แหม! โลกมันกลมซะจริง ๆ วนไปเวียนมากลับมาเกี่ยวดองกันหมดได้!

 

เพื่อนๆ ชาว GotoKnow เคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ไหมครับ? 

เฮ้ย! จำผมได้รึเปล่า ...ผม ช้างไงไม่ได้เจอกันตั้งนาน ...

นี่แฟนผมเอง ชื่อ หน่อย’ ...”  

พอคุยไปคุยมาสักพักคุณก็พบว่า คุณหน่อยแฟนของเพื่อนคุณที่มาเจอกันโดยบังเอิญนั้น กลับกลายเป็นญาติห่าง ๆ ทางฝ่ายคุณแม่ของคุณเอง!

 

 พอรู้อย่างนี้เข้าทั้งคุณและเพื่อนก็อาจจะเปรยขึ้นมาว่า แหม! โลกมันกลมซะจริง ๆ วนไปเวียนมากลับมาเกี่ยวดองกันหมดได้!

อย่างไรก็ดี คุณก็อาจจะไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่า กลับไปเล่าให้ที่บ้านฟังว่า ตอนนี้เพื่อนเก่าของคุณดันกลายเป็นญาติคุณไปเรียบร้อยแล้ว!

 

 แต่เหตุการณ์ที่เราเรียกว่า โลกมันกลมนี่ล่ะครับ ที่มีบางคนสนใจกันจริง ๆ จัง ๆ แถมตั้งชื่อว่า

ปรากฏการณ์โลกใบเล็ก (Small World Phenomenon)

หรือ

 ปริศนาโลกใบเล็ก (Small World Problem)

 

ในปี ค..1929 (..2472) มีนักเขียนชาวฮังกาเรียนคนหนึ่งชื่อ Frigyes Karinthy ได้จินตนาการไว้ในเรื่องสั้นของเขาว่า...ถ้าสุ่มใครก็ได้ในโลกนี้ขึ้นมา 2 คน จะพบว่าคน 2 คนนี้จะอยู่ห่างกันไม่เกิน 5 ช่วงของการเช็คแฮนด์

ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างนาย A อยู่ในฮังการี กับ นาย ก. อยู่เมืองไทยนั้น จะเป็นไปได้ว่า นาย A รู้จักกับนาย B ชาวอังกฤษซึ่งเคยเดินทางมาฮ่องกงและรู้จักกับนาย C ชาวฮ่องกง ส่วนนาย C นั้นเคยมาเที่ยวเมืองไทย และเคยมาพบกับนาย ข . เพื่อนของนาย. อีกที อะไรทำนองนี้

อย่างนี้เรียกว่า ระหว่างนาย A และ นาย ก. มีคนเป็นสะพานคั่นอยู่แค่ 3 ทอด เท่านั้น คือ นาย B, นาย C และนาย ข

 

วลาผ่านไปอีกราว 30 ปี คือ ในราวทศวรรษที่ 1960 ถึงได้มีนักวิชาการเริ่มศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง คือ นักรัฐศาสตร์ของ MIT ชื่อ Ithiel de Sola Pool และนักคณิตศาสตร์ของ IBM ชื่อ Manfred Kochen ซึ่งได้ลองคำนวณปัญหาในทำนองเดียวกันนี้ และพบว่า ระหว่างคน 2 คน ใด ๆ ในโลก จะมีคนอื่นที่รู้จัก 2 คนนี้เชื่อมโยงกันเป็นทอด ๆ โดยเฉลี่ยแค่ 3 คนเท่านั้น!

 

แต่ระยะห่างแค่ 3 นี่มันช่างน้อยจนน่าสงสัยเสียจริง! เรื่องนี้ทำให้ สแตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) นักจิตวิทยาสังคมของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

Stanley Milgram

 

 ด้วยความที่เป็นนักทดลอง มิลแกรมจึงได้คิดวิธีการทดสอบขึ้นเอง โดยเขาได้สุ่มชื่อของคนในรัฐแคนซัสและเนบราสการาว 300 คน และขอให้คนกลุ่มนี้ส่งต่อเอกสารไปยัง เป้าหมายซึ่งเป็นคนที่อาศัยในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ โดยในการส่งนั้น ผู้เริ่มส่งจะส่งเอกสารนี้ไปยัง คนกลางที่เขารู้จักซึ่งเขาคิดว่าน่าจะส่งเอกสารต่อไปยังเป้าหมาย (ที่เขาไม่รู้จัก) ได้ใกล้เคียงกว่า

 

 มิลแกรมรายงานว่า จำนวนคนกลางในการส่งเอกสารต่อเป็นทอด ๆ จนภารกิจเสร็จสิ้นนั้นมีค่าเฉลี่ยประมาณ 6 เท่านั้น

  

นี่คือ ที่มาของคำว่า

 Six Degrees of Separation

ซึ่งเสนอแนวคิดว่า คน 2 คน ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ท่านประธานาธิบดีจนถึงเด็กตัวเล็ก ๆ

จะมีคนที่รู้จักกันเชื่อมเป็นทอด ๆ ไม่เกิน 6 ช่วง! 


  

ละคร (ซ้าย) & ภาพยนตร์เรื่อง Six Degrees of Separation

 

ทฤษฎี อยู่ห่างแค่ไหน ก็ไม่ไกลเกิน 6 ช่วงนี้ ถูกขยายผลโดยการนำไปทำเป็นละครบรอดเวย์และภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน แถมยังถูกดัดแปลงไปเป็นเกมที่เรียกว่า Six Degrees of Kevin Bacon ที่คุณพาธา อินทรธรรมเจ้าของคอลัมน์ Bite Me! ในนิตยสาร IMAGE ได้กรุณาขยายความให้ฟังว่า

 อย่างที่เขาบอกว่า เควิน เบคอน เป็นศูนย์กลางฮอลลีวู้ด ใช่มั้ยล่ะ เพราะสมมุติว่าจะโยงดาราคนหนึ่งเข้ากับอีกคนหนึ่ง ก็จะต้องผ่านพ่อเควินเสมอ

เช่น จะโยง จูเลีย โรเบิร์ตส เข้ากับทอม ครูซ ก็ต้องบอกว่า

  •  จูเลียเคยเล่นหนังกับเควินเรื่อง Flatliners
  •  แล้วเควินเคยเล่นหนังกับ เควิน (คอสต์เนอร์) เรื่อง JFK
  •  เรื่อง JFK ผู้กำกับคือ โอลิเวอร์สโตน
  •  ส่วนโอลิเวอร์เคยกำกับทอม ครูซ ใน Born on the Fourth of July เป็นต้น

 อย่างนี้เรียกว่า ... โยงได้แค่ 4 ทอดเท่านั้น

 

ที่น่าสนใจคือ มีคนนำข้อมูลจริง ๆ เกี่ยวกับดาราราว 100,000 คน ที่เกี่ยวข้องกับเควิน เบคอนทั้งที่มีชีวิตอยู่และชีวิตหาไม่ไปแล้ว พบว่าระยะห่างจากดาราทั้ง 100,000 คนกับพ่อเบคอนนี่ มีค่าเฉลี่ยออกมาแค่ 2.918 เท่านั้น! (น่าสงสัยอีกแล้ว

 

เรื่องนี้ถูกทิ้งไว้เป็นปริศนาลึกลับในวงวิชาการมานาน จนถึงยุคเทคโนโลยีสารสนเทศครองโลก นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียนำโดย ดันแคน วัตต์ส (Duncan Watts) ก็หยิบปริศนาโลกใบเล็กขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้ง คราวนี้จะทดสอบกันทั่วโลกบนอินเทอร์เน็ต โดยใช้อีเมล์

 

 

 Duncan Watts

 

 วิธีการโดยย่อคือ ขอให้ผู้ร่วมการทดลองกว่า 50,000 คน จาก 171 ประเทศทั่วโลก ส่งอีเมล์ไปยังเป้าหมายหนึ่งคน จากตัวเลือกทั้งหมด 18 คน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะทำการตรวจติดตามการเดินทางของอีเมล์ที่ส่งออกไปทุกฉบับว่า ไปถึงไหนและผ่านไปกี่มือแล้ว (ใครสนใจอยากร่วมสนุก ลองเข้าไปที่เว็บเพจที่ให้ไว้ท้ายบทความได้ครับ)

 

นักวิชาการที่สนใจขุดเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่บอกว่า ปรากฏการณ์นี้สำคัญ เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจเครือข่ายต่าง  ๆ ทั้งในธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ตั้งแต่....

  • การทำงานของสมองซึ่งประกอบไปด้วยเครือข่ายของเซลล์ประสาทจำนวนมาก
  • การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งมีคนใช้งานมหาศาล
  • ระบบเศรษฐกิจอันซับซ้อนที่มีผู้คนและองค์กรต่าง ๆ เกี่ยวข้องมากมาย
  • การแพร่ของข่าวลือ และ
  • การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ อีกด้วย!

 

แต่ใช่ว่านักวิชาการจะเห็นด้วยกับแนวคิด Six Degrees of Separation ไปซะทั้งหมดอย่างเช่น จูดี ไคล์นเฟลด์ (Judith Kleinfeld) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอลาสก้าในแฟร์แบงค์ส (University of Alaska in Fairbanks) ได้ลองไปสืบค้นงานวิจัยของมิลแกรม และพบหลักฐานบางอย่างที่ทำให้ข้องใจ เช่น จากจดหมายราว 300 ฉบับที่ส่งออกไปนั้น มีแค่ 29% ที่ไปถึงมือผู้รับเป้าหมาย และค่าเฉลี่ยที่อ้างว่าเท่ากับ 6 นี้ ก็คิดมาจากจดหมายที่ส่งแล้วถึงที่หมายเท่านั้น ไม่ได้คิดจากจดหมายเริ่มต้นทั้งหมด เป็นต้น

 

 ไคล์นเฟลด์ยังฟาดหางมาที่การทดลองชุดใหม่บนอินเทอร์เน็ตด้วยว่า การใช้อีเมล์นี่พลาดประเด็นสำคัญไป เพราะถ้ามองทั้งโลกจริง ๆ แล้ว แม้จะมีคนใช้คอมพิวเตอร์มาก แต่กลุ่มคนเหล่านี้มีรายได้และการศึกษาในระดับที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะคนที่มีรายได้น้อย หรือคนที่ด้อยโอกาสก็จะไม่มีทางได้รับการติดต่อโดยอีเมล์ 

 

เธอยังหยิกแถม (แกมหยอก) ด้วยว่า

 ดิฉันคิดว่า พวกนักวิทยาศาสตร์นี่อยู่ในโลกแคบของตนเองจริง ๆ

 

 


 

ได้รับฟังความคิดของฝรั่งมาพอสมควรแล้ว

เพื่อนๆ ชาว GotoKnow ล่ะครับคิดว่า

Six Degrees of Separation นี่มีส่วนจริงแค่ไหน? ภายใต้เงื่อนไขอย่างไร?

ในโลกของ Social Media ตัวเลขระยะห่างนี้ยังคงเป็น 6 อยู่หรือไม่? 

 


แนะนำขุมทรัพย์ทางปัญญา 

  • ประวัติและผลงานของ Stanley Milgram ในแง่มุมอื่น ๆ ก็ลองไปที่ http://www.stanleymilgram.com
  • บทความ Six Degrees of Speculation ใน DISCOVER Vol.2 No.6 (June 2002)
  • ส่วนใครที่อยากมีส่วนร่วมในโครงการโลกใบเล็ก ก็ลองไปลงทะเบียนได้ที่ http://smallworld.sociology.columbia.edu
  • The real meaning of "Six Degrees of Separation" (no relationship ot genealogy) : อ่านบทความ
  • Proof! Just six degrees of separation between us (โดย MicroSoft) : อ่านบทความ
  • Planetary-Scale Views on an Instant-Messaging Network : อ่านบทความ

ประวัติของบทความ : เขียนโดย บัญชา ธนบุญสมบัติ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร สารคดี และรวมเล่มในหนังสือ Know How & Know Why : กฎพิสดาร ปรากฏการณ์พิศวง