องค์การแตร์เดซอม เป็นองค์การที่มาจาก การเดินตามรอยอุดมการณ์

ของนักหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง ทางยุโรป ที่มีความสนใจในเรื่อง เด็ก  สิทธิเด็ก  ทำงาน ทำข่าวที่ช่วยเหลือเด็ก และผู้หญิง ด้วย ที่ได้รับผลกระทบจาก

สงคราม จากความไม่เป็นธรรม ทั้งหลาย

      องค์การนี้ แพร่ขยายให้ทุนสนับสนุนมายังเอเชีย

และในประเทศไทยเราด้วย   ใน กลุ่มผู้ด้อยโอกาส และต้องการมอบ

สิทธิ์อันชอบธรรม คืนแก่เด็กและสตรี ที่ควรจะได้รับ

    พี่อ๊อด เป็นผู้ประสานงานคนไทยที่อยู่มายาวนานมาก ไม่ทราบว่าเมื่อไหร่ แต่ เด็กรักป่า ก็ได้รับ ทุนสนับสนุนจากที่นี่ มานับสิบ ปี และ ยุติลงเมื่อ 2541 ด้วยต้องไปสนับสนุน กลุ่มที่ขาดแคลนมากกว่า ไม่ว่า จะเป็น คนชายขอบ ในเขมร ลาว พม่า......

      บ่ายสอง วันนี้ เป็น งานศพ ....ของพี่อ๊อด ...ฉันไม่ได้ไปร่วม มีแต่แฟนเท่านั้นที่เป็นตัวแทนจาก เด็กรักป่า ...เรามีค่ายเยาวชน อยู่กันที่นี่ กว่า 40 ชีวิต และเป็นกิจกรรมสุดท้ายของค่ายรุ่นนี้เพื่อรอรุ่นต่อไป

ที่จะเข้ามาในพรุ่ง

      พี่อ็อด เคยมาพักที่บ้านฉัน เราคุยกันสัพเพเหระ ...พี่เล่าว่า ตอนไปอยู่อเมริกา นานๆกับลูกสาวสองคน พี่จะทำหน้าที่เป็น

พ่อบ้านและทำงานเล็กๆน้อย  อยู่นานๆ ก็มีสิทธิ์ได้ กรีนการ์ด และใช้ชีวิตอยู่ อเมริกาได้สบายๆ แต่พี่ก็กลับมาประเทศไทย   พี่พูดกี่รอบๆ   แล้วพี่ก็หายไป  โผล่มาอีกที  ฉันก็เห็นพี่อยู่เมืองไทย

     พี่ชอบเล่า เรื่อง พระเครื่องให้ฉันฟัง ด้วย พี่สนใจมาก มีพระรุ่นนั้น รุ่นนี้ เต็มไปหมด  พี่ยังโชว์พระที่สร้อยคอของพี่ ที่มีเยอะมาก หนักมาก และพี่ก็เล่าเรื่องประสบการณ์ รอดตาย ตอนขับรถไปเยี่ยมโครงการที่ทางเหนือ ว่า 

โอโฮ้...ไอ้หน่อย พี่น่ะเกือบตายแล้วน่ะ..พี่ขับรถแซงคันข้างหน้า ไปใช่มั้ย   แล้ว มันเป็นสะพานพอดีน่ะ   เอ็งเอ๋ย...จะหลบไปไหนว่ะ แล้ว ไอ้สิบล้อ มัน ห้อมาเลย  พี่นะเอ็ง คิดว่า ถอยก็ไม่ได้ เบี่ยงหลบข้างทางก็ไม่ได้...แ _ ง ..ขับดิ่ง  เหยียบมิดเลยน่ะ  เป็นไงเป็นกัน.....แล้วไม่รู้อะไรช่วย  เฉียดฉิว จริงๆ...... 

     หลายปีมาแล้ว หลังฉันฟังพี่เล่า  ไปเจอพี่ที่ประชุมทางเหนืออีกครั้ง พี่ชวนฉันนั่งรถกลับกรุงเทพฯด้วยกัน ฉันบอกพี่ว่า   ฉันชอบรถไฟมากกว่า   แบบ... โรแมนติกกว่าน่ะพี่.....

     พี่ชอบเล่าเรื่อง ลูกสาวให้ฟัง มีช่วงที่พี่พาลูกสาวทั้งสองกลับมาอยู่ พิษณุโลกบ้านเกิด ลูกสาววัยรุ่นของพี่เฮี้ยวน่าดู ตามปะสาเด็กเคยเรียนแบบอิสระ ที่เมืองนอก และเรื่องสิทธิ นี่พี่คุยกับลูกสาวคงมากแหละ ...ฉันฟังดู ลูกพี่บุคลิกแบบนี้ไม่เหมาะอยู่เมืองไทยเลย...ฉลาด  มั่นใจตนเอง มั่นใจมาก จนผู้ใหญ่ฝ่ายปกครองของโรงเรียนเมืองไทย อาจจะปรับตัวไม่ทันกับเด็กยุคใหม่

     เช่น ตอนที่ลูกสาวคนเล็ก อยู่ ม. 1 โดดเรียนมีเพื่อนตามไปเป็นแก็งค์  โรงเรียนเรียก พี่ ฟังการพิจารณาโทษของลูกสาว....พี่เล่าว่า

        ตลกไหม   ไอ้หน่อย  ตอนที่ ฝ่ายปกครองถามลูกพี่ว่า ...เนี่ยเพื่อนเขาว่าเขาโดดเรียนตามเธอ

ทำไมเธอถึงนำเพื่อนไปในทางที่ผิด .....แล้ว ลูกพี่มันตอบครูว่าไง รู้มั้ย...ไอ้ตัวเล็กของพี่ นี่มันร้าย

มันบอกว่า ...ก็ ลูกศิษย์ครู ไม่มีสมองคิดเอง ก็ต้องทำอะไรตามคนอื่นเสมอ....โอ้ย มันน่ะแสบ ใช้ได้เลยจริงๆ

     ฉันไม่รู้ว่าพี่พูดชมลูก  หรือว่า รันทดกับการศึกษาของสังคมเรา

.....แต่ภายหลังฉันมารู้ว่าพี่ส่งลูกๆไปอยู่อเมริกากับแม่แล้ว.....

     ฉันชอบฟังพี่เล่าอีก  ชอบให้พี่เรียก ไอ้หน่อย ชอบที่พี่พูดแรงๆ  ตรงๆ ชอบวิธีคิดของพี่ ชอบในสิ่งที่พี่เชื่อ ชอบฟังความอ่อนไหวของพี่ อย่างเรื่อง หมาตาย ...พี่เล่าและพี่ก็ร้องไห้  ....พี่ก็เป็นคนธรรมดา ที่มีความรัก ความรู้สึก ความเข้าใจ และสุขใจในสิ่งที่พี่เลือกทำ  เลือกเชื่อ มาตลอดชีวิต  

"   ขอบคุณคะพี่   "