ตอนหลังจากเซ็นเอกสารหมดแล้ว ดิฉันได้ยินเด็กพูดคำหยาบเป็นสัตว์เลื้อยคลาน กับเพื่อนตามความคะนอง ก็ตักเตือนว่าอย่าพูดแบบนี้ในห้องเรียน พอหันหลังกลับ เดินมาอีกหน่อยก็ได้ยินเสียงลอยตามลมมาอีกว่า "กูยังไม่ทันพูด ห.. อะไรเลย..."

ดิฉันเพิ่งได้รับมอบหมายจากหัวหน้าภาควิชาฯ เมื่อสัก ๑-๒ เดือนที่ผ่านมาว่าจะให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาโควต้าของภาควิชาปีนี้   (ภาควิชาฯ แบ่งการรับนศ.ออกเป็น 2 ส่วนคือ โควต้า กับ เอนทรานซ์ โดยมีการรับนักศึกษาโควต้าเรียนดีจากโรงเรียนไกล้เคียงและจากหน่วยงานภายในที่สอนระดับ ปวช. จำนวนรวมประมาณ ๔๐ คน และรับจากระบบ O-Net A-Net อีกประมาณ ๘๐ คน)

ดิฉันไม่ได้ทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษานักศึกษาปริญญาตรีเสียนานแล้ว น่าจะประมาณ ๕ ปี ตั้งแต่ไปรับงานบริหารเป็นรองคณบดี อยู่ ๔ ปีเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว

เช้านี้เป็นวันแรกที่ดิฉันได้ทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษา และได้พบกับนักศึกษาปี ๑ ที่มาลงทะเบียน

ปัจจุบันการลงทะเบียนที่สถาบัน  นักศึกษาชำระเงินจะเรียบร้อยมาแล้ว โดยเฉพาะนักศึกษาโควต้า ซึ่งต้องยืนยันสิทธิ์ และวิชาปี ๑ เทอม ๑ ที่เรียนก็ค่อนข้างบังคับอยู่แล้วว่าให้เรียนอะไรบ้าง   ระบบการลงทะเบียนจึงกลายเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่นักศึกษาสามารถลงเองได้เลยโดยไม่ผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา

ท่านอาจสงสัยว่า ถ้างั้นที่ปรึกษาทำอะไรบ้าง

วันนี้ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา ดิฉันได้แต่แจ้งชื่อตัวเอง ห้องทำงาน ชื่อเจ้าหน้าที่ภาควิชาฯ ที่นักศึกษาสามารถมาติดต่อเมื่อเกิดข้อสงสัย และกิจกรรมหลักที่ทำเช้าวันนี้ก็คือ

  • ลงลายมือชื่อเป็นพยานในใบรับรองความประพฤติ (แล้วเราจะรู้จักเด็กไหมเนี่ย? แต่ก็เป็นลงลายมือชื่อเป็นพยานไปแล้ว) กับ

  • ลงลายมือชื่อในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา ในบัตรแทนบัตรนักศึกษา

หลังจากนั้นก็ถือโอกาสอบรม บอกนักศึกษาถึงความสำคัญของการเรียนในเทอมแรกในระดับอุดมศึกษา บอกประสบการณ์ว่าเคยมีรุ่นพี่ที่ผิดพลาดในช่วงนี้มาก เป็นผลให้เรียนไม่จบ ถึงจบก็จบแบบใช้เวลา ๕-๖ ปี น่าเสียดายโอกาสของนักศึกษาเองและเสียดายทรัพยากรอื่นๆ ด้วย

แต่เด็ก ก็คือเด็กมังคะ ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง พูดซ้อนคุยกับเพื่อนใหม่ระหว่างที่ดิฉันกำลังพูดอยู่บ้าง  อารมณ์เฮฮายังมีอยู่เต็มเปี่ยม  แถมพูดจาหยาบคายกันเองในหมู่เพื่อน ลอยตามลมมาให้ได้ยินอีก

ตอนหลังจากเซ็นเอกสารหมดแล้ว ดิฉันได้ยินเด็กพูดคำหยาบเป็นสัตว์เลื้อยคลาน กับเพื่อนตามความคะนอง ก็ตักเตือนว่าอย่าพูดแบบนี้ในห้องเรียน พอหันหลังกลับ เดินมาอีกหน่อยก็ได้ยินเสียงลอยตามลมมาอีกว่า  "กูยังไม่ทันพูด ห.. อะไรเลย..."

ดิฉันฟังแล้วก็รู้สึกสะอึก เพราะเพิ่งลงนามเป็นพยานรับรองความประพฤติให้กับทุกคน  แต่รู้สึกว่าไร้ประโยชน์ที่จะต้องอบรมกันตอนนี้ เพราะคนฟังไม่อยากจะฟังที่เราพูด แล้วก็คงไม่ให้เกียรติกันซักเท่าไหร่ ก็เลยเดินออกมาก่อน แบบต้องตั้งสติพอควร แล้วก็มาเขียนบันทึกนี้

ดิฉันคงต้องมาคิดใหม่ว่า หน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษายุคปัจจุบัน จะทำอะไรให้เด็กสมัยใหม่แบบนี้ได้บ้าง ท่านว่าอย่างไรคะ