หากต้นไม้หลายๆ ต้นหล่ะครับ กลายเป็นป่าไม้ ก็จะเป็นเหมือนกับฟองน้ำที่ว่านั่นหล่ะครับ มันจะช่วยดูซับแล้วเก็บน้ำไว้ส่วนหนึ่งในลำต้น

สวัสดีครับ

       วันนี้ผมในนามนักปลูกป่าตัวปลอม ที่เรียกว่าตัวปลอมก็คือไม่ได้มีโอกาสปลูกป่าและดูแลผืนป่าจริงๆ ได้แค่เขียนบทความเพื่อร่วมรณรงค์ให้เห็นคุณค่าของผืนป่าก็เท่านั้นครับ

       คิดว่าหากเราเทียบพื้นที่ป่าทึบ กับพื้นที่เขาหัวโล้น คงเทียบกันได้ชัดเจนครับ หากมีฝนตกห่าใหญ่ หรือมีพายุพัดเข้ามาซักลูกหนักๆเลยครับ

      หากเป็นพื้นที่เขาหัวโล้นหรือทำไร่เลื่อนลอยหรือไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย น้ำส่วนใหญ่ที่ตกลงมาก็จะซึมลงดินตามสภาพความแข็งของดิน จนดินอิ่มตัว ในขณะที่การไหลของน้ำออกไปทางด้านที่ต่ำกว่าระดับที่น้ำอยู่อยู่ตรงนั้น เพราะว่าอัตราการไหลลงดินกับไหลบ่าไปด้านข้างจะต่างกันครับ

     การไหลซึมของน้ำในระดับดินที่ยังไม่ลึกมาก น้ำจะไหลลงด้านล่าง แต่เมื่อลงลึกลงไป น้ำจะไหลในแนวราบ พอดินอิ่มน้ำต่อไปน้ำก็จะต้องไหลไปในทางที่ระดับต่ำกว่าไปตามระบบการไหลของน้ำตามแรงโน้มถ่วง

     การที่ฝนตกหนักแล้วไม่มีป่าไม้ ก็เหมือนกับการที่เราทำน้ำหกบนโต๊ะนะครับ  หรือโต๊ะทำงานก็ได้ครับ  ตรงไหนมีกระดาษก็เหมือนมีป่า มันจะซับน้ำไว้ ตรงไหนผิวโต๊ะล้วนๆ ก็น้ำไหลราดไปอย่างเร็ว หากดินตรงนั้นแข็งเหมือนผิวโต๊ะ ก็เหมือนกับว่าดินแข็งโป๊ะ ขุดลงไปจอบร้องไห้เลย

    หากทดสอบให้น้ำหกบนโต๊ะ แล้วเอาฟองน้ำลงไปวาง ฟองน้ำก็จะทำหน้าที่ดูดน้ำขึ้นมาเก็บไว้ในตัวก้อนฟองน้ำ ลดการไหลของน้ำที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็เหมือนกับป่าไม้นั่นเอง เพราะว่าต้นไม้มีระบบรากที่แผ่นขยายเป็นวงกลมหากมองจากด้านบน ว่างๆ คนที่เคยตัดแต่ต้นไม้อย่างเดียว ลองๆ ขุดระบบรากดูด้วยก็ได้ครับ ว่าเป็นรูปอย่างไร มีระบบรากที่แผ่นเป็นวงกลมออกรอบทรงพุ่ม แล้วก็หยั่งลึกไปด้านล่างด้วย ซึ่งต้นไม้จะมีระบบรากหลายๆ ระดับ ขึ้นอยู่กับว่า จะเป็นรากแก้ว รากแขนง รากแยกย่อยลงไปอีก จนถึงรากฝอยกันเลยทีเดียวครับ หากจะมี สี่ ห้า หก ระดับ แล้วแต่ชนิดของพื้น หรือน้อยกว่า

   พอน้ำฝนตกลงไป น้ำก็จะไหลไปตามดิน ตามร่องราก รากฝอยก็จะทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำ ดูดซับน้ำขึ้นไปไว้ในลำต้นส่งผ่านไปยังใบ แล้วคายทิ้งไปส่วนหนึ่งเพื่อปรับสมดุลด้วย ตลอดจนลดความร้อนในร่างกายของลำต้น เหมือนคนเราต้องดื่มน้ำเพื่อลดอุณหภูมิในร่างกายนั่นหล่ะครับ แต่คนเราเดินไปกินน้ำเองได้ ต้นไม้ต้องรอฝน รอชะตากรรม

   ใบไม้พุ่มไว้ช่วยชะลอการชะล้างของน้ำฝน ให้ตกลงมาให้กลายเป็นหยดน้ำตกลงไปบนดิน มีตัวกั้นลดความเร็วของน้ำที่จะไหลบ่าบนผิวดิน ไม่ให้ไหลราดไปตามแนวราบมากนัก แล้วหากต้นไม้หลายๆ ต้นหล่ะครับ กลายเป็นป่าไม้ ก็จะเป็นเหมือนกับฟองน้ำที่ว่านั่นหล่ะครับ มันจะช่วยดูซับแล้วเก็บน้ำไว้ส่วนหนึ่งในลำต้น พอแผ่นดินเกิดความชุ่มชื้น ต้นไม้ในป่าก็จะคายน้ำออกไปเป็นไอน้ำออกไปสู่อากาศ ลอยขึ้นไป จับกลุ่มกันเป็นกลุ่มเมฆ เมฆพวกนั้นก็จะอยู่ไม่สูงจากพื้นที่ป่า เราจะเห็นป่าไม้ใหญ่ จะมีเมฆให้เห็นบ่อยๆ ตอนเช้าจะเห็นหมอกและเมฆลอยต่ำ แบบว่าขึ้นไปจับสัมผัสได้ ไม่ต้องนั่งเครื่องบินก่อนจะเห็นเมฆ

    เป็นไงบ้างครับเห็นความสำคัญของป่าใช่ไหมครับ แต่ที่ว่านี้คือ ป่านะครับ ไม่ใช่สวน ต้องลองช่วยกันคิดต่อครับ ว่าประเทศมีความสำคัญไหมที่จะมีป่า แล้วจะกระจายหรือเพิ่มพื้นที่ป่านั้นได้อย่างไร แทนการบุกรุกป่าทุกๆ ปีด้วยสิ่งเร้าต่างๆ ไม่ว่าจะปัญหาปากท้องหรืออย่างอื่นใด ถามว่าหากมีป่าไม้เราจะหากินกับของป่าได้ไหม ผมว่าคนไม่น่าจะอดตาย

    หากให้คุณเลือกระหว่างมีกินมีใช้ทุกวัน แต่ไม่มีเงิน กับมีเงินใช้แต่อยู่แต่ในห้องแคบๆ แล้วมีแต่ควันพิษ ที่ต้องกลั้นหายใจหรือสวมเครื่องมือช่วยกรองอากาศ คุณจะเลือกอะไร คุณอาจจะเลือกทางสายกลาง อยู่ที่ตัวคุณครับ เพราะโลกนี้คือเรารับผิดชอบร่วมกันครับ

    โปรดอ่านด้วยเหตุผลและทบทวน อย่าเชื่อโดยไม่มีเหตุผลอื่นประกอบครับ

    มีความเห็นใดแย้ง ด้วยความยินดีสำหรับทุกความเห็นครับผม ยิ้มๆ ครับ อ่านมาแล้วท่าทางจะเครียด อิๆ

ขอแสดงความนับถือครับ

สมพร ช่วยอารีย์

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความต้นไม้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ที่