มนุษย์กับวัตถุ ใครเป็นนายใครกันแน่

    หนูเป็นน้องใหม่ของ blog นี้ หลังจากเป็นนักท่องเี่ที่ยว ท่องไปบันทึกนั้นบันทึกนี้อย่างเพลิดเพลิน วันนึงเมื่อจิตเป็นสงบก็ได้หวลคิดว่า ไหน ๆ เราก็ “โดน” กับคำว่า  “share and learn” แล้ว ทำไมไม่ share โดยที่เราเป็นคนเปิดประเด็นบ้าง ว่าแล้วก็รวบรวมความกล้า (มีคนหนุนหลังด้วย วันหลังจะเปิดเผย)และก็ เขียนลงวันนี้ (หนทางหมื่นลี้ ก็เริ่มที่ก้าวแรกทั้งนั้น จริงไหม๊) เมื่อ วันที่ 2 พค. ที่ผ่านมา น้องเอม ลูกชายคนเล็ก (อายุ 6 ขวบ) ร้องไห้จ้าเพราะปวดท้องมาก ดิฉันเอายาธาตุให้กินสักพักก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น (ปกติใช้วิธีนี้ก็จะทุเลาลงภายในเวลาประมาณ 20 นาที) แถมยังมีอาการปวดมากกว่าเดิม ขณะนั้นเวลาประมาณ 18.30 น ท่ามกลางสายฝนกำลังตกลงมาอย่างหนัก ดิฉันตัดสินใจขับรถพาลูกไปโรงพยาบาล เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่แจ้งว่าหมอจะมาเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ซึ่งขณะรอน้องเอมยังร้องไห้ไม่หยุดถามทุกนาทีว่า “แม่เมื่อไรหมอจะมา หนูปวดมาก” แม่ได้แต่ปลอบว่าเดี๋ยวหมอมา อดทนหน่อยนะลูก ประมาณ 1ทุ่ม 20 นาที หมอจึงมาด้วยพร้อมกับเดินพูดโทรศัพท์มือถืออย่างออกรส ดิฉันพาลูกเดินตามหมอเข้าไปในห้องตรวจ โดยไม่รอให้เจ้าหน้าที่เรียกชื่อ หมอยังพูดโทร.อยู่ พลางผายมือให้น้องเอมนั่งเก้าอี้ตรงหน้าหมอ ดิฉันยืนอยู่ข้างหลังลูก ประมาณ 5 นาที หมอจึงหยุดพูดโทร. แล้วตรวจที่ท้องน้องเอม แล้ววินิจฉัยว่ายังแยกไม่ออกระหว่างไส้ติ่งอักเสบหรือลำไส้อักเสบ ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลก่อน ให้เอาใบสั่งไปที่แผนกฉุกเฉินเพื่อลงทะเบียนเป็นคนไข้ใน ดิฉันอุ้มลูกไปที่แผนกทะเบียนเพื่อยื่นเอกสารที่หมอสั่ง สิ่งที่ดิฉันพบก็คือเจ้าหน้าที่กำลังพูดโทร.มือถือ(อย่างติดลม) พร้อมกับยื่นมือมารับเอกสารไว้ แต่ก็พูดโทร.ต่อไป ดิฉันจึงยื่นหน้าเข้าไปที่ช่องยื่นเอกสารเพื่อแสดงอาการว่า “ฉุกเฉิน” จริง ๆ เจ้าหน้าที่จึงวางโทร.ลงแล้วกรอกข้อมูลลงคอมฯ แล้วบอกให้ดิฉันพาคนไข้ไปที่แผนกเปลที่อยู่ติดกัน ดิฉันอุ้มลูกไปก็พบว่าเจ้าหน้าที่ประจำเปลกำลังพูดโทร.มือถืออีกคน  ดิฉันตัดสินใจเอาลูกนั่งลงในรถเข็นพร้อมจะเข็นไปที่ตึกผู้ป่วยใน เจ้าหน้าที่คนนั้นจึงรีบกุลีกุจอมาจับรถเข็นพาน้องเอมไป  เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ดิฉันมานั่งคิดว่ามนุษย์กับวัตถุใครเป็นนายใครกันแน่ สังคมเราบริโภคสิ่งที่ติดมากับวัตถุที่เรียกว่าความสะดวกสบาย จนเกินพอดีไปหรือป่าว ระหว่างความเจ็บไข้กับการ “ผูก” ตัวไว้กับเทคโนโลยีอย่างไม่ลืมหูลืมตานั้น อย่างไหนควรได้รับการให้คุณค่ามากกว่ากัน เราใช้โทรศัพท์หรือโทรศัพท์ใช้เรากันแน่ ขอเชิญใครก็ได้เป็นเพื่อนร่วมทางช่วยตอบข้อกังขาให้ด้วยนะคะ