เรื่องการออมเมื่อวาน 13-06-2007 ว่า คนไทยออมน้อยลง จาก13-14%เหลือแค่ 6%กว่าๆ ท่านว่าน่าเป็นห่วงค่ะ 
  • คุณหว้าบอกว่า....
  • หว้าเน้นมาออมในรูปของบ้าน  เงินฝากประจำ   ประกันชีวิต   เนื่องจากเพิ่งจะเริ่มกลับมาออมเงินใหม่      แต่สิ่งที่หว้าทำตลอด  ตั้งแต่สมัยเรียนคือสูตรนี้ค่ะ
  • รายได้ -  เงินออม =  รายจ่าย
  • ถ้าใช้สูตรนี้คงจะไม่มีใครบ่นว่าไม่มีเงินออมนะคะ
  • เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ
  • เขียนเมื่อ 
    • แวะมาเยี่ยม และขอบคุณ
    • วางแผนว่าจบแล้วจะแต่งงาน
    • แต่มีปัญหาว่าหาเจ้าสาวไม่ได้ครับ
    • ฮ่าๆๆๆๆๆๆ
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    อย่างคุณขจิตจะหาเจ้าสาวไม่ได้ ไม่จริงหรอก ออกใจดีอย่างนี้ ผู้หญิงชอบคนมีน้ำใจค่ะ

    โบราณท่านกล่าวไว้ว่า คนเรามีงาม 4 แบบคือ

    1. งามอาภรณ์
    2. งามร่างกาย
    3. งามมรรยาท
    4. งามจิตใจ
    5. เพิ่มความรับผิดชอบอีกอย่าง ดูได้จาก การใช้ของใช้ประจำวัน/กิ0วัตรประจำวันและ งานการที่เขารับผิดชอบอยู่
    6. คุณขจิตลองดูว่า ชอบไหมคะกับคำโบราณนี้ ไม่ต้องหมดทุกข้อก็ได้ค่ะ
    เขียนเมื่อ 
    ไม่มีรูป
    ชัยพร

    สวัสดีค่ะ

    คุณบอกว่า บันทึกนี้ดี ขอบคุณค่ะ

    กระตุ้นให้คนหันมาดูเรื่องการออมของตัวเองมากขึ้น

    แต่อย่าไปกลัวอะไรกับอนาคตมากไปนะคะ

     เราเพียงเตรียมรับมือกับการเกษียณที่จะมาถึงแน่นอนอย่างไม่กังวล ไม่ต้องไปจินตนาการอะไรมากมายเกินเหตุ เพียงแต่ไม่ประมาท และทำสิ่งที่ควรทำในวันนี้ให้ดีที่สุดค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ คุณ  sasinanda  

    ตอนนี้อายุยังไม่ถึง 30 ค่ะ

    ตอนแรกคิดว่ายังไม่ต้องรีบเก็บหอมรอมริบตอนนี้ แต่อ่านแล้วก็คงต้องกลับมาคิดใหม่ให้ละเอียดขึ้นค่ะ เพราะไม่อยากตั้งอยู่บนความประมาท แต่โชคดีที่พอจะมีความรู้ และประสปการณ์เรื่องการเงิน และการทำประกันชีวิตอยู่บ้าง เริ่มตอนนี้คงไม่สายเกินไปใช่มั้ยคะ?

    เรย์

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    P

    อายุยังไม่ถึง 30 ยังไม่สายค่ะ แต่ควรเริ่มได้บ้างแล้ว

    อย่างที่บอกว่า ดร.ศุภชัยเพิ่งพูดว่า ประเทศเราอัตราการออมน้อยลงมาก  จาก13-14% มาเหลือ 6%กว่าๆ เกรงจะมีปัญหา น่าห่วงค่ะ

    การจะออมเงินในช่วงทำงานนี้ก็ไม่ง่ายค่ะ แต่ยังไงคงต้องกัดฟันออมบ้างเท่าที่ทำได้

     เพราะ หลังอายุ 65 ยังเหลือเวลาอีก20ปีเชียวนะคะที่รายได้เราจะไม่เท่าเดิมค่ะ

    ตีรณ
    IP: xxx.121.141.21
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

    แล้วพวกอพาร์ทเม้นท์ล่ะครับ เป็นการลงทุนสำหรับคนเกิน 60ปี ที่ดีไหม คุณแม่ผมกำลังจะเกษียณปีนี้ครับ

    เขียนเมื่อ 

    ---ขอบคุณสำหรับความรู้นะคะ

    ---เห็นด้วยทุกประการเลยค่ะ

    ---แอ๊ะสนใจเรื่องนี้มาก ก่อนมาเรียนแอ๊ะยืมหนังสือพวกนี้มาสิบกว่าเล่มแหนะ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเวลาอ่าน เพราะมัวยุ่งกับการเตรียมตัวมาเรียนต่อ

    ---คิดว่าจะเริ่มวางแผนอย่างจริงจังซะทีค่ะ

    ---เพราะยิ่งเริ่มช้า เราอาจต้องออมเงินในแต่ละเดือนมากขึ้น ใช่มั้ยค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    ไม่มีรูป
    ตีรณ

    สวัสดีค่ะ

    การทำอพาร์ท้ม้นท์ คอนโด ทำบ้านขาย ทำตึกแถวให้เช่า ทำที่พักแบบรีสอร์ทย่อมๆ ในที่ดินที่เรามีอยู่แล้ว ก็เป็นการลงทุนที่ดีค่ะ

    ธุรกิจอพาร์ทเม้นท์เป็นธุรกิจที่เติบโตไปพร้อมกับความต้องการที่อยู่อาศัยของคนในประเทศ

    เป็นการลงทุนที่ดีอีกอย่างหนึ่ง และเป็นการทำงานส่วนตัว ในช่วงหลังเกษียณ ที่ไม่ต้องมีเวลาเข้าออกงานแน่นอน ไม่มีผู้บังคับบัญชา เป็นตัวของตัวเองค่ะ

    แต่การลงทุน ควรเป็นทุนตัวเอง 70% และกู้แค่ 30%ก็พอค่ะ มิฉะนั้นจะเป็นภาระมากค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    ดีใจที่เข้ามาเยี่ยมค่ะ

    การออมเป็นเรื่องสำคัญ ลองดูที่ดร.สุวรรณ วลัยเสถียรแนะนำนะคะ

    Dr. Suvarn Valaisathien



    A financial advisor always tells his clients to strive for “Financial Independence”.

    This means once the client achieves Financial Independence he no longer has to work because he has enough money working for him. So, how much money do you need? If you are a big spender, perhaps you need a couple of hundred millions Baht.

    For an average Thai family, it requires about 20 millions Baht.

    Dr. Suvarn Valaisathien


     

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีคะ

    ขอบคุณมากคะ นับว่าได้แนวคิดที่ดีมากคะ ยิ่งคิดว่าต่อไปในอนาคต คนวัยแรงงานต้องรับภาระ คนสูงอายุมากขึ้น เราก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีขึ้น ทั้งด้านสุขภาพ และเศรษฐกิจ เพื่อที่จะไม่เป็นภาระของคนอื่นมากขึ้น คงต้องอยู่อย่างระวังมากขึ้น ขอบคุณคะ 

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยม เป็นครั้งแรกค่ะ เข้ามาบ่อยๆนะคะ

    คุณก้ามปูเป็นพยาบาล พบปะผู้ป่วยทุกวัน ได้ฟังความทุกข์ร้อนของเขาในเรื่องการเจ็บป่วย บางคนก็ยังมีอายุน้อยๆด้วยซ้ำไป

    คุณคงได้สัจธรรมบางอย่างว่า ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิตจริงๆ คนสูงอายุยิ่งมีการเจ็บป่วยบ่อย วันหนึ่ง เราก็อาจมีปัญหาสุขภาพบ้างก็ได้

    ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต เราต้องมีเงินเก็บไว้ส่วนตัวสักก้อนหนึ่ง เป็นเงินสำรองยามฉุกเฉินค่ะ ไม่เกี่ยวกับรายได้จากบำเหน็จบำนาญใดๆ

    ไม่ต้องไปเคร่งเครียดอะไรมากมาย เพียงแต่ไม่ประมาท มีวินัยการใช้เงินค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    สำหรับเรื่องการออมเงินเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากๆเลยนะค่ะ...ตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่จะซื้อกระปุกออมสินให้ค่ะ เพื่อฝีกการออมเงิน โดยเงินเหลือจากที่ไปโรงเรียนก็จะเก็บค่ะ สมัยนั้นจบมหาวิทยาลัยยังไม่ทำงานมีเงินเก็บเล็กน้อย เมื่อเริ่มทำงานก็เริ่มเก็บเงินในธนาคารค่ะ รวมกับเงินเก็บที่มีเอาไปซื้อที่ดินค่ะ แต่การออมก็ออมต่อมาตลอดค่ะโดยไม่ได้วางแผนว่าจะเก็บกี่เปอร์เซ็นต์ รู้แต่ว่าต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดแล้วเก็บเงิน อีกอย่างที่แม่สอนคือต้องไม่สร้างหนี้ค่ะ แต่ก็ต้องสร้างหนี้เมื่อต้องสร้างบ้านเพราะตอนนั้นอายุ 28 ปี ค่ะเงินเก็บและเงินเดือนยังน้อยต้องกู้ค่ะ แต่หลังจากผ่อนไปได้ประมาณ 2-3 ปี คุณแม่ให้ที่ดินมา จึงเอาไปขายและปลดหนี้ธนาคารหมดค่ะ จึงมีบ้านโดยไม่มีหนี้ค่ะ จากนั้นเราก็เก็บเงินซื้อรถค่ะ ... ตอนนี้ก็เก็บออมเงินค่ะ เพราะกลัวลำบากหลังเกษียณค่ะ... ไม่ได้ลงทุนอะไรเลยค่ะ... ก็คิดๆ อยู่ค่ะว่าหลังเกษียณจะทำอะไรดี...

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    คิดถึงอาจารย์ค่ะ ชีพจรลงเท้าจริงๆนะคะ

    คงมีรูปสวยๆมาฝากอีกเช่นเคย ไปทำงาน ก็ต้องมีพักผ่อนอยู่บ้าง

    เรื่องการออมเป็นวินัยประจำตัวคนทุกคนค่ะ ถ้าไม่อยากลำบากตอนท้ายๆของชีวิต

    ดีแล้วค่ะ ที่อาจารย์เคลียร์หนี้ใหญ่ไปได้ เหลือจะนิดหน่อยเล็กน้อย ก็ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เครียด

    แต่พอเกษียณ เราก็อาจต้องหาอะไรทำแก้เหงาสักหน่อยนะคะ   และยังไม่ต้องเอาเงินออมมาใช้ ส่วนบำเหน็จบำนาญ ก็คงทำให้เราสบายใจพอควรค่ะ

    มีรูปต้อนรับอาจารย์กลับบ้านค่ะ

    จารี
    IP: xxx.121.137.87
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ตอนนี้เกษียณแล้ว แต่ยังรับสอนตามมหาวิทยาลัยเอกชน สอนอย่างเดียว ไม่รับบริหาร กลัวเครียด โรคถามหาค่ะ ชีวิตพอแล้ว พอใจกับช่วงชีวิตตอนนี้

    ไม่ลำบากเพราะมีเงินออม และก็ทำงานอยู่ด้วย กะจะทำงานไปอีก6ปีค่ะ

    ขอบคุณที่ตอกย้ำแนวคิดการออม ถูกต้องจริงๆค่ะ

    สวัสดีค่ะ

    • อ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรดีๆ เยอะค่ะ 
    • และไม่มีคำว่าสาย...สำหรับคำว่าเริ่มต้นเสมอ
    Lala
    IP: xxx.8.73.36
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    มีเงินอย่างไร เรียกว่า รวยค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    P

    สวัสดีค่ะ

    เราหาเงินมาด้วยความเหนื่อยยาก แต่เราจะไม่ละเลยที่จะเก็บเงินบางส่วนไว้เพื่อประกันความเสี่ยง กรณี มีอะไรเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน หรือ เพื่อ ไว้ใช้ในยามที่เราไม่ได้ทำงานประจำแล้ว และมีรายได้ลดลง

    เราจะรู้สึกมั่นคงในชีวิต ถ้าเรามีเงินเก็บไว้ใช้ยามเกษียณแล้วค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    ไม่มีรูป
    จารี

    สวัสดีค่ะ

    คุณจารีบอกว่า  

    ไม่ลำบากเพราะมีเงินออม และก็ทำงานอยู่ด้วย กะจะทำงานไปอีก6ปีค่ะ

    ขอบคุณที่ตอกย้ำแนวคิดการออม ถูกต้องจริงๆค่ะ

    ขอแสดงความยินดีด้วย ที่คุณจารีตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและมองการณ์ไกล เลือกเส้นทาง

     ไม่สุขเต็มที่ในวันนี้มากๆ แต่จะสุขยาวกว่านี้ในอนาคต  ค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    ไม่มีรูป
    Lala

    สวัสดีค่ะ

    คุณLala ถามว่า มีเงินอย่างไร เรียกว่า รวยค่ะ

    ถ้าจะเรียกว่า รวย ตามความหมายทั่วไป น่า จะเป็นการมีเงินทองมากมาย เหลือใช้ เหลือกิน มีชีวิตสบายบริบูรณ์ อยากได้อะไรก็ได้กระมังคะ

    แต่ในความหมายที่ดิฉันชอบคือ การมีชีวิตที่มีคุณภาพดี สม่ำเสมอตลอดชีวิต ทั้งระหว่างทำงาน และวัยพ้นทำงานค่ะ

    มีอิสระทางการเงิน มีเกียรติ์ มีศักดิ์ศรี มีความมั่นคงในด้านการเงิน ชีวิตมีความสุขตามอัตภาพไปตลอดชีวิต มีความสุขความสงบ อันเกิดจากความมั่นคงทางการเงินค่ะ

    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    มีเพื่อนๆหลายๆคนไม่แน่ใจว่า จะประกันชีวิตดีหรือไม่

    ดิฉันพอทราบเรื่องนี้อยู่ค่ะ

    การประกันชีวิต เป็นวิธีการที่บุคคลกลุ่มหนึ่งร่วมกันเฉลี่ยภัยอันเนื่องจากการตาย การสูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ และการสูญเสียรายได้ในยามชรา

    โดยที่เมื่อบุคคลใดต้องประสบกับภัยเหล่านั้น ก็ได้รับเงินเฉลี่ยช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ตนเองและครอบครัว

    โดยบริษัทประกันชีวิตจะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการนำเงินก้อนดังกล่าวไปจ่ายให้แก่ผู้ได้รับภัย

    กรณี พ่อแม่ประกันชีวิตไว้ และเสียชีวิต ลูกก็จะได้เงินประกันของพ่อแม่ มาเป็นทุนการศึกษาได้

    ถึงแม้จะซื้อเพียงกรมธรรม์สินเชื่อที่อยู่อาศัย หากพ่อแม่ เสียชีวิต ลูกก็จะได้รับสินไหมจากการประกันสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยนี้ ก็จะไม่เป็นภาระแก่ลูกในการผ่อนชำระที่อยู่อาศัย ลูกสามารถมีบ้านเป็นของตนเอง เมื่อมีหลักทรัพย์   ก็สามารถ กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้

    โดยชำระเงินคืนเมื่อมีงานทำแล้วก็ได้

    เบี้ยประกันชีวิตสามารถ นำไปหักลดหย่อน สำหรับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในวงเงิน ไม่เกิน 50,000.00อีกด้วย

    การประกันชีวิตแบบต่างๆจากกรมการประกันภัย

    นิดหน่อย
    IP: xxx.121.137.168
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีค่ะ

    ดิฉันอยากจะหารายได้เพิ่ม ทำงานราชการไม่ค่อยพอ คงไม่สามารถมีเงินออมได้เลย

    พอดีลุกสาวอยู่ม.3 จะสอบเข้าร.ร.อื่นตอนม.4 เลยสอนลูกที่บ้านค่ะ ไม่พอให้ไปเรียนพิเศษ

    คุยให้ฟัง เผื่อคุณมีข้อแนะนำค่ะ

    เขียนเมื่อ 
    ไม่มีรูป
    นิดหน่อย
    สวัสดีค่ะ
    เรื่องการเรียนของลูกเรื่องใหญ่ค่ะ ยิ่งเรียนมากก็ค่าใช้จ่ายสูง
    ตอนนี้ไม่มีเงินออมคงต้องยอมไปก่อน แต่คุณทำราชการก็มีบำนาญอยู่แล้วนะคะ
    กรณีนี้ คุณบอกจะสอนลูกที่บ้าน ทำไมไม่รับสอนพิเศษลูกเพื่อนด้วยเลยเป็นกลุ่ม สักไม่เกิน10คน ก็จะมีรายได้บ้างนิดหน่อย และลูกก็สนุก เพราะมีพื่อนมาเรียนด้วย เสาร์อาทิตย์
    ต่อไปถ้าเห็นว่าดี อาจรับสอนพิเศษที่บ้านเป็นรายได้เสริมก็ได้ ลองไปคิดดู เห็นมีคนทำแบบนี้ หลายรายค่ะ สอนกลุ่มเล็กๆ ได้ผลกว่าไปเรียนกลุ่มใหญ่ค่ะ
    ธวัชชัย
    IP: xxx.246.68.206
    เขียนเมื่อ 

    สวัสดีครับ

     เมื่อตอนเด็กสมัยที่อยากได้อะไรก็จะเก็บตังจากค่าขนมที่แม่ให้ไปโรงเรียนวันละ20บาท และทำงานพิเศษเพิ่มเติมตั้งแต่คนงานก่อสร้าง เด็กปั้ม ทำให้มีนิสัยชอบออมเงินมาตลอด ตอนนี้ผมอายุ26แล้วครับ ผมอยากทราบเรื่องการออมการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคารครับ ว่าควรแบ่งเงินรายได้ไว้ลงทุนแบบไหนบาง(ผมสามารถเก็บเงินได้เดือนละ5000บาทครับ)

    อนาคตถ้าผมมีครอบครัวรายจ่ายต่างๆก็จะเข้ามาอีกมาก เพื่อความไม่ประมาณและเพื่อความมั่นคงของครอบครัวที่จะมีด้วย ผมอยากมีชิวิตครอบครัวมีความสุขและให้อนาคตการศึกษาของบุตรอย่างเต็มที่ จึงต้องการ การวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบครับ

    เขียนเมื่อ 

    ธวัชชัย

    คุณธวัชชัยถามว่า

    ผมอยากทราบเรื่องการออมการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคารครับ ว่าควรแบ่งเงินรายได้ไว้ลงทุนแบบไหนบาง(ผมสามารถเก็บเงินได้เดือนละ5000บาทครับ)

     

    ค่ะ

     ก็มีการออมอยู่หลายแบบ

     แต่มักจะต้องใช้การลงทุนที่สูงหน่อย เช่นการซื้อพันธบัตรต่างๆจากธนาคาร  เพราะการซื้อหน่วยลงทุนแบบนี้ ซื้อทีละนิfละหน่อยไม่ได้

    แต่จะมีพวก สหกรณ์แบบต่างๆที่ให้ดอกเบี้ยดีเหมือนกัน ดิฉันไม่อยากเอ่ยชื่อ คุณธวัชชัยช่วยไปสอบถามดูนะคะ
    สถาพร
    IP: xxx.164.115.140
    เขียนเมื่อ 

    ผมอยากเล่าประวัติส่วนตัวไว้เป็นกำลังใจสำหรับ คนอายุ 40 ที่ทำงานในระบบ ครับ

    ผมเคยเป็นผู้จัดการใหญ่โตในบริษัท สายการเดินเรือที่มีอายุบริษัทฯ. ในประเทศไทยกว่า หกสิบปี เรียกว่าติดระดับโลก ความรู้ ภาษา (ฟรั่งยังต้องให้ผมเป็นคนสอนการเขียน ไทย อังกฤษ แบบ ภาษาธุรกิจเลยให้) ต่อมามีการเปลี่ยนจ้าวนาย นโยบายใหม่ บีบคนเก่า ไล่คนแก่ เชื่อไม๊ ปีสุดท้ายเป็นคนเดียวที่ไม่มี โบนัส ของบริษัท ฯ. เลยต้องออก ทำงานด้วยมา สิบเอ็ดปี ไม่มีความหมาย บริษัท ชื่อขึ้นต้นด้วยตัวบี BE...ต่อมาเลยไปงัดวิชาเก่าเรื่องออกแบบอินทีเรียมาใช้ ทำได้ จ๊อปสองจ๊อป โดนเอาเปรียบ โกง รู้สึกว่าทุก ๆ อย่างที่ทำกันในระบบปิดกัน เลยสู้ไม่ได้ เลยผันตัวเองออกมาทำงานสายสื่อสารมวลชน จัดรายการวิทยุ แปลกไม๊ครับ กระโดดหลายอย่าง มันจำเป็น เพราะต้องดิ้นรนในระบบ ผมทำจนสามารถเข้าใกล้ชิดถึงระดับรัฐมนตรี ฯ. แต่ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จเลยซักอย่าง รู้ไม๊ครับว่าทำไม ก็เพราะระบบในสังคมปิดโอกาสคนล้มครับ ผมโชคร้ายมาตกงานตอนแก่ เก่งแค่ไหนก็ไม่มีโอกาส ที่จะได้งานเพราะนายจ้างรู้สึกไม่คุ้ม ไม่รับเข้าทำงาน ประกอบกับเศษฐกิจไม่ดีอย่างนี้ รับคนหนุ่ม ๆ มาฝึกคุ้มกว่า แรงเยาะ ราคาถูกกว่า แถมสมัยนี้ เด็ก แต่ละคนจะมี เอ็มบีเอ ห้อยท้าย และที่สำคัญ ตลาดในระบบทุกวันนี้ เป็นระบบปิด ไม่เปิดโอกาสให้คนสักเท่าไหร่ ต่อให้คุณมีเงินเก็บแค่ไหน เจอระบบปิดแบบนี้ สักวันก็หมด จะไปลงทุนอะไรก็เสี่ยงทั้งนั้น ฉนัน การจะมีความมั่นคงไม่สามารถไว้วางใจกับการลงทุนในระบบได้ต้องหาระบบใหม่ที่ดีกว่าในการจัดการชีวิตหรืออนาคตที่ควบคุมด้วยตนเองดีกว่า

    จะไปเสี่ยงลงทุนอะไร ๆ ก็ไม่ดีทั้งนั้น ตอนนี้ผมเจอโอกาสใหม่ที่ทั้งทำเงินได้และมั่นคงกว่าสิ่งที่ผมเจอมาในอดีต หากคุณเคยอ่านหนังสือเรื่องเงินสี่ด้าน คงจำกันได้ ของ อาซากี นั่นแหล่ะครับ คือสิ่งที่ผมทำอยู่ หากสนใจในรายละเอียด เขียนอีเมล์หรือคุยกับผมได้ครับ จะขยายให้ฟัง

    รายการนี้มีมากกว่า 100 ความเห็น