ท่านจะเข้าใจระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวนมากขึ้น ด้วยการเช่า VCD เรื่องเปาบุ้นจิ้น มาดู

          ต่อจาก ตอนที่ 1  ตอนที่ 2  และ ตอนที่ 3  


4. การควบคุมตรวจสอบโดยศาลปกครองตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง

           ก่อนหน้าที่จะมีศาลปกครอง การฟ้องคดีต่อศาลเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะเรามีแต่ระบบศาลยุติธรรม เช่นศาลจังหวัด ศาลแขวง ศาลแพ่ง ศาลอาญา

          ระบบพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมถูกออกแบบมาเพื่อพิจารณาคดีระหว่างเอกชนด้วยกัน ซึ่งเป็นคดีพิพาทระหว่างปัจเจกชนแต่ละคนบนประโยชน์ได้เสียของตัวเอง เช่น กรณีพิพาทยืมเงินแล้วไม่จ่าย เป็นต้น

          concept ของศาลยุติธรรม ถือว่าทุกคนเท่าเทียมกันหมด เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะมาฟ้องให้เขาเป็นจำเลย คุณต้องมาพิสูจน์ ว่าคุณมีหลักฐานอะไร เมื่อจะฟ้องก็ต้องเอาค่าธรรมเนียมมาวางก่อน และเอาหลักฐานทั้งหมดมา เพื่อพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าเป็นจริง   หลังจากนั้น ศาลก็จะเรียกจำเลยมา ถ้าจำเลยบอกว่ายืมเงินจริงครับแต่ผมคืนหมดแล้ว ถ้างั้น คุณก็ต้องพิสูจน์ ถ้าจำเลยบอกว่าไม่มีหลักฐานอะไร เพราะตอนคืนเงินเจอหน้าก็ให้ไปเลย เจ้าหนี้ไม่ได้คืนสัญญา ไม่ได้ให้ใบเสร็จรับเงิน ไม่มีพยานรู้เห็น  อย่างนี้ศาลก็จะพิจารณาตามหลักฐานที่หนักแน่นกว่า ผู้ใดมีหลักฐานน่าเชื่อถือกว่าก็เป็นฝ่ายชนะ

          ระบบที่มีการกล่าวหา และ มีการพิสูจน์เช่นนี้ เราเรียกว่า ระบบวิธีพิจารณาแบบกล่าวหา ซึ่งใช้อยู่ในศาลยุติธรรม

          แต่กรณีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น  เวลาผู้ว่าฯ สั่งปิดโรงงาน 15 วัน  ผู้ว่าฯ มีอำนาจฝ่ายเดียวตามกฎหมายสั่งได้ทันที  และเจ้าของโรงงานต้องปฏิบัติตามทันที ถ้าจะฟ้องเพิกถอนคำสั่ง ก็ต้องไปฟ้องผู้ว่าฯ ที่ศาลยุติธรรม ในกรณีนี้  เจ้าของโรงงานจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าผู้ว่าทำผิด  ถ้าเป็นชาวบ้านยิ่งร้ายหนัก เช่นถ้าอยู่ๆ ได้รับหมายจากราชการว่า คุณบุกรุกป่าสงวนให้ย้ายออกทันที  ชาวบ้านซึ่งอยู่มานานหลายสิบปีก็จะสับสนมาก จะให้ไปฟ้องผู้ว่าฯ หรือพิสูจน์อย่างไรว่าผู้ว่าทำผิด หรือออกคำสั่งโดยมิชอบ นี่คือปัญหาของระบบศาลยุติธรรม ที่ไม่เอื้อให้ชาวบ้านกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐ

          ดังนั้น จึงต้องหาคนมาควบคุมเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ว่า ออกกฎแล้วได้บอกให้ชาวบ้านเขาได้รู้บ้างไหม? ก่อนที่จะมีคำสั่งไปกระทบสิทธิ์ชาวบ้าน  ศาลปกครองจึงเกิดขึ้นด้วยเหตุผลดังกล่าว

          ศาลปกครอง จัดตั้งขึ้นด้วย พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ปี พ.ศ. 2542  เป็นศาลที่มีระบบวิธีพิจารณาที่แตกต่างไปจากเดิม ไม่ใช้วิธีพิจารณาแบบกล่าวหา แต่ใช้ระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวน นั่นคือ ศาลจะเป็นผู้ค้นหาความจริงเอง ท่านกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอะไร ท่านก็ว่ามาเถอะ ท่านไม่มีหน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์ ศาลจะทำหน้าที่ค้นหาความจริงให้ ศาลจะมีผู้ช่วยคอยดูแล ไปไต่สวนหาพยานหลักฐาน 

          ท่านจะเข้าใจระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวนมากขึ้น ด้วยการเช่า VCD เรื่องเปาบุ้นจิ้น มาดู ท่านจะเห็นว่า ศาลเมืองไคฟง ใช้ระบบวิธีพิจารณาแบบไต่สวน ในหนังเราจะเห็นว่า ไม่มีระบบการนำพยานมาเบิกความต่อหน้าศาล เวลามีคนมาตีกลองร้องเรียนว่าได้รับความเดือดร้อน  เปาบุ้นจิ้นก็จะสั่งให้จั่นเจาไปสืบดูซิว่าเรื่องมันเป็นยังงัยแล้วมารายงาน เปาบุ้นจิ้นไม่เคยนั่งบัลลังค์พิจารณาคดี เรื่องที่ดำเนินการจะอยู่นอกศาลทั้งหมด ไม่มีพยานมาสาบานตน ไม่มีทนายมาซักค้านอะไร ศาลเป็นคนหาข้อเท็จจริงเอง พยานหนีไปที่ไหนจั่นเจาก็ตามมาให้การจนได้  แม้แต่พยานตายแล้วจั่นเจายังตามไปถึงนรกไปสอบถามเลยครับ ....  : )  : )  : )

          ในระบบศาลปกครอง ก็มีจั่นเจาจริงๆ นะครับ มีชื่อเรียกว่า พนักงานคดีปกครอง ทำหน้าอย่างเดียวกับจั่นเจา ศาลปกครองคนนึง จะมีพนักงานคดีปกครอง 1 คน ศาลปกครองจะนั่งบัลลังค์ครั้งเดียวก็ตอนจะตัดสิน เหมือนเปาบุ้นจิ้นตัดสินคดีตอนจบ ที่ให้นำเครื่องประหารหัวสุนัขออกมา ยังงัยอย่างงั้นเชียว

          ศาลปกครองไม่ต้องใช้ทนาย แต่ศาลยุติธรรมต้องมีทนาย ถ้าไม่มีทนายมีสิทธิ์แพ้ได้ง่าย เพราะต้องไต่สวนเอง หาหลักฐานเอง แล้วนำมาให้ศาลเห็น 

          ศาลปกครองนั้น ถ้าจะฟ้องคดีไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เพราะถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐทำให้เขาเดือดร้อน ศาลก็ต้องรับฟ้องโดยไม่ต้องคิดเงิน ฟ้องก็ง่าย ผิดกับศาลยุติธรรมที่ฟ้องคดีแพ่งฟ้องยากมากต้องใช้นักกฎหมาย ผมขอเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ นะครับว่า เขียนฟ้องในคดีศาลยุติธรรม เขียนยากกว่ากรอก ภงด.90 เสียอีกนะครับ..... : )  : )  : )                  

          การฟ้องศาลปกครอง สามารถเขียนข้อความส่งไปทางไปรษณีย์ก็ยังได้ ขอให้บอกแค่ว่าท่านเป็นใคร อยู่ที่ไหน จะฟ้องใคร เรื่องอะไร ก็เท่านั้น ศาลก็จะสืบเอง ง่ายมาก เพราะขบวนการทั้งหมดนี้ มีความประสงค์ให้ศาลปกครองเป็นองค์กรที่จะมาควบคุมเจ้าหน้าที่ว่าทำงานถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และจะคุ้มครองสิทธิของประชาชน

          เพราะฉะนั้น....เวลาท่านเห็นพรรคพวกที่เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย หรือในหน่วยงานของรัฐ ถือแฟ้มกำลังจะเตรียมไปศาลปกครอง  ท่านไม่ต้องถามเลยนะครับว่า ที่ไปศาลปกครอง จะไปเป็นโจทย์ หรือ จำเลย  สถานภาพของเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีสถานภาพเดียวครับ เวลาจะไปศาลปกครอง คือ ไปเป็นจำเลย  เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐเวลาจะบังคับอะไร สามารถบังคับได้เอง เจ้าหน้าที่ไม่ต้องฟ้องศาลปกครองเวลาจะบังคับอะไร  เช่น  ผมถอนชื่อคุณจากทะเบียนนักศึกษาแล้ว คุณยังไม่ไปใช่มั้ย  ผมก็จะแจ้งไปยังหน่วยงานต่างๆ ว่า คนๆ นี้ ไม่ให้เข้าห้องสมุด  ไม่ให้เข้าห้องเรียน ไม่ให้เข้าห้องสอบ ผมสั่งไปแล้วต้องเป็นไปตามนั้น  คุณไม่พอใจคุณไปฟ้องศาล ผมบังคับได้เอง โดยไม่ต้องใช้ศาลบังคับ  ตรงกันข้าม คนที่จะต้องใช้ศาลปกครอง คือคนที่ถูกเจ้าหน้าที่บังคับ 

          สำหรับเจ้าหน้าที่จะไปฟ้องศาลได้ ก็ต้องไปในฐานะประชาชนคนธรรมดา นาย ก นาย ข นะครับ  ต้องถอดหมวกเจ้าหน้าที่ออก เช่น ไปฟ้องว่าอธิการบดีสั่งลดขั้นเงินเดือนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือถูกไล่ออกโดยไม่ชอบ อย่างนี้ฟ้องศาลปกครองได้ คือฟ้องในฐานะประชาชน  ไม่ใช่ในฐานะเจ้าหน้าที่

          สำหรับเจ้าหน้าที่ เมื่อถูกฟ้องด้วยศาลปกครอง จริงๆ แล้ว ผู้ถูกฟ้องจะไม่ได้ถูกเรียกว่า จำเลย (เพราะฟังดูแล้วหวาดเสียว เหมือนว่า จำคุกมันเลย  : (  ) แต่จะเรียกให้ไพเราะหน่อยว่า ผู้ถูกฟ้องคดี ส่วนผู้ฟ้อง ก็เรียกว่า ผู้ฟ้องคดี  (ถ้าเป็นศาลยุติธรรม จะเรียกว่า โจทย์ กับ จำเลย) 

          และศาลปกครองก็ไม่ได้ตัดสินด้วยการลงโทษ ไม่ได้บอกว่า อธิการคนนี้  คณบดีคนนี้ ต้องถูกจำคุก 3 เดือนเพราะออกคำสั่งไม่ชอบ โดยหลัก ศาลปกครองจะตัดสินด้วยการวินิจฉัยว่า  การกระทำนั้นๆ  ชอบ หรือ ไม่ชอบ ถ้าชอบก็ให้ ยกฟ้อง  ถ้าไม่ชอบก็ให้ เพิกถอนคำสั่ง

         ผู้ถูกฟ้องจะติดคุกหรือไม่นั้นศาลปกครองไม่เกี่ยว ใครติดใจก็ต้องไปฟ้องศาลยุติธรรมในคดีอาญาต่อไป  ศาลปกครองจะพิจารณาเพียงว่าการกระทำนั้นชอบหรือไม่ชอบ  ไม่ได้พิจารณาว่าเจ้าหน้าที่คนนั้นดีหรือไม่ดี

          อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะผู้บริหารทั้งหลายที่ถูกฟ้องบ่อยๆ และถูกเพิกถอนคำสั่งบ่อยๆ  ก็จะถูกเพ่งเล็งได้ว่า ทำงานอย่างไม่รู้กฎระเบียบ เป็นผลเสียต่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และความน่าเชื่อถือได้ในที่สุด


          ทั้ง 4 ตอนที่ผ่านมา เป็นเพียงหัวข้อย่อยที่สำคัญในสาระแรก ของความเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่ส่งผลต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ซึ่งเกี่ยวกับ พัฒนาการของกฎหมายมหาชนสำหรับกระบวนการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่  ยังมีอีก 2 สาระ ที่ดิฉันจะนำมาเล่าให้ฟังต่ออีกนะคะ คือ

  1. การปรับเปลี่ยนระบบมหาวิทยาลัยในกรอบการปฏิรูปการศึกษา
  2. การเตรียมการไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ

    อย่าเพิ่งเบื่อหน่ายนะคะ เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ......