ตนรู้สึกว่าอาชีพเลี้ยงหมูในครัวเรือนถูกนายทุนยึดอาชีพนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ถ้างานวิจัยของคน จะสามารถคืนอาชีพการเลี้ยงหมูมาให้ชาวบ้านได้จะตรงกับที่ตนเองวาดฝันไว้

 

มีครูบ้านนอกคนหนึ่ง อาสาเข้ามาศึกษาระดับปริญญาโทในหลักสูตรบูรณาการศาสตร์ ของคณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มีนามตามท้องเรื่องว่าครูประสงค์ อาจหาญ ทำวิทยานิพนธ์เรื่องการเลี้ยงสุกรด้วยอาหารพื้นบ้าน หมายถึงการมุ่งค้นคว้าเรื่องปัจจัยอาหารสัตว์ในท้องถิ่น ว่าจะพึ่งตนเองให้ดีให้ได้มากที่สุดอย่างไร

   

     

(เรื่องหมูอลวน หมูชาวบ้านขายไม่ออก หมูบริษัทถล่มราคา ม๊อบหมูจึงเกิดขึ้น) 

บังเอิญว่าอาจารย์หมูคนนี้มีมิติทางสังคมสูง พอลงมือศึกษาก็ครุ่นคิดตลอดเวลา เข้าไปค้นคว้าข้อมูลในอินเตอร์เน๊ต เจอรายการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องคล้ายๆกันเป็นจำนวนมาก ข้อมูลต่างๆทำไว้ละเอียดยิบตามแบบฉบับของการวิจัย ตอนนี้ครูไข้ขึ้น นั่งใคร่ครวญว่าจะทำอย่างไรๆ เกรงว่าตนเองจะเดินไปซ้ำรอยเดิมกับสาระที่มีคนอื่นทำอยู่แล้ว มันจะมีประโยชน์ตรงไหนกัน อย่างน้อยวิทยานิพนธ์ของแกก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านบ้าง

ครูประสงค์เป็นวิทยากรพี่เลี้ยงของมหาชีวาลัยอีสาน ในหัวข้อหมูชุมชนหรือหมูเพื่อชีวิต เลือกศึกษาเรื่องหมูก็เพื่อเอาข้อมูลที่ศึกษาระบบการเลี้ยงหมูพื้นบ้านมาอธิบายขายความคิดให้ชาวบ้าน   ตรงจุดนี้ผมเห็นว่าครูประสงค์มีความรับผิดชอบสูง ต้องการที่จะเป็นนักวิจัยที่ดี ไม่ได้มองอะไรที่คับแคบ ประเภททำหัวข้อวิทยานิพนธ์แบบโหลๆอะไรก็ได้ ขอให้จบๆไปเป็นมหาบัณฑิตก็พอแล้ว จากที่ได้ฟังคำรำพึงรำพัน นักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์แล้วขึ้นหิ้ง เพราะเนื้อหาสาระดังกล่าวมันเตลิดเกินที่ชาวบ้านจะเอามาใช้ได้

จึงจับเข่าถามว่า ครูคิดเรื่องนี้อย่างไร ..ครูประสงค์ ตอบว่า ..จากการที่สอบถามผู้เลี้ยงหมูในชุมชนต่างๆไม่ต่ำกว่า50ราย รวมทั้งข้อมูลแวดล้อมอื่นๆ ตนรู้สึกว่าอาชีพเลี้ยงหมูในครัวเรือนถูกนายทุนยึดอาชีพนี้ไปเรียบร้อยแล้ว ถ้างานวิจัยของตน จะสามารถคืนอาชีพการเลี้ยงหมูมาให้ชาวบ้านได้จะตรงกับที่ตัวเองวาดฝันไว้    แต่วิตกกังวลเรื่องขอบเขตคำถามวิจัย เกรงอาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่ามันจะออกอ่าวทะเลลึก จนกระทั้งไม่สามารถหันใบเรือเข้าฝั่งได้

เมื่อเป็นเช่นนี้..งานวิจัยเพื่อชุมชนเมื่อไหร่มันจะเกิดเสียทีละครับ  ถ้านักศึกษาประเทศนี้ไม่ได้ตั้งโจทย์การวิจัยว่าทำไปเพื่อให้คนกลุ่มไหนนำไปใช้ประโยชน์  นักศึกษาที่กำลังหาหัวข้อวิจัยก็ดี หรือกำลังทำการวิจัยก็ดี ถ้ามีความคันชัดเจน น่าจะวางระเบียบวิธีวิจัยไว้ก่อน หลักการกับความต้องการของนักวิจัยผนึกให้เป็นเนื้อเดียวกัน ว่าตนเองต้องการจะหาคำตอบเรื่องนั้นๆให้กระจ่างได้อย่างไร

ยกตัวอย่างกรณีอาจารย์หมูของเรา ก็จะต้องคลี่เรื่องของการเลี้ยงหมูแบบพึ่งตนเองฉบับชาวบ้านออกมาให้ได้ ว่ามีเคล็ดลับพิเศษอะไรบ้าง ที่ทำให้ชาวบ้านสามารถเลี้ยงหมูเป็นอาชีพเสริมได้จริงๆ แก้ปัญหาได้ ใช้ความรู้อะไรบ้างมาปรับปรุงระบบการเลี้ยง ประเด็นเหล่านี้ถ้าอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นด้วย ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับชาวบ้าน มากกว่าที่จะไปทำวิจัยไปทิ้งไว้จนหิ้งหัก

อีกปัญหาหนึ่งที่ได้ยินเสียงบ่นกันมาก คือยังหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ไม่ได้ เรื่องนี้วินิจฉัยง่ายมาก แสดงว่านักศึกษาท่านนั้นยังไม่เชื้อนักวิจัย ตั้งแต่เรียนมายังไม่เคยคิดเคยอยากค้นคว้าเรื่องอะไรเป็นพิเศษ ถ้าต้นทุนพลังความอยากรู้อยากเห็นมีน้อย เจ้าหัวข้อวิทยานิพนธ์มันจะโผล่ขึ้นมาได้อย่างไร คิดให้ตาย ค้นให้ตาย ก็ไม่เจอหรอก มันนอนกระดิกเท้าเล่นอยู่ในสมองคุณนั่นแหละต๋อย..