จั่วหัวแบบนี้ อย่าเพิ่งตกใจนะคะ การเปลี๊ยนไป๋ของลูก ๆ ดิฉันครั้งนี้ เป็นไปในทางที่ดีขึ้นค่ะ
ดีขึ้นหลังจากที่ลูก ๆ กลับจากทัวร์บ้านคุณตา ที่มหาชีวาลัยอีสาน (ดิฉันขอเรียกง่าย ๆ ว่า "บ้านสวนคุณตาฯ" นะคะ) ส่วนจะดีขึ้นอย่างไร ดิฉันขอย้อนไปตอนที่เด็ก ๆ ไปถึงบ้านสวนครูบาฯ ก่อนนะคะ
น้องฟาง "แม่ ๆ ทำไมครูบาฯ ไม่เห็นเหมือนในรูปเลย" เธอเปรียบเทียบภาพคุณตาที่เธอเห็นเป็นครั้งแรก กับ ภาพคุณตาที่ปรากฎบนบล็อก ซึ่งเธอดูจะคุ้นเคยกว่า
คุณแม่ "ไม่เหมือนตรงไหนเหรอ แม่ว่า ก็ไม่ได้ต่างสักเท่าไหร่"
น้องฟาง "ก็คุณตา มีพุงเยอะกว่าในรูป"
คุณแม่ "ตอนคุณตาถ่ายรูป อาจจะถ่ายเพียงครึ่งตัวก็ได้ เราเลยไม่เห็นพุงคุณตา"
น้องฟาง "แต่ฟางว่า สงสัยรูปในบล็อกเป็นรูปเมื่อ 10 ปี ที่แล้ว"
ก๊าก ลูกสาวดิฉัน
สำหรับความสุขที่เด็ก ๆ ได้รับในระหว่างอยู่บ้านสวนคุณตา ถึงแม้จะไม่สามารถพรรณาออกมาได้ด้วยคำพูด แต่ดูจากแววตาที่แฝงไว้ด้วยความสุขของเด็ก ๆ แล้ว นั่นคือคำตอบที่ดียิ่งกว่าคำพูดไหน ๆ ซะอีก
หลังจากกลับจากบ้านสวนคุณตาแล้ว มีหลาย ๆ อย่างของลูก ๆ ดิฉัน ที่เปลี๊ยนไป๋ (ในทางที่ดีขึ้น)
น้องฟ้า ลูกสาวคนเล็ก
ทุกครั้งที่เจอบรรยากาศ หรือ สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับ บ้านสวนคุณตา เรามักจะได้ยินเธอพูดเสมอ ๆ เช่น
ถ้าเป็นเรื่องอากาศ เธอก็จะบอกว่า "ที่บ้านสวนคุณตา ไม่เห็นร้อนเลยนะแม่"
ถ้าในทีวี มีภาพต้นไม้ หรือ สัตว์ชนิดเดียวกับที่บ้านสวนคุณตามี เธอก็จะบอกว่า "ที่บ้านคุณตาก็มีนะแม่นะ"
เธอยังพร่ำพูดถึง "พี่องุ่น" "พี่แตงโม" "พี่แอ๊ด" "น้าอึ่งฯ"
หลายคืนเหลือเกินที่เธอตื่นมา มักจะเล่าความฝันให้คุณแม่ฟังว่าเธอฝันดี และทุกครั้งในฝันของเธอ ก็จะมีพี่องุ่น พี่แตงโม พี่แอ๊ด และน้าอึ่งฯ ด้วยเสมอ
กลับไปบ้านคุณปู่ คุณย่า คราวนี้ เธอเล่าถึงสิ่งที่เธอประทับใจให้ทุกคนรอบข้างฟัง ไม่เว้นแม้แต่ นิทานเรื่อง "ทำไมทาร์ซานถึงมีหางข้างหน้า"
หรือแม้แต่ "ทำไมแมวตัวผู้ถึงร้อง อ๊าว ๆ ๆ และตัวเมียร้อง ไม่อ๊าว ๆ ๆ "
น้องฟาง ลูกสาวคนโต
ปกติดิฉันมักจะคุ้นชิน กับการที่ลูก ๆ 2 คน เล่นกัน เขาจะชอบเล่นละครซึ่งแต่งเนื้อเรื่องเองขึ้นมา เล่นทุกคืนก่อนนอนเป็นชั่วโมง ๆ ทำให้ดิฉันไม่เคยเห็นความต่างระหว่างวัยของพี่น้องสองคนนี้ ยังพูดเย้า ๆ น้องฟางเลยด้วยซ้ำว่า เธอเล่นเหมือนเด็ก ๆ เลยนะ เพราะทุกครั้งในการเล่น น้องฟ้าจะเป็นเสมือนผู้กำกับการแสดงเสมอ
จวบจนการได้มีโอกาสพาลูก ๆ ไปเที่ยวบ้านสวนครูบาฯ ในคราวนี้ ดิฉันเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกชัดมาก เพราะการเดินทางไปคราวนี้ เธอมีน้อง ๆ อีก 2 คน คือ น้องปลา กับ น้องแปม ทำให้น้องฟางเธอต้องเล่นบทบาทเป็น พี่แบบเต็มตัว เกิดการเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่คนเป็นน้องต้องทำ และคนเป็นพี่เกิดความอายไม่กล้าทำ เนื่องจากรู้สึกว่า ตัวเองโตกว่าน้อง ๆ (ซึ่งปกติเธอไม่เป็นแบบนี้ และดิฉันเพิ่งมาทราบเหตุผลจากเธอในภายหลัง)
ดิฉันเริ่มสังเกตุเห็นว่าเธอเปลี่ยนไป ตั้งแต่ตอนอยู่บ้านครูบาฯ นั่นคือ เธอชอบที่จะอ่านหนังสือมากกว่าที่จะเที่ยวเล่นตามน้อง ๆ , ตอนที่ดิฉันคุยข้ามแดน กับ นายเม้ง ดูเธอสนใจเป็นพิเศษ , เธอแวะเวียนไปถามไถ่ถึงในครัว ว่าให้เธอช่วยอะไรบ้างไหม หรือแม้กระทั่ง เธอหยิบฉวยกล้องเพื่อถ่ายภาพที่เธอสนใจ
เมื่อกลับมา ดิฉันถามเธอว่า ไปเที่ยวคราวนี้ มีความสุขไหม เธอบอกว่า "มีความสุขมาก"
และเธอรู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่า เมื่อดิฉันบอกเธอว่า "ทุกคนที่อยู่ที่นั่น ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากันเลยนะ นี่คือการเคยเห็นหน้ากันเป็นครั้งแรก"
เธอแปลกใจมาก ที่พวกเราดูรัก และสนิทสนมกัน เหมือนรู้จักกันมาสักสิบปี
เธอดูมีเหตุผลขึ้น ถึงแม้ในตอนแรกจะดูไม่พอใจในบางเรื่อง แต่เมื่อดิฉันอธิบายเหตุผลให้เธอฟัง หลังจากเธอกลับไปไตร่ตรองแล้ว เธอกลับมาหาดิฉันอีกครั้งหนึ่งแล้วบอกว่า เธอเห็นด้วยในสิ่งที่ดิฉันพูด
หรือแม้แต่เรื่องการทานอาหาร จากที่ปกติดิฉันจะสอนเธอเสมอว่า เวลาเราไปอยู่ที่ไหน ต้องทานสิ่งที่เขาทำให้เราทานได้ เข้าทำนองเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม แต่ตอนไปบ้านพ่อครูฯ ดิฉันสังเหตุเห็นเธอไม่ยอมแตะเนื้อวัวเลย ก็เลยถามเธอในภายหลังว่า เพราะอะไรเธอถึงไม่ทาน ซึ่งเธอก็ได้ให้เหตุผลกับดิฉันว่า เพราะเธอเกิดปีวัว ค่ะ เธอเลยตั้งปณิธาน ด้วยตัวเธอเองว่า "เธอจะไม่บริโภคสัตว์ที่เป็นปีเกิดเดียวกับเธอเด็ดขาด เธอบอกว่า จะทำให้โชคลาภออกจากตัวเธอ" ดิฉันยังงง เหมือนกันว่า เธอเอาความคิดนี้มาจากไหน
ทุกครั้งที่ดิฉันเปิดบล็อก เธอก็จะแวะเวียนมาดูว่า มีใครเอ่ยถึงเธอรึเปล่า มีคนที่เธอรู้จักรึเปล่า
ทุกครั้งที่เจอภาพดอกไม้ เธอจะบอกเสมอว่า "แม่ ถ่ายไปขึ้นบล็อกเลยนะ ถ่ายไปให้ป้าแป๋วดูเลยนะ"
เวลาที่ดิฉันเขียนบันทึก แล้วมีเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว เธอมักจะแวะเวียนมาช่วยดิฉันเลือกภาพที่จะนำลง
เธออาสาไปขอช่วยดิฉันทำกับข้าว
และที่สำคัญ ทั้ง 2 คน อยากไปเที่ยวบ้านสวนคุณตา อีกครั้งค่ะ ทำไงดีค่ะ คุณตา
การเปลี๊ยนไป๋ของลูก ๆ ดิฉันในคราวนี้ สิ่งหนึ่งที่ดิฉันสัมผัสได้คือ ใจเขาเปลี่ยนค่ะ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น มีเหตุผลขึ้น ยอมรับความเห็นของคนอื่น รู้จักแบ่งปันขึ้น ที่สำคัญเขาเลือกที่จะมีความสุข และเก็บความสุขนั้นไว้ แม้ความสุขนั้นจะเกิดขึ้นแม้เพียงในช่วงเวลาอันน้อยนิดก็ตาม
สิ่งเหล่านี้ เราผู้เป็นพ่อเป็นแม่ สอนเขาไม่ได้หรอกค่ะ เขาเรียนรู้ได้จากสิ่งที่เขาเห็นจริง จากสิ่งที่เขาสัมผัสได้จริง และจากสิ่งที่เขารู้สึกได้ด้วยตัวของเขาเอง
ขอบคุณพ่อครูบาฯ ขอบคุณสวนป่าดี ๆ ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่ร่วมขบวนแห่งความสุขในคราวนั้น
ขอบคุณที่ได้มอบสิ่งดี ๆ ให้ลูก ๆ ของดิฉัน
ขอบคุณที่ได้เปิดโอกาสให้ดิฉันได้ใช้ใจพินิจพิเคราะห์ลูก ๆ
ขอบคุณ ขอบคุณ
นี่คือตัวอย่างของการเปลี๊ยนไป๋ ของหนูค่ะ


น้องฟางกับหนังสือบ้านครูบา
สี่หนูน้อยเจ้าปัญญา (มีเด็กโข่ง 1 คน)
เด็ก ๆ เป็นความบริสุทธิ์ เป็นพลังที่งดงาม ไร้ซึ่งมลทิน เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้ใส่ข้อมูล ดังนั้น ถ้าเรามอบแต่สิ่งที่ดีให้ หมั่นคอยดูแล และให้คำแนะนำในส่งที่ดี เด็กก็จะเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไป เหมือนลูกของคุณแป๊ดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ไงคะ
อ่านแบบปลื้มจนลืมยิ้มก็วันนี้แหละ อ้าว ได้เวลายิ้มอีกแล้ว หลานๆเก่งมาก
สวัสดีค่ะน้องแป๊ด..คุณ รัตติยา เขียวแป้น
ขอบคุณค่ะที่ทำให้ครูอ้อยยิ้มได้ในเช้านี้
เด็ก ๆ น่ารักครับ….ท่าทางจะเก่งเหมือนแม่ อิอิ!!
น้องแป๊ดขา อ่านบันทึกนี้แล้วประทับใจมากเลยค่ะ
ภาพรูปน่ารักให้น้องฟางด้วยค่ะ
ใช่ค่ะ น้องฟางน่ารักมาก แอบเห็น โดนน้องๆแย่งโดนน้องๆแกล้งบ้าง ก็จะมองด้วยสายตานิดๆ แต่เก่งนะคะที่เด็กๆขนาดนี้ กำหนดไม่ให้ จิตเกิด ได้ขนาดนี้อ่ะค่ะ
แม่แป๊ดจ๋า
ขอฝากเป็นลูกอีกคนได้ไหมคับพี่
อยากกิงแตงกวาผัดไข่ อิอิ
ขอบคุณสำหรับบันทึกน่ารัก อบอุ่นชิ้นนี้นะคะ คุณแป๊ด
ฝากบอกน้องฟางว่า ป้าโอ๋ชื่นชมน้องฟางในความช่างคิด รวมทั้งความตั้งใจที่มีเรื่องเนื้อวัว ป้าโอ๋เสนอว่า น้องฟางน่าจะมีบล็อกของตัวเอง เพื่อเขียนสิ่งที่น้องฟางคิด เชื่อว่าต้องมีพี่ๆป้าๆน้าๆมาอ่านกันเยอะแยะแน่ๆค่ะ แถมน้องฟางถ่ายรูปเองก็ได้ด้วย อ้อ...น้องฟางเขียนไดอารี่อยู่แล้วด้วยนี่นา ป้าโอ๋จะคอยเป็นแฟนบล็อกน้องฟางด้วยคนค่ะ