การบวช เป็นการละเว้นจากสิ่งที่ควรเว้นทั่ว ๆ ไป

 

ทำขวัญนาค ขั้นตอนในการประกอบพิธี   

      การบวช มาจากคำว่า ปะวะชะ  หมายถึง การเว้นจากสิ่งที่ควรเว้นทั่ว ๆ ไป (สิ่งใดที่เป็นไปด้วยความหมกมุ่น มัวเมาหรือกิเลส ก็เว้นสิ่งนั้นเสีย) ถ้าบวชเป็นพระ เรียกว่า อุปสมบท”   

      เครื่องอัฏฐะบริขาร คือ เครื่องใช้สอยของพระในพระพุทธศาสนา ได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ รัดประคด บาตร มีดโกน เข็มและหม้อกรองน้ำ รวม 8 อย่าง   

      นาค หมายถึง ผู้ประเสริฐ  ผู้ไม่ทำบาป  ไม่มุ่งสู่ความชั่ว เป็นผู้ที่กำลังมีสง่าราศี  ห้ามเที่ยวเตร่  

อานิสงส์ของการบวช หมายถึงผลบุญ หรือประโยชน์ที่จะได้รับ  มีดังต่อไปนี้ 

    1. ผลบุญที่พึงเกิดต่อตัวผู้บวช โดยเฉพาะลูกผู้ชายที่นับถือศาสนาพุทธ มีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์ 

    2. ผลบุญที่พึงเกิดแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้อง 

    3. ผลบุญที่พึงเกิดแก่ พระพุทธศาสนา ได้มีผู้ที่จะสืบทอดพระศาสนาต่อไป 

สิ่งของที่ต้องใช้ประกอบในพิธีทำขวัญนาค ได้แก่           

1. บายศรี 5-7 ชั้น  ไม้ไผ่ผ่า 3 ซีก สำหรับขนาบบายศรี           

2. ใบตอง (ตัดทั้งก้าน)  3 ก้าน  สำหรับหุ้มบายศรี          

3. ผ้าแพร หรือผ้าสี หุ้มบายศรี  1 ผืน         

4. เทียนเวียน  9 เล่ม เทียนทำพิธี 2-3  เล่ม           

5. ขันน้ำมนต์ 1 ขัน  ขันใส่ข้าวสาร 1 ขัน ใบพลู  7 ใบ             

6. เครื่องกระยาบวช (ขนมต้มแดง ต้มขาว ข้าวปากหม้อ             

   ไข่ต้ม)ใสถ้วยที่มีบายศรีปากชาม  1 สำรับ         

7. มะพร้าวอ่อน  1 ผล   แป้งหอม น้ำหอมเจิมหน้านาค         

8. พานกำนล ประกอบด้วย พานดอกไม้ หมาก 5 คำ ยาสูบ (บุหรี่)   

    เหล้าขาว 1 ขวด เงิน 12 บาท

9. ธูป 3 ดอก หรือ 5-7 ดอกก็ได้

          

        ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประกอบพิธีทำขวัญนาค จะต้องสวมชุดขาว และทำจิตใจให้สบาย ตั้งใจให้แน่วแน่แล้ว เริ่มทำน้ำมนต์ โดยจุดเทียนไว้ที่ขันน้ำมนต์ ว่าบท สักเค ไปจนจบบทสวด อิติปิโส แล้วหยดเทียนลงในขันน้ำ แล้วนำใบพลูทั้ง 7 ใบมาลงคาถาพุทธะสังมิลอยลงไปในขันน้ำมนต์ ต่อไปนำสำรับขนมต้มแดง ต้มขาว ข้าวปากหม้อ ไข่ (อาจมีหมูนอนตอง 1 ชิ้น และกล้วยน้ำว้า 1 หวี) ด้วยก็ได้ เทเหล้าใส่แก้ว เปิดซองบุหรี่วางในพาน จุดเทียนธูป บอกเส้นสังเวยครู ว่าคาถา นะโม นมัสการ ไปจนจบบทคาถา รอสักครู่เมื่อสมควรแก่เวลา จึงกล่าวคำลาเครื่องสังเวยครู ด้วยคาถาบท เสสัง มังคะลัง ยาจามิ แล้วหยิบขนมต้มแดง ต้มขาวข้าวปากหม้อใส่บายศรี ส่วนไข่ต้มใส่ไว้ที่ยอดบายศรี และวางเทียนชัยเอาไว้ที่บนยอดบายศรี 1 เล่ม  เอาไม้ 3 ซีกขนาบบายศรีไม่ให้เซ  นำใบตองมาหุ้มบายศรีมัดด้วยด้ายสายศีลติดกับไม้ขนาบ และหุ้มด้วยผ้าสีอ้อมด้วยมือซ้ายรับด้วยมือขวา (พันเวียนขวา) เอาพวงเงินพวงทองมาคล้องบายศรี  นำเอาแว่นเวียนเทียนมาติดเทียนแว่นละ 3 เล่ม ปักไว้ในขันข้าวสาร นำเอาแป้งหอม น้ำหอมมาเสกว่าคาถา นะเมตตา แล้วเข่าสู่พิธีการทำขวัญนาค ตามขั้นตอน ได้แก่ ว่าบทไหว้ครู บทคาถาสักเค ชุมนุมเทวดา เข้าสูบทที่ 1 เคารพคุณ (ทำนองธรรมวัตร) บทที่ 2 ปฏิสนธิ กำเนิดคน ว่าได้หลายทำนอง รวมทั้งบทร้องแทรก  บทที่ 3 นามนาค ที่มาของคำว่านาค  บทที่ 4 สอนนาค  ว่าเป็นทำนองแหล่เตือนใจนาค  บทที่ 5 เรียกขวัญนาค 

                                                   

เมื่อจบแต่ละบทจะตามด้วยการลั่นฆ้องและโห่รับ 3 ลา ทุกตอน จนถึงพิธีการเวียนเทียนเปิดบายศรี อันเป็นตอนสำคัญของการทำขวัญนาค โดยให้บิดา มารดาของเจ้านาค มานั่งทางด้านซ้ายมือของหมอขวัญ จุดเทียนชัย แล้วร้องส่งด้วยทำนอง นางนาค จุดเทียนแว่นที่ 1 ว่าบท ชะยันโต กระทุ่มเทียน 3 ครั้ง ส่งต่อให้บิดา มารดาเวียน จนครบ 3 แว่น และเวียนขวาจนครบ 3 รอบ แกะผ้าหุ้มบายศรีมาห่อใบตองมอบให้นาคถือไว้ นำมะพร้าวอ่อนมาเวียนรอบบายศรี และใส่เครื่องกระยาบวชลงไป ตักน้ำมะพร้าวให้นาคดื่ม 3 ครั้ง เมื่อเวียนเทียนครบ 3 รอบ ให้พรมน้ำมนต์ แล้วรวมเทียนทั้ง 3 แว่นเป่าควันเทียนใส่หน้านาค 3 ครั้ง (ให้นาคอ้าปากรับควันเทียน) จบแล้วเอาเทียนชัยมาเจิมหน้านาค ว่า คาถา และเขียนยันต์ มะ อะ อุ ไว้ที่หน้าผาก  เรียกบิดา มารดามารับบายศรีจากนาค ให้นาคกราบ 3 ครั้ง แล้วรับบายศรีกลับคืน นำเอาไปเก็บไว้ในที่อันสมควร ดนตรีเชิด  

(ชำเลือง  มณีวงษ์  /  รวบรวม เรียบเรียง)