เรื่องของหน้า ที่ไม่ใช่ "หน้า" และไม่ใช่ "น่า"

  ติดต่อ

  บางทีในความรู้สึกของเรา มีของอะไรก็ไม่รู้ แต่มันมีค่ามากกว่าคุณค่าจริงๆ และเราก็ไปหมกมุ่นที่จะรักษาค่าเทียมๆอะไรก็ไม่รู้นี่แหละ อย่างเอาเป็นเอาตาย  

Losing Face เป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อ การประเมินแบบบวก

การเสียหน้า ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างเป็น "เอกลักษณ์" ของชาวฝั่งตะวันออก หรือพวกเอเชียเรา พอๆกับการ ได้หน้า นั้นทีเดียว จะเห็นว่าสินค้า brand-name ต่างๆนั้น ต่างพากันมาเจาะตลาดเอเชียกันยกใหญ่ เพราะ vanity ของเรานั้นผูกติดกับของพวกนี้อยู่เยอะมาก

หน้า เป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม (คือไม่ใช่ใบหน้า และการเสียหน้าไม่ได้แปลว่าไม่มีหน้าเหลือ ได้หน้าเก๊าะไม่ได้แปลว่ามีหน้าเพิ่มขึ้นมาแต่อย่างใด) เป็นอะไรที่บ่งชี้ถึง ศักดิ์ศรี ฐานะทางสังคม การรู้ฐานะที่เหมาะสมของตนเองในสังคม (ที่มักจะแฝง "วรรณะ" หรือ มี "ลำดับชั้น") การเสียหน้าจึงเป็นเรื่องใหญ่ บางครั้งใหญ่พอที่จะต้องเสียสละด้านอื่นๆมาเพื่อจะได้หน้า หรือรักษาหน้า เช่น ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร (ที่คิดว่า "หน้า" ผูกติดอยู่กับงานนั้น) จะเป็นงานแต่งงานลูกสาว งานบวชลูกชาย แม้แต่งานศพของบิดา งานโกนจุกหลานชาย ฯลฯ ยังไงๆขอ รักษาหน้าเอาไว้ก่อน เรื่องอื่นๆ ไปว่ากันทีหลัง

 จะเห็นว่า psychology ตรงนี้ไม่ง่ายทีเดียว การรักษาหน้าเป็นเรื่องใหญ่ การกู้หนี้ยืมสิน บางคนก็ถือเป็นการเสียหน้า แต่บางที ก็ไปลงเอยที่ยอมกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายเพื่อรักษาหน้า!!!

ดูๆแล้ว "หน้า" ที่พูดถึงนี้จะสูญเสีย ตกหล่นง่ายกว่าหน้าจริงๆเยอะ และคงอยู่ในสังคมเรามานาน เรามีภาษิตคำพังเพยอย่างเช่น "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ก็เป็นการใช้จ่าย ทุ่มเทพลังงานลงไปในสิ่งไร้สาระ หรือไม่บังเกิดผลอะไรก็ยังตั้งหน้าตั้งตาทำไปทั้งๆที่รู้ "ขายผ้าเอาหน้ารอด" คนนี้ก็เหมือนกัน ผ้าผวยอะไรเหลือติดตัวก็ยังไม่สำคัญเท่าหน้า ยอมขายไปเพื่อเอา หน้ารอด ไว้ก่อน หรืออีกสักอย่าง "ผักชีโรยหน้า" ดี ไม่ดี ไม่รู้ เอาผักชีมาตกแต่งให้ดูสวยไว้ก่อน

ที่เล่ามานี้ทำให้รู้สึกว่าบางทีในความรู้สึกของเรา มีของอะไรก็ไม่รู้ แต่มันมีค่ามากกว่าคุณค่าจริงๆ และเราก็ไปหมกมุ่นที่จะรักษาค่าเทียมๆอะไรก็ไม่รู้นี่แหละ อย่างเอาเป็นเอาตาย

จริงๆผมเขียนบทความนี้เพื่อจะบอกว่าการสูญเสียหน้า หรือการกลัวเสียหน้า นี่แหละที่เป็นอุปสรรคของการเกิดการประเมินอย่างเพิ่มพลัง เพราะเราจะหวาดกลัวผลที่ได้ออกมาไม่ได้มากเกินไป แทนที่จะคิดว่าเป็นโอกาสทีเราจะเข้าใจตนเองมากขึ้น กลายเป็นวาระใหญ่ที่เราจะเสียหน้าแทน บางครั้งความกลัวนี้มากพอที่จะทำให้ถึงกับยอมโกงการสอบ ยอมลอกข้อสอบ ซื้อข้อสอบ สารพัด เพื่อที่จะได้ผลการประเมินดีๆ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 80982, เขียน: , แก้ไข, , สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 6, อ่าน: คลิก

คำสำคัญ (Tags) #losing face#เสียหน้า#ได้หน้า

บันทึกล่าสุด 

ความเห็น (6)

บันทึกนี้ คุณหมอสะท้อนออกมาให้เห็นภาพชัดเจนดีจังค่ะ  บางที การกลัวเสียหน้า ก็ทำให้เราพลาดที่จะรู้ข้อผิดพลาดของตัวเองค่ะ

Phoenix
เขียนเมื่อ 

การที่เราให้อำนาจกับอะไรสักอย่างหนึ่งโดยไม่มีเหตุผล นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้มันมีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆได้ไม่จำกัดด้วยครับ

ครั้งหนึ่งคำว่า "มองหน้าทำไม หาเรื่องเรอะ" เป็นสาเหตุที่ดีพอที่พระเอกผู้ร้ายในหนังไทยจะตะบันหน้ากัน แม้แต่การ มองหน้า ก็กลายเป็น issue ได้ ไม่อยากจะเดาว่าเพราะเหตุนี้รึเปล่า เดี๋ยวนี้คนเราพูดจากัน ไม่ค่อยสบหน้าสบตากันเลย เหมือนอยู่ใน หมู่บ้านผีกระสือ ผีกระหัง กลัวคนอื่นจะรู้ว่าไม่มีแววตา

  • หลาย ๆ ครั้งในที่ประชุมบางคนนิ่งเฉยไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเพราะกลัวเสียหน้า กลัวหน้าแตก
  • บางคนบอกว่าการนิ่งเฉย"ไม่มีใครรู้ว่าเราฉลาดหรือโง่" งง ...งง เหมือนกัลล์
Phoenix
เขียนเมื่อ 
แต่ที่เขาพูดก็ถูกนะครับ ตราบใดที่ยังไม่พูดไม่จา ใครก็จะไม่มีโอกาส "รู้" ว่าเรามีอะไรมากน้อยแค่ไหน เพียงแต่ว่าอีกอย่างนึงก็คือ เรา "แคร์" แค่ไหนที่จะให้คนอื่นรู้ด้วย
อนิศรา
IP: xxx.181.178.77
เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

         นึกถึงตอนเป็นนักศึกษาเลยค่ะ ไม่ค่อยกล้าตอบเพราะไม่รู้อะไร ดีที่อาจารย์จี้ถาม ถึงรู้ว่าเราไม่รู้

         ดีที่ตอนนั้นรู้ว่าเราไม่รู้เลยไปอ่าน ดีกว่าตอนจบมาแล้วแล้วพบว่าไม่รู้ อายตอนนั้นดีกว่าอายตอนจบมาแล้ว

        

Phoenix
เขียนเมื่อ 

พวกหมอเรามีวิชาหนึ่งเป็นโดยไม่ต้องเรียนคือ unreasonable over-selfconfdience ครับ

ผมเข้าใจว่ามาจากตอนที่เราเป็น นศพ. เราพบว่าถ้าเรา "มีฟอร์ม" ดี ภูมิฐาน ไม่เพียงแต่คนไข้ร่วมมือกับเรา แต่ตัวเราก็รู้สึกดีด้วย

ทำๆไปปรากฏว่า "มาดมั่นใจ" ที่ข้างในกลวงนั้น ค่อยๆซึมติดตัวเข้าไปเรื่อยๆ บ่อยครั้งที่เวลาหมอทำหน้าเรียบเฉย มั่นคง หนักแน่นนั้น เกรงว่ามีไม่น้อยที่ข้างใน no idea at all

เอามาเปิดเผยตรงนี้ คนทั่วๆไปอาจจะหนาว แต่ขอให้ทราบเถอะครับ เพระผมเกรงว่า การรักษาหน้า ในปัจจุบันนี้ มันชักจะมากไปแล้ว ผลที่ตามมาก็คือ over-expectation คาดหวังสูงลิ่วเกินจริง เพราะหมอไม่กล้าบอกว่าไม่รู้ ทำไม่ได้

เคยมีกระทู้นึงในคณะแพทย์นานแล้ว มีน้องหมอเขียนมาว่าบางทีจำ dose ยาไม่ได้ ต้องหาทางเลี่ยงแอบไปเปดิ TIMS (คู่มือยา) หลังห้อง ผมถามไปว่าเปิดต่อหน้าคนไข้ไม่ได้หรือ ยามีตั้งหลายร้อยพันชนิด ใครจะไปจำได้หมด น้องก็บอกว่ามันเสียความศรัทธาของผป.ไป

 จริงๆคือ เสียหน้า

ผมเองก็ไม่แน่ใจนะครับว่า ใจจริงแล้ว คนไข้ต้องการให้หมอ รักษาหน้าเยอะๆ หรือว่าชอบหมอที่ตรงไปตรงมา ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ มากกว่ากัน