วันนี้,,, ปัญหาหมูราคาตกต่ำจนกระทั่งมีการเดินขบวนประท้วงหน้าบริษัท ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเกษตรแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งตกเป็นข่าวไปทั่วโลกตามข่าวนั้น ถามว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนันมันเป็นวิกฤติของพี่น้องเกษตรกรใช่หรือไม่ แล้วถามว่าเรื่องของหมูทำไมมันไม่หมูๆ ตามชื่อละครับ และปีนี้ก็เป็นปีหมูทองซะด้วยนี่ครับ ทำไมพี่น้องที่เลี้ยงหมูถึงต้องมาพบวิบากกรรมในปีหมูด้วย
แต่พอมาวันนี้แล้วนั้นผมคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องหมูๆ อีกต่อไป เพราะอาชีพการเลี้ยงหมูไม่ได้อยู่ในมือของพี่น้องเกษตรกรแล้ว แล้วถามว่าไปอยู่ไหนล่ะ ซึ่งผมก็คิดว่าน่าจะไปอยู่กับบริษัท เอกชนรายใหญ่ๆ หรือแม้กระทั่งหน่วยงานราชการเองเวลาให้การสนับสนุน หรือการทำงานร่วมทางวิชาการส่วนใหญ่จะมุ่งสนองตอบกับริษัทเอกชนมากกว่าเกษตรกร เพราะอะไรนั้นเราคงต้องตามไปดูกันลึกๆ ครับ ผมว่ามันหมักหมมมานานในวัฒนธรรมของราชการไทย
และจากประเด็นปัญหาในเรื่องของราคาหมูตกต่ำนั้นหากเราย้อนมองอดีตก็จะพบว่าเป็นวัฎจักรเลยทีเดียว เพราะมันค่อนข้างที่จะหมุนเวียนมาตกต่ำ ทุกๆ 5- 6 ปี ซึ่งก็มีความสอดคล้องกับสินค้าเกษตรตัวอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโค หรือแม้กระทั่งพืชผักก็เช่นกัน แต่พืชอาจจะมีวงจรที่สั้นกว่า เช่นพริก หากปีนี้ราคาดี ปีต่อไปราคามักจะไม่ค่อยดี (ราคาสูง) และหากจะถามต่อว่าทำไมล่ะถึงเป็นเช่นนั้น ประเด็นนี้ขอตอบเลยครับว่ามันยาว...ต้องติดตามกันต่อไป
สำหรับประเด็นหมูไม่กลัวไฟในวันนี้นั้น นับเป็นปรากฎการณ์ในการเรียนรู้ และองค์ความรู้ใหม่ของผมเลยทีเดียวที่ได้วิธีการจับหมูลูกผสมสามสายเลือด ระหว่างพันธุ์เหมยซาน 50 เปอร์เซนต์ หมูกระโดน12.5 เปอร์เซนต์ และหมูป่า 12.5 เปอร์เซนต์ มาปล่อยเลี้ยงในแปลงเกษตรประณีต เพื่อหวังผลปุ๋ย และการพรวนดิน สำหรับแปลงมะนาวที่ล้อมด้วยรั้วไฟฟ้า พอเริ่มปล่อยเท่านั้นหละครับ หมูลูกผสมสามสายเลือด ลุกขึ้นวิ่งทันที และเขาไม่รู้หรอกครับว่าข้างหน้าเขามีลวดที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าล้อมอยู่ เพราะมันวิ่งในที่โล่งแจ้ง ไม่เหมือนวิ่งในกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ แบบเดิม (คอกเก่า)
รั้วไฟฟ้าก็ไฟฟ้าเหอะ หมูจะวิ่งชนโดยไม่สนใจเลย เนื่องจากผมคิดว่าหมูมันอาจจะเครียด และตกใจจากการจับมา จนกระทั่งทำให้รั้วขาดกระเจิงเลยทีเดียวครับ
จากประเด็นดังกล่าวผมจึงได้มานั่งพินิจพิเคราะห์ดูว่า...เอ...แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ผมจึงคิดว่า การที่หมูตกใจนั้นมันคงเป็นเรื่องธรรมชาติของสัตว์เลี้ยงโดยทั่วไปที่คนจับมันเคลื่อนย้ายจากถิ่นที่อยู่เดิม โดยเฉพาะหมูที่มีสายเลือดของหมูกระโดน และหมูป่า ผสมอยู่ ซึ่งเขามีพฤติกรรมที่คล่องแคล่วว่องไว ขี้ตื่นตกใจง่าย เป็นทุนอยู่แล้ว ดังนั้น ผมจึงคิดว่าในการจับหมูมานั้นเราควรที่จะทำดังนี้
1. ควรจับหมูใส่กรงมา และพยายามอย่าให้หมูตื่นตกใจ
2. หากเป็นลูกหมูอาจจะเคลื่อนย้ายโดยใส่กระสอบป่านมก็ได้ถ้าไม่ไกลมากนัก และต้องเจาะรูระบายอากาศที่กระสอบป่านด้วย
3. ควรทำคอกพักหมูในแปลงพักก่อนปล่อยแปลงกว้าง เนื่องจากโดยทั่วๆไปหมูที่เราเลี้ยงโดยทั่วไปจะอยู่เฉพาะพื้นที่แคบๆ พอปล่อยในพื้นี่กว้างๆ ก็เลยไม่รู้จะทำตัวอย่างไรจึงได้แต่วิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนกอย่างเดียว ดังนั้นจึงควรมีคอกพักในแปลงพื่อจะได้พักเอาใว้เพื่อให้หมูได้ปรับสภาพและสร้างความเคยชินในโลกใบใหม่เสียก่อน หลังจากนั้น 2-3 วันจึงค่อยปล่อยหมูในแปลงกว้าง
4. ไม่ควรมีคนมากและส่งเสีงดัง ไม่เช่นนั้นจะทำให้หมูวิ่งกระเจิงได้
ด้วยความทุลักทุเลในการเคลื่อนย้าย...แต่สุดท้ายงานเราก็สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีครับ เราค่อยต้อนหมูเข้ามาในแปลงใหม่ แล้วปล่อยให้เขาอยู่เงียบๆ จากนั้นเมื่อเขาอยากจะออกจากคอกอีกเขาจะไม่วิ่ง และค่อยเดิน และเอาจมูกไปแต๊ะๆ กับสิ่งที่ขวางหน้าคือ ลวดไฟฟ้า ทันที่ที่แต๊ะเท่านั้นแหละครับถึงกับร้องเสียงหลง...จ๊าก...เลยทีเดียว จากนั้นก็ไม่ยอมออกจากรั้วอีกเลย
แล้วท่านคิดอย่างไรครับ...โปรดชี้แนะด้วย
ขอบคุณครับ
อุทัย อันพิมพ์
8 พฤษภาคม 2550
อิอิ แวะมาดูหมูไม่กลัวไฟฟ้าค่ะ
ดูข่าวที่เขาเอาลูกหมูไปหันขายราคาตัวละ 250 บาท จากแต่เดิมราคา 500 บาท เพื่อตัดวงจรหมูที่จะโตไปล้นตลาดและราคาตกนั้น
สงสารน้องหมูจังเลยค่ะ ปกติพี่หนิงไม่กินหมูหันเพราะสงสารลูกหมูนี่แหละค่ะ ตัวเล็กๆน่ารักๆ เฮ้อ...
นี่แหละครับอาจารย์หนิง คือปัญหาที่เรียกว่า"ปัญหาซ้ำซาก" ของเกษตรกรไทย
แล้วถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไรดี จึงจะทำให้อาชีพการเลี้ยงหมูสามารถที่จะเป็อาชีพคู่กับพี่น้องเกษตรกรไทย
ผมจึงมองว่าจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นผมมองว่าพี่น้องเกษตรกรมีความรู้ไม่พอใช้สำหรับการเลี้ยงหมู ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดพี่น้องเกษตรกรต้องเป็นคนเรียนรู้เพื่อที่จะสร้างชุดความรู้ใหม่ขึ้นมาแทนชุดความรู้เดิม ที่อาจจะไม่สอดคล้องกับเทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า " เราจะผสมผสานภูมิปัญญาให้เข้ากับเทคโนโลยีได้อย่างไร
ขอบคุณครับ
คงเป็นแนวทางเช่นเดียวกันกับอาจารย์หนิงครับอาจารย์ขจิต
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นแนวทางหนึ่งในการที่จะสามารถยึดอาชีพการเลี้ยงหมูกลับคืนมาได้สำหรับชุมชนครับ
ขอเพียงว่าพี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันกับเราจะยอมเปิดใจหรือไม่ อีกทั้งจะสามารถสร้างพลังในชุมชนให้มีความเข้มแข็งได้หรือไม่ อย่างไร
อาจารย์ขจิต มาเยี่ยมคราวหน้าผมมีว่านดีเก็บไว้ฝากด้วยนะจะบอกให้ เพราะว่าผมกำลังเรียนเรื่องสมุนไพร
ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ
การลดต้นทุนด้านการผลิตนับเป็นหัวใจสำคัญของการเลี้ยง โดยเฉพะต้นทุนในเรื่องของอาหาร เพราะกว่าร้อยละ 65 ซึ่งเกษตรกรต้องจ่ายในส่วนนี้
ดังนั้นการจัดการความรู้ด้านการเลี้ยงหมูผมจึงคิดว่ามีส่วนสำคัญ และการเลี้ยงหมูในระบบเกษตรกรรมแบบประณีตผมคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางการผลิตที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้
ถูกต้องแล้วคร้าบ...ผมเตรียมว่าน "สาวหลง" ไว้ให้ทุกท่านเลยครับที่มาเยี่ยมมหาชีวาลัยอีสาน แต่ผมก็ไม่แน่ใจเช่นกันครับว่าจะกล้าให้พี่ สะ-มะนึ-กะ หรือเปล่า ขืนผมให้ไป มีหวังอาจารย์อ้อยไล่ตีผมเลยทีเดียว...เฮ...
"หมูลูกผสมสามสายเลือด ระหว่างพันธุ์เหมยซาน 50 เปอร์เซนต์ หมูกระโดน12.5 เปอร์เซนต์ และหมูป่า 12.5 เปอร์เซนต์"
ประเด็นของกลุ่มข้อมูล
ถ้าเก็บรายละเอียดไม่ชัด