แกลมอ ..บอกตามตรงในชีวิตของผม, ผมไม่เคยได้ยินคำ ๆ นี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย กระทั่งในวันนั้น (3 พฤษภาคม) นิสิตเรียนล่วงหน้า กลุ่มที่ 7 ได้แสดงแสงยานุภาพทางการแสดง โดยเลือกเอา “แกลมอ” มาแสดงบนเวทีนั่นแหละ ถึงได้รู้ ได้เห็นกับตาว่าเป็นเช่นไรกันแน่ !
แต่การแสดงในวันนั้นต้องถือว่า “เหนือความคาดหมาย” อย่างที่สุด ตลอดระยะเวลาที่การแสดงดำเนินไปนั้น ผู้คนที่นั่งชมต่างเงียบงันราวกับต้องมนต์ ส่วนหนึ่ง (เพียงไม่กี่คน) อดรนทนไม่ไหวถึงขั้นขออนุญาตลุกเดินออกไปจากบริเวณงาน เพียงเพราะหวาดกลัวต่อบรรยากาศที่เกิดขึ้น...
และก่อนการแสดงเพียงไม่กี่วัน ผมก็พอทราบมาบ้างว่า กลุ่มนี้ทุ่มเทกายและใจต่อการแสดงเป็นอย่างมาก เริ่มจากการคัดสรรนางรำที่มีทักษะ, การทำความเข้าใจในเรื่องเนื้อหาการแสดงกับเพื่อน ๆ รวมถึงการเดินทางกลับไปยัง จ.สุรินทร์ เพื่อนำชุดแต่งกายจากบ้านเกิดมาสวมใส่ให้ดูสมจริง
นั่นแหละ คือ สิ่งที่ผมประทับใจ, ประหลาดใจ และถือเป็นปรากฏการณ์เหนือความคาดหมายเกินกว่าที่ผมตั้งไว้อย่างลิบลับ
“แกลมอ” เป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่นของชาวอีสานตอนล่างที่สืบเชื้อสายมาจากขอม ส่วนใหญ่ก็คือคนเมืองช้าง (สุรินทร์) นั่นเอง ซึ่งถือเป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นเพื่อรักษาผู้ป่วย โดยการเชิญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษมาเป่าปัดรักษาอาการเจ็บไข้ของลูกหลาน รวมถึงการขอความช่วยเหลือผ่าน “แม่หมอ” (คนทรง) ในการไต่ถามถึงสาเหตุของการเจ็บไข้สู่แนวทางการบำบัดรักษา
ในพิธีกรรมดังกล่าวนี้ จะต้องมีการตระเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ให้ครบครัน อาทิ พานบายศรี, ดอกไม้ธูปเทียน, เงินทองของใช้, เสื้อผ้าหน้าแพร – ของประดับ, ดาบ 1 เล่ม, ไข่ไก่ 1 ฟอง, หมากพรู เป็นต้น
ในเย็นวันนั้น, นิสิตได้ผูกเรื่องราวขึ้นจากการที่กลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งล้อมวงดื่มสุราฮาเฮอย่างถึงพริกถึงขิง ครั้นเมาได้ที่ก็เดินไปปัสสาวะอย่างไม่เป็นที่เป็นทาง ซึ่งการปัสสาวะครั้งนั้นกลับกลายเป็นการไปฉี่รดศาลพระภูมิของชุมชน และทันทีที่กลับมานั่งในวงเหล้า ก็ล้มชักดิ้นชักงอหมดสติลงอย่างรวดเร็ว ทั้งพ่อแม่และเพื่อน ๆ ต่างช่วยกันปฐมพยาบาลอย่างเต็มที่แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะฟื้นคืนสติเลยแม้แต่น้อย จึงต้องพาไปให้ “แม่หมอ” ได้ใช้พิธีกรรม ”แกลมอ” ช่วยเหลือ ทั้งการสอบถามสาเหตุและการนำไปสู่การบำบัดรักษา

แม่หมอ เริ่มต้นพิธีกรรมด้วยการอัญเชิญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษมาเข้าประทับร่างทรงของตนเอง และเมื่อร่างกายของแม่หมอถูกประทับทรงเป็นที่เรียบร้อยก็จะมีอาการสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง จากนั้นผู้คนก็จะห้อมล้อมเข้าไปผูกข้อมือให้แม่หมอ พร้อมทั้งแจ้งเจตนารมณ์ให้ทราบว่าต้องการสิ่งใด และเมื่อแม่หมอได้ดื่มกินเครื่องเซ่นสังเวยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็จะลุกขึ้นร่ายรำไปรอบ ๆ เครื่องสังเวย รวมถึงการร่ายรำไปรอบ ๆ คนที่ล้มป่วยไม่ได้สติ
เวลาผ่านไปได้สักระยะ เมื่อแม่หมอมีท่าทีของการรับรู้ถึงสาเหตุของการเจ็บไข้ที่แน่ชัดแล้ว ก็เริ่มเข้าสู่พิธีกรรมรักษาคนป่วยด้วยการร่ายรำปัดรังควานจนช่วยให้คนป่วยฟื้นคืนสติและในที่สุดก็หายเจ็บไข้เป็นปลิดทิ้ง จากนั้นจึงได้นำพาเจ้าหนุ่มคะนองคนนั้นไปขอขมาลาโทษต่อศาลพระภูมิ ซึ่งนำพาความปลื้มปิติมาสู่ผู้คนและญาติมิตร
ตลอดการแสดงของนิสิต, ไม่เพียงแต่เฉพาะผมเท่านั้นที่นั่งชมอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่นิสิตทั้งปวงก็นิ่งเงียบ ใจจดใจจ่ออย่างไม่ไหวติง, ไม่แพ้กัน
บรรยากาศที่ถูกจัดแต่งด้วยแสงไฟอันสลัว ๆ กอปรกับควันธูปที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่บนเวทียิ่งชวนให้บรรยากาศการแสดงดูขรึมขลัง - น่าเกรงกลัวไปโดยปริยาย ยิ่งดนตรีที่โหยหวนและนางรำที่กรีดกรายอย่างเนิบช้า ยิ่งเติมบรรยากาศให้ชวนวังเวงใจอย่างเหลือหลาย..

นั่นเป็นแต่เพียงบรรยากาศที่เกิดขึ้นในเวทีแห่งความคิดของนิสิตใหม่ ซึ่งผมไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะมุ่งมั่นและจริงจังกับ “บทเรียน” ที่ให้ไปมากมายถึงเพียงนี้ และโดยส่วนตัวแล้ว ผมค่อนข้างให้เครดิตการแสดงของกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหัวเรือใหญ่ที่สามารถขับศักยภาพของวิถีวัฒนธรรมของตนเองออกสู่ผองเพื่อนได้อย่างมีพลัง
ปรากฏการณ์เช่นนี้ คือความน่าพึงใจที่เห็นคนหนุ่มสาวยังยึดมั่นและภาคภูมิใจในวัฒนธรรมพื้นถิ่นของตนเอง โดยไม่รู้สึกว่าวัฒนธรรมของตนเอง “ด้อย” ไปกว่าวัฒนธรรมใด ๆ เพราะนั่นคือการสะท้อนให้เห็นถึงว่า นิสิตท่านนั้น มีศรัทธาอันแรงกล้าต่อรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเองอย่างเห็นได้ชัด


ผมยังไม่มีเวลาและโอกาสได้ค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธี “แกลมอ” แต่ก็ตั้งใจว่าจะศึกษามาประดับชีวิตตนเองในไม่ช้า และจะว่าไปแล้ว “แกลมอ” ก็ละม้ายคล้ายเคียงกับการ“รำผีฟ้า” ของชาวอีสาน ซึ่งต่างก็เป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมของการบำบัดรักษาผู้ป่วย เพียงแต่แกลมอ จะสัมพันธ์กับการบนบานศาลกล่าวในโอกาสต่าง ๆ และดวงวิญญาณของบรรพบุรุษก็จะคอยทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาชาวบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุขด้วยก็เท่านั้นเอง
แล้วท่านล่ะครับ เคยพบเห็นพิธีกรรมเช่นนี้บ้างหรือเปล่า ?
หรือหากท่านใดมีความรู้ในเรื่องดังกล่าวนี้ คงต้องรบกวนให้ความกรุณา ต่อยอดความรู้แก่ผม ในบันทึกนี้สักครั้ง... (จะเป็นพระคุณอย่างสูง..นะครับ)
รำผีฟ้า ผู้ป่วยก็ลุกขึ้นมารำด้วยหรือเปล่าครับ? (ผมพยายามประมวลจากคำบอกเล่า)
น่าสนใจนะครับ พิธีกรรมที่แปลกๆ
ผมเองก็พบเห็นพิธีกรรมของพี่น้องชาวไทยภูเขา ที่แปลก วันหน้าผมจะเอามาเล่าสู่กันฟังครับ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
เบิร์ดนึกถึง " ผีฟ้า " จริงๆแหละค่ะ...ดูๆแล้วทั้งน่าทึ่งน่าชื่นชมตรงที่น้องๆเค้าทำอย่างจริงจัง มีการเรียนรู้จริง..และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือไม่มี " สิ่งใดเกิดขึ้น "...
ขอบคุณสำหรับบันทึกที่เล่าขานประเพณีที่น่าสนใจอันนี้นะคะ..
ยังมีประเพณีพื้นบ้านอีสานอีกมากมายที่ไม่ได้รื้อพื้นและไม่ได้สืบทอดเพราะอาจเป็นความเจริญทางวัตถุมากไปทำให้ขาดการเชื่อมต่อ เพราะรอยต่อที่ขาดหาย.....
สวัสดีครับ
เท่าที่ผมเคยรับรู้มาบ้างนั้น ..ผีฟ้า หมายถึงเทวดา ตอนเด้ก ๆ แม่เคยเล่าให้ฟังว่าผีฟ้า คือพระอินทร์ที่มีอิทธิฤทธิ์ปราบผีสางนางไม้ได้
การรำผีฟ้า..จะมีการรำอยู่ประมาณ 3 คน (หรือเปล่า) คือ แม่หมอ, หมอแคน และคนป่วย..
ส่วนข้างล่างจากนี้ไป ผมสืบค้นมาจาก google แต่ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
รำผีฟ้า เป็นการแสดงท่าทางฟ้อนรำประกอบพิธีกรรมโบราณของชาวอีสาน ซึ่งมีหลงเหลืออยู่บ้างในปัจจุบัน พิธีกรรมมีจุดมุ่งหมายคือเป็นการรักษา
คนป่วยแบบโบราณ รำผีฟ้าเป็นการรำที่แสดงออกซึ่งความเชื่ออย่างหนึ่งของคนอีสาน จึงไม่ใช่การละเล่นหรือการแสดงเพื่อความสนุกสนานบันเทิงใจ
ตามที่ปรากฏอยู่ทั่วไป แต่เป็นการรำเพื่อบูชาเทพเจ้าที่ชาวอีสานเคารพนับถือ ชาวอีสานเชื่อกันว่า พระยาแถนเป็นผู้สร้างมนุษย์ให้เกิดมาและควบคุม
ความเป็นไปของมนุษย์ทุกอย่างเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย จึงเชื่อกันว่าเกิดจากการดลบันดาลของพระยาแถน ชาวอีสานนิยมทำพิธีอ้อนวอนให้พระองค์
โปรดปรานคนป่วย ผู้ทำพิธีนี้ คือหมอลำผีฟ้า หมอลำผีฟ้าจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการติดต่อกับพระยาแถนและญาติผู้ป่วยหรือผู้ป่วย ผู้ที่เป็นหมอลำผีฟ้า
อาจจะเป็นหญิงสาวหรือหญิงชรา ซึ่งจะต้องมีความสามารถในการ “รำ” ด้วย เพราะการรำนั้นเป็นวิธีการติดต่อสื่อสารกับพระยาแถน โดยจะต้องมีหมอแคน
เป่าแคนประกอบทำนองรำของหมอลำผีฟ้า ข้อความในการรำนั้นจะเป็นการบูชาพระยาแถน ขอความอนุเคราะห์ให้ช่วยรักษาคนเจ็บ เมื่อติดต่อแล้ว
ก็จะมีการออกท่าทางฟ้อนรำ เรียกการฟ้อนรำนั้นว่า “รำผีฟ้า” การออกท่าทางฟ้อนรำ นอกจากหมอผีจะเป็นผู้ฟ้อนรำแล้ว บางทีก็มีบริวารของหมอลำผีฟ้า
ร่วมฟ้อนรำด้วย
สวัสดีครับอาจารย์
ผมมีประสบการณ์ตรงที่อยากจะขออนุญาตแบ่งปันครับ
ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมน้องๆที่สามารถนำกิจกรรมนี้มาแสดงมากๆครับ และขอบคุณที่อาจารย์นำมาช่วยสื่อสารเพิ่มเติมครับ
แกลมอ....คำๆนี้น่าจะเป็นภาษาส่วย(กวย)ที่เป็นคนท้องถิ่นในจังหวัดสุรินทร์ ศรีษะเกษ และบุรีรัมย์บางส่วนครับ
แกล..แปลว่า..เล่น หรือ การเล่นครับ(คำกิริยา) ส่วน มอ..แปลว่า หมอ(ภาษาลาว) เช่นหมอผี หมอแคนประมาณนี้นะครับ อันที่จริงผมคิดเองนะครับว่า คำว่ามอน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่าหมอครับอาจารย์
พิธีกรรมนี้จะมีทั้งชาวส่วยและชาวลาวครับ(ผมเป็นลูกครึ่งลาว-ส่วย) แถวบ้านจะมีหมู่บ้านลาวและส่วยไกล้ๆกัน ปนกันครัย ข้อมูลที่ถามจากแม่เพิ่มคือคนลาวเรียกว่าเล่นหมอ หรือแล่นแถน หรือลำแถน (ลาวจังหวัดอื่นอาจสิเอิ้นวา..ลำฝีฟ้ากะได้ครับ
แล้วทำไมต้องแกลมอ...หรือมาเล่นแถน ..เล่นเพื่ออะไร???
องค์ประกอบของการแกลมอหรือเล่นแถน???
มีต่อนะครับ(หมอพัท...)
สวัสดีครับ คุณเอก
แกลมอ อ่านว่า "แกล - มอ" และเข้าใจว่าอีสานทั่วไปเรียกกันว่า "ผีฟ้า" นั่นเอง (กระมัง) บางที่เรียก "เข้าแม่มด"
แต่หลังจากที่ผมค้นอ่านเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ ก็พอประมวลมาเพิ่มเติมได้ดังนี้ นะครับ
มะมว๊ด มอ-ออ
เป็นพิธีกรรมที่สำคัญของคนไทยเขมรและไทยกูย ในจังหวัดสุรินทร์ แทบทุกตำบล จะมีแม่ครูมะม๊วด หรือแม่ มอ-ออ อันเป็นตัวเอก ในพิธธีกรรมดังกล่าว ชาวไทยเขมรใช้พิธีกรรมมะม๊วด ชาวไทยกูยใช้พิธีกรรม แกล มอ-ออ ตามกาละและเทศะ 2-3 แบบ กล่าวคือ แบบที่หนึ่งเป็นการเข้าทรงเพื่อรักษาผู้ป่วย เรีกขวัญผู้ป่วย ถือเป็นการรักษาทางจิต ที่ใช้เสียงเพลงกล่อมบรรเลง
แบบที่ 2 เข้าทรงเพื่อเสี่ยงทาย อย่างน้อยเป็นการปลอบขวัญ ให้ความทุกข์ของคนคลี่คลายลง
แบบที่ 3 เข้าทรงเพื่อบูชาครู
สวัสดีครับ คุณเบิร์ด <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ผมก็ดีใจเช่นกันที่กิจกรรมวันนั้น “ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น” </p><p>ขอบคุณนะครับที่ยังเป็นกำลังใจเติมเต็มความคิดอย่างต่อเนื่อง </p><p>
</p>
แกลมอ..ต่อนะครับ
ขณะมีพิธีกรรมีอะไรบ้าง???
เพิ่มเติมนะครับ
ขอขอบคุณอาจารย์มากครับ รู้สึกดีจังเลยครับ ที่ได้เล่าสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้และสัมผัส แม้ว่ามันจะนานมาแล้วมากครับ(10ปี) ถ้าอาจารย์สนใจอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมผมจะให้คุณแม่เล่าให้ฟังก็ได้นะครับ (ถ้าฟังลาวออกเด้อครับ..) แม่ใจดีไม่ต้องเกรงใจถามพี่เอก จตุพรได้เลยครับ.... สุพัฒน์ ..ปาย
สวัสดีครับ น.เมืองสรวง
ตอนเด็ก ๆ บ้านผมมีรำผีฟ้ารักษาคนไข้ด้วยเหมือนกัน รู้สึกจะเคยตามแม่ไปดูครั้งหนึ่ง แต่ภาพเหล่านั้นก็เลือนลางเต็มทน
สังคมเปลี่ยนแปลง, พิธีกรรม ซึ่งหมายถึงความเชื่อก็เปลี่ยนไปตามสังคมเช่นกัน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ผมประทับใจกับการมาเยือนของหมอพัทฯ (สุพัฒน์) มากนะครับ .. และยิ่งได้รับทราบข้อมูลอันเป็นปากคำประวัติศาสตร์จากคนพื้นถิ่น (ลาว -ส่วย) .. เช่นนี้ก็ยิ่งช่วยให้เห็นข้อมูลที่บอกกล่าวมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ </p><p>ผมชื่นชอบกับการสังเคราะห์ของหมอพัทมาก โดยเฉพาะในการวิเคราะห์ภาษาราวกับนักภาษาศาสตร์ (“มอ” กับ “หมอ”) ซึ่งผมเองยังคาดไม่ถึงและนึกไม่ได้ในประเด็นนี้เลย…</p><p>แต่ตอนนี้ชัดเจนบ้างแล้ว คือ เป็นประเพณีเดียวกับ “ผีฟ้า” ในอีสานเหนือและอีสานตอนกลางนั่นเอง</p><p>ขอบคุณจริง ๆ ครับ</p>
สวัสดีค่ะ
มีเรื่องเล่าอย่างนี้ ในละครทีวีด้วยค่ะ เรื่องจริงก็ยังมีอีกนะคะ แต่เป็นความเชื่อของเขาค่ะ
สวัสดีครับ
ขอโทษทุกๆท่าด้วยนะครับที่เขียนตก เขียนผิดบ้าง แบบว่าพิมพ์ไม่ค่อยเก่งนะครับ วันหลังขอจะแก้ตัวครับ
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน
ทึ้งกับนักศึกษาที่ทุ่มเทกับบทเรียนที่ให้ดีค่ะ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าอาจารย์แผ่นดิน ทำให้เค้ามีแรงบันดาลใจ แล้วทำให้อยากทำให้เต็มที่เพื่อให้การแสดงสมจริง ถึงขนาดกลับไปเอาเครื่องแต่งกาย
น่ายินดีค่ะ
^____^
ป.ล. เดี๋ยวจะลองถามเพื่อนจากสุรินทร์ดู ได้ความไงจะมาเล่าให้ฟังนะ
ขอบคุณมากครับ ที่ช่วยกรุณาต่อยอดความคิดและความรู้อย่างต่อเนื่อง <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>เท่าที่ประมวลได้ (เช่นกัน) ผีฟ้ามีการสืบต่อในทางสายเลือด ถ้าเป็นผู้ชาย ครั้นจะรำในพิธีก็ต้องแต่งกายเป็นหญิงอยู่วันยังค่ำ</p><p>ขอบคุณอีกครั้งครับ…</p><p>ผมได้มุมมองใหม่ ๆ แปลก ๆ จากบ่าววีร์เสมอ</p>
ขอบพระคุณหมอพัทอีกรอบครับ..
ผมนั่งอ่านอย่างช้า ๆ เพื่อเรียนรู้และซึมซับกับคำบอกเล่าจากปากคำประวัติศาสตร์ของหมอพัท ถึงแม้บางห้วงดูจะขาดห้วงไปบ้าง แต่สำหรับผมแล้วถือว่าชัดเจนยิ่งนัก และมีชีวิตมากกว่าการไปอ่านจากเอกสารใด ๆ ...
คนที่ถือหมอ(ถือผี)..แต่ละคนจะมีห้าง หรือมีหิ้งคล้ายหิ้งพระเพื่อไว้บูชากราบไหว้ครับ คนที่จะถือแต่ละคนจะมีเหตุการณ์เจ็บป่วยแบบเกือบตายแล้วเมื่อไปดูหมอแล้ว เขาก็จะบอกว่าจะมีแถนต้องการมาอยู่ด้วย ก็ต้องรำและทำพิธีรับเอาครับ หลังจากนั้นก็จะหายป่วย สบายขึ้น (เป็นความเชื่อนะครับ)
...กรณีหายเจ็บแล้ว ก็แสดงว่าแถนจะอยู่กับคนนั้นต่อไปใช่ไหมครับ... เพราะส่วนหนึ่งเข้าใจว่า การล้มเจ็บมาจากสาเหตุที่ผีแถนต้องการจะมาอยู่ด้วยนั่นเอง
...
คุณแม่ของหมอสุพัฒน์ ไปอยู่ที่เมืองปายด้วยเหรอครับ...
ผมเป็นลูกอีสานพันเปอร์เซ็นต์...ชอบลาว เว้าอีสาน ครับ
ขอบคุณมาก ๆ ....อีกครั้ง, ครับคุณหมอสุพัฒน์
สวัสดีครับ <table border="0"><tbody><tr>
</tr></tbody></table><p>ผมชอบศึกษาเรื่องวิถีความเชื่อของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มาก แต่เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่มีเวลาท่องแวะไปศึกษาอย่างจริงจัง</p><p>เรื่องความเชื่อและศรัทธาของผู้คนนี้ลี้ลับน่าดู…และไม่มีที่ว่างสำหรับเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์</p><p>ขอบพระคุณครับ</p>
ไม่เป็นไรครับ พิมพ์ผิดบ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ ดูเป็นธรรมชาติดีออก ... ที่สำคัญคือการได้ความสดของเนื้อหาต่างหากที่ผมถือว่ายิ่งใหญ่นัก
ขอบคุณอีกครั้งครับ
สวัสดีครับคุณ
แผ่นดิน
เรื่อง "แกลมอ" ไม่ทราบอ่านออกเสียงอย่างไรครับ เพราะว่ายังไม่เคยได้ยินคำ หรือ ประเพณีนี้
ที่บ้านเคยแต่เห็นเรื่องผีฉมก (ฉะ-มก) หรือ ผีทะมก(ทะ-มก)
สำหรับผีฉมก ชอบเข้าสิงร่างคนที่มีร่างกายอ่อนแอ โดยเฉพาะผู้หญิงสูงอายุ เคยเห็นอยู่บ่อยๆ โดยคนที่ถูกผีฉมกเข้าสิง จะขอกินโน่นกินนี่ จะกลัวสัตว์บางชนิด เช่น ที่เคยเห็นผีตนนี้จะกลัวคางคก เมื่อเข้าสิงร่าง ญาติคนที่ถูกผีเข้าจะหาคางคกมาล่อ ผีกลัวก็จะออกจากร่างไป บางครั้งผีที่เข้าเราไม่รู้มาจากไหน เราต้องไปนิมนต์พระมาไล่ผีออกให้
บ้างครั้งภาษาเรียกผิดเพี้ยนไปเป็นคำพูดติดปากว่าผ๊ทะมก ซึ่ง ทะมก เป็นภาษาท้องถิ่น แปลว่า ตระกะ ,มูมมาม เหมือนผีฉมกที่ชอบขอกินโน่นกินนี่
แต่ตามหนังสือบันทึกของอาจารย์เปลื้อง ศรีวโรทัย เขียนรวบรวมเกี่ยวกับประวัติบ้านพลับพลา อ.โชคชัย คำว่า ทะมก เป็นภาษามอญ ซึ่งแปลว่า ทิศตะวันออก ดังนั้น คำว่า ฉมก หรือ ทะมก ที่แปลว่าตระกะ,มูมมาม น่าจะมาจากภาษาขอม ซึ่งมีอารยธรรมเข้ามาอยู่ก่อนชาวมอญนั่นเอง
ขอบคุณครับ