การพบปะกันแบบตัวเป็นๆ ตัวจริงเสียงจริงที่ มมส. เมื่อบ่าย 20 ก.พ. 2550 หลังจากที่นายบอน พาหนูนิด ไป F2F กับคุณ อำนาจ แสงสุข (น.เมืองสรวง) พร้อมทั้งครอบครัวที่ นครราชสีมา , ไปพบครูอ้อย พร้อมกับพ่อบ้าน และน้องขวัญที่ สวนรถไฟ กทม. และมาพบกับ 2 นักกิจกรรมแห่ง มมส . เป็นรายการปิดท้ายวันลาพักของหนูนิด แห่งสำนักงานพัฒนาที่ดินบุรีรัมย์

บันทึก F2F ของหนูนิด กับ อำนาจ แสงสุข และ ครูอ้อย จะเขียนในวันต่อไป แต่วันนี้ หยิบเรื่องราวที่ มมส. มาบันทึกไว้ก่อน

ความจริง นายบอนโทรนัดหมายทานข้าวกลางวันกับพี่หนิง [email protected] ที่ มมส.ในตอนเที่ยง 20 ก.พ. โดยโทรแจ้งว่า จะเข้าไปถึง มมส.ราว 11.30 น. แต่ความจริงพึ่งออกจากกาฬสินธุ์ตอน 11.20 น. เนื่องจาก เมื่อเช้าตรู่ พึ่งเดินทางกลับจาก กทม. ถึงกาฬสินธุ์ ..หัวถึงหมอน หลับเอาตอนตี 4 และตื่นขึ้นมาตอน 7.30 น. มาปฏิบัติภารกิจต่างๆ ต้องโทรไปขออภัยพี่หนิงในความล่าช้า (อีกตามเคย)

นายบอนไปถึง บขส.มหาสารคาม ตอน 12.35 น. ท่ามกลางอาการสะลืมสะลือ เพราะตลอด 3 คืนที่ผ่านมา ได้นอนเพียงวันละไม่ถึง 4 ชั่วโมงนัก แอบหลับทีละนิดทีละน้อยในขณะเดินทางบนรถเมล์ บนรถทัวร์นิดๆหน่อยๆ แต่ไม่ได้หลับสนิท เพราะความเคยชินในขณะเดินทาง ไม่อยากที่จะหลับให้สนิท เนื่องจากเป็นคนที่เดินทางบ่อยมากๆ พบเจอกับอุบัติเหตุก็บ่อยครั้ง อย่างน้อยก็อยากให้รู้ตัวอยู่เสมอว่า เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง

นายบอนรอหนูนิดที่ บขส. และนั่งรถสองแถวเข้า มมส.มากับหนูนิด แม้ว่าหนูนิดจะเป็นคนมหาสารคาม บ้านพักอยู่ไม่ไกลจากห้างเสริมไทยมากนัก แต่เธอต้องจากบ้านเกิดไปเรียนใน กทม. จบมาแล้วต้องไปทำงานต่างจังหวัด เคยเข้ามาสัมผัส มมส.เก่าอยู่บ้าง แต่ มมส. ขามเรียง ไม่เคยเข้ามาเลยครับ

เสียชื่อคนเมืองมหาสารคามจริงๆ…

นั่งรถสองแถวมาลงที่ข้างตึกคณะวิทย์ ทางเดินไปยังสำนักวิทยบริการ แหม เลยเป้าหมาย ตึกที่ทำการของกองกิจการนิสิต และ [email protected] มาแล้ว เลยตัดสินใจพาหนูนิด ไปชมนิทรรศการภาพทิวทัศน์ศิลปินกลุ่ม นา เพราะหนูนิด ชื่นชอบผลงานด้านศิลปะวัฒนธรรมอยู่พอสมควร ไหนๆก็เข้ามา มมส.แล้ว ก็ไม่ควรพลาดที่จะมาชมด้วยสายตาตนเอง เพราะอีก 2 วัน ก็จะหมดเวลาที่จะแสดงนิทรรศการแล้ว







<h2 class="r">นิทรรศการชีวิต : ภาพชีวิตอันรื่นรมย์จากศิลปิน “กลุ่มนา</h2>

ชมนิทรรศการเพลิน ทำให้เวลาที่ขึ้นไปหาพี่หนิงจริงๆ เป็นเวลา บ่าย 2 โมงกว่าๆ พี่หนิงก็รอทานข้าว จนเซ็ง เลยบ่นให้ยกใหญ่ และตัดสินใจไม่ไปทานข้าวแล้ว หลังจากที่รู้จักกับหนูนิดแล้ว ก็คุยเรื่องราวของ พ่อครูบา สุทธินันท์ให้ฟัง ทั้งเรื่องราว ความประทับใจ วิธีคิดต่างๆของพ่อครูบา ….งึด (ประหลาดใจ) มากๆว่า หลายเรื่อง ท่านคิดได้อย่างไร ทำไมถึงคิดได้ เล่าให้ฟังถึงเรื่องมหาชีวาลัยอีสาน ผลงานต่างๆ และสิ่งที่พี่หนิงได้รับจากพ่อครูบาสุทธินันท์ ทั้งๆที่ช่วงแรกๆที่เปิด gotoknow เห็นชื่อครูบา สุทธินันท์แล้ว บังเกิดความสงสัยว่า ท่านคือใคร เป็นพระหรือเปล่า เนื่องจากความคุ้นเคยคำว่า ครูบา มาจาก พระครูบาศรีวิชัย

<h2> จากความสงสัยใคร่รู้ จนนำไปสู่การเดินทางเข้าไปสัมผัสกับพ่อครูบา ที่มหาชีวาลัยอีสาน จนกลายเป็นความคุ้นเคย และเดินทางเข้าไปอีกบ่อยครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะได้รับแนวคิดใหม่ๆกลับมาเสมอ </h2>
จนทำให้พี่หนิง เกิดแนวคิดทำโครงการในพื้นที่ของพ่อครูบา , อยากที่จะนำนิสิตในความดูแล ไปสัมผัสหลายสิ่งที่มหาชีวาลัยอีสาน

พี่หนิงเล่าให้ฟังว่า นิสิตพิการสามารถเลี้ยงไก่ได้ หนูนิดสงสัยว่า ได้แน่หรือ เพราะมองไม่เห็นนี่นา.. ซึ่งพี่หนิงได้อธิบายว่า ขนาดนิสิตตาบอด ยังสามารถพิมพ์โปรแกรม Excel ได้ ทั้งๆที่ไม่เคยเห็น เรื่องเลี้ยงไก่ จะกลายเป็นเรื่องเล็กไปทันที แม้มองไม่เห็น แต่ก็มีสัมผัสพิเศษที่จะทำให้สามารถเลี้ยงไก่ได้เอง…

พี่หนิงอยากทำโครงการในลักษณะนี้มากๆ เมื่อมองตัวเองที่เริ่มคิดหลายอย่างได้แล้ว จึงอยากจะให้นิสิตคิดได้บ้าง จะได้พึ่งตัวเองได้

พี่หนิงหยิบร่างโครงการ “อาสาสมัครกับการจัดการความรู้ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ณ มหาชีวาลัยอีสาน อ .สตึก จ.บุรีรัมย์” มาให้ดู และชวนหนูนิด และนายบอนไปร่วมด้วย ซึ่งหนูนิด ตกลงทันที เพราะอยากไปอยู่แล้ว

แต่นายบอนยังไม่ให้คำตอบ….

…. เพราะต้องพยายามตัดหลาย หลายนัดในแต่ละช่วงเวลาให้ลงตัว เหมือนเช่นในช่วง 17-20 ก.พ. ที่จัดนัดหมายต่างๆให้ลงตัว จึงสามารถที่จะพาหนูนิดไปที่โคราช , กทม. และมา มมส. ได้อย่างลงตัว

ฟังเรื่องราว แนวคิดการทำค่ายจากปากคำของพี่หนิงแล้ว นั่งคิดตาม พี่หนิง อยากให้นิสิตไปเรียนรู้ และคิดเป็นจากการสัมผัสหลายอย่างที่โรงเรียนเม็กดำ และมหาชีวาลัยอีสาน


แต่นายบอนนั่งฟังพี่หนิงแล้ว คิดว่า ถ้าทำให้นิสิตฟังและจับความคิดของพี่หนิง หรือคนอื่นๆได้มั่ง ก็น่าจะดีไม่น้อยเช่นกัน การจับประด็น จับความคิดเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย

พี่หนิง อยากให้นายบอนมาสอนการใช้โปรแกรมเขียนแผนที่ความคิด Freemind ซึ่งคงได้มาสอนในวันที่ 5 มี.ค. 2550 นายบอนนั่งดูร่างโครงการ บางกิจกรรม น่จะเสริมกิจกรรมด้วยหลักแนวคิด แบบ Mindmap ให้นิสิตมีหลักการคิด การจับประเด็นจากสิ่งที่ได้พบ เรียนรู้จากพื้นที่ แม้จะแบ่งกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มไปจับประเด็นมา เช่น เรื่องของสมุนไพร จับประเด็นย่อยมาร้อยเรียงเป็นภาพใหญ่ ให้จดจำได้ง่าย คิดเป็น มองเห็นนักเรียนโรงเรียนเม็กดำ หรือวิทยากร ผู้ดำเนินรายการ คิดอย่างไร เมื่อจับประเด็นความคิดได้ จะทำให้รู้เรื่อง มองภาพรวมได้ เรื่องยาก กลายเป็นเรื่องสนุก

เมื่อคิดได้ ทั้งคิดเอง รู้วิธีคิดของคนอื่น จึงเป็นการง่ายที่จะนำแนวคิดมาประยุกต์ใช้ในเรื่องต่างๆ เมื่อสามารถฟังและรวบรวมความคิดของทุกคนมาได้...


นายบอนคงต้องดูก่อนว่า ที่จะให้ไปสอนโปรแกรม Mindmap นี่ อยากจะรู้เพียงแค่การใช้โปรแกรม หรือทั้งโปรแกรมและวิธีการคิดด้วย

เรื่องแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงนั้น พี่หนิงเลยเอ่ยปากถามหนูนิดว่า เข้าใจหรือไม่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไรกันแน่ พอเพียง ไม่ใช่เพียงพอนะ แล้วพี่หนิงได้แนะนำให้ไปหาความหมายที่แท้จริงด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าไปถามเรื่องนี้ จากนักเรียนโรงเรียนเม็กดำ ทุกคนสามารถตอบได้หมด ในขณะที่พี่หนิง พึ่งจะรู้ความหมายที่แท้จริงของเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2550 นี่เอง

พี่หนิงเกิดอาการครูบาสุทธินันท์ฟีเวอร์อย่างมาก หยิบยกเรื่องราวต่างๆของครูบามาเล่าให้ฟัง พร้อมหยิบหนังสือ ดิน ดิ้น ได้ ที่ครูบาส่งมาให้พี่หนิงได้อ่านอีกด้วย ซึ่งเข้าทางกับหนูนิด ที่ทำงานด้านพัฒนาที่ดิน และงานด้านเกษตรพอดี ทำให้ทั้งคู่ 2 สาวคนเขียนบล็อก สนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว..

… ทำให้สบายนายบอนเลยสิครับ นั่งฟัง 2 สาวต่างวัยซะเพลินไปเลย

นอกจากนั้น พี่หนิงยังคุยแบบกันเอง แอบเผยความลับที่ไม่ได้เขียนใน tag กับเรื่องส่วนตัวที่เคยเรียนปริญญาโทในสาขาที่คาดไม่ถึง เรื่องความรักสมัยสาวๆกับการไปทานอาหารแถวๆ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ และแนวคิดที่ขัดแย้งกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ที่ชนชั้นปกครอง นายทุน คนในสังคมเมือง มักจะมอง คนชนบท ว่า ยากจน ขาดแคลน เพราะไม่มีเงิน หรือไม่มีปัจจัย ตามเกณฑ์มาตรฐานที่พวกเขาเหล่านั้นมี จึงถูกมองว่ายากจน ซึ่งพี่หนิงมองว่า หลายสิ่งหลายอย่างนั้น ความจริงแล้ว ไม่ใช่ปัจจัยที่มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตด้วยซ้ำ แต่เพราะกลไกของระบบเศรษฐกิจที่ทำให้หลายคนต้องขวนขวาย ซื้อหาสิ่งที่ไม่จำเป็นมาใช้ในชีวิต ตามกระแสบริโภคนิยม

…. เรื่องแบบนี้ ฟังแล้ว เป็นเรื่องครับ แต่มุมมอง ความคิดเห็นในประดเนเหล่านี้ ร้อนแรงจริงๆ หยิบมาบันทึกแล้ว เกรงว่า คงจะทำให้เกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้ง หรือทำให้ฝ่ายที่ถูกกล่าวถึงนั้น ขัดเคืองพี่หนิงแน่นอน

ซึ่งถ้านายบอนเขียนบันทึกในประเด็นนี้ ในแบบของตัวเอง ก็เหมือนราดน้ำมันใส่กองเพลิงเข้าไปอีก งานนี้ พี่หนิงอาจจะนอนไม่หลับ หรือน้ำหนักลดลงแหงๆ..

มาถึงการที่ได้มา F2F ในระยะประชิดตัวเป็นครั้งแรก ซึ่งความจริงแล้ว นายบอนก็เห็นพี่หนิงอยู่บ๊อย บ่อย เพราะมักจะมานั่งกินข้าวแถวๆ ใต้ห้องทำงานของพี่หนิงอยู่เป็นประจำ เมื่อเข้ามาใกล้ตัวเป็นๆ ไม่นึกว่า จะอ้วนถึงขนาดนี้

พี่หนิงก็คุยเพลิน จน 4 โมงเย็น จนนายบอนนั่งบิดแล้วบิดอีก เพราะไม่ได้ทานข้าว จนพี่หนิงคุยจนเหนื่อยแล้วมั้ง ถึงนึกได้ เลยจะพาไปทานข้าว และออกตัวขออภัย ที่ไม่มีน้ำดื่มมาต้อนรับ วันนี้ แอร์ก็เสีย ต้องนั่งหน้ามันหยิบกระดาษมาพัดแก้ร้อนไปพลางๆ…

นั่งโม้ไป ก็ลุกมาชี้ให้ดูเครื่องพิมพ์อักษรเบรลให้ดู ราคา 5 แสน แพงกว่ารถยนต์ของพี่หนิงซะอีก และให้ดูคอมพิวเตอร์ที่มีแป้นพิเศษ (จำไม่ได้ว่า เรียกว่าอะไร เพราะหิวข้าว) ที่จะมีตัวอักษรนูน ให้คนตาบอดเอามือคลำ ทำให้สามารถอ่านสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอได้ แม้ว่าจะมองไม่เห็นก็ตาม





ที่มุมหนึ่งข้างโต๊ะทำงาน หนูนิดเหลือบไปเห็นโคมไฟประดิษฐ์รูปร่างที่ดูแปลกตาอย่างที่เห็นในภาพ ด้านบนจะเป็นตัวผึ้งใส่แว่นตา สื่อความหมายถึงครูบาสุทธินันท์ ซึ่งโคมไฟพิเศษนี้มีบางส่วนหลุดไป พี่หนิงเลยยังไม่ได้ส่งมอบให้ครูบา แต่สามารถที่จะหากาวลิงมาติดได้






ภาพถ่ายที่เห็น เป็นสิ่งที่พี่หนิงไปประมูลมาจากนิสิตในราคาสมเหตุสมผล ส่วนภาพที่กำลังชี้อยู่ ก็ไปประมูลมาในราคา 55 บาท เพราะสงสารนิสิตเจ้าของผลงานที่ไม่มีใครสนใจประมูลเลย ซึ่งถ้าดูให้ดีแล้ว เป็นภาพนกที่ดูสวยงามมาก แต่วาดบนพื้นสีขาว จึงดูจิดไปหน่อย ถ้าใช้สีสดๆ ฉูดฉาด น่าจะได้รับความสนใจมากกว่านี้




จน 4 โมงกว่า ๆ จึงพากันไปหาพี่พนัส แผ่นดินที่กองกิจการนิสิต (ห้องข้างๆ) เดินเข้าไป พี่พนัส กำลังเอามือค้ำคางนั่งดู Notebook คาดว่าคงกำลังอ่าน gotoknow ตามฟอร์ม แต่ทำท่าทางเหมือนเป็นฟรีเซนเตอร์ขายยาบวดหายจริงๆ นายบอนเลยชี้ให้หนูนิดมองเห็นแต่ไกลๆ ถึงบุคคลที่หนูนิดปลื้มจากการอ่านบันทึกที่ละเมียดละไมในความรู้สึกของพี่ พนัส-แผ่นดิน

หลังจากนั้น ได้ย้ายมาทานอาหารกลางวัน ควบเย็น ที่ร้านโน้ตปลาเผา ช่วง 5 โมงเย็นถึง เกือบ 1 ทุ่ม ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง อย่างที่เห็นในภาพ พูดคุยปรึกษาหารือ ตั้งแต่เรื่องหลานของหนูนิดติดเกมส์ และจะห้ามไม่ให้เล่น ถอดโมเด็มออก แต่พี่หนิงเห็นว่า เป็นการหัดดิบกันเกินไป ทีพวกเรา เป็นโรคติด blog gotoknow ล่ะ ถ้ามีคนมาห้ามมั่ง จะรู้สึกอย่างไร ควรให้เด็กได้เล่นอยู่ที่บ้านนั่นแหละ แต่ให้หยอดเงินค่าชั่วโมง หากจะเล่นต่อเกินเวลาที่กำหนด เมื่อหลานหนูนิดเบื่อเกมส์หนึ่งแล้ว อยากไปซื้อแผ่นเกมใหม่ ก็เอาเงินที่หยอดกระปุ๊กนั้นแหละไปซื้อแผ่นเกม ดีกว่า ให้ไปเสียเงินให้ร้านเกมส์ และอาจจะมั่วสุมเรื่องอื่นๆด้วย






เรื่องการเขียนบันทึกและการทำ KM ในหน่วยงาน พี่หนิงและพี่พนัส แลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างเผ็ดร้อน โดยพี่หนิงอยากให้เขียนบันทึก ให้มองเห็นถึงขั้นตอน วิธีการทำงานจนมองเห็นผลของงาน แต่พี่พนัสบอกว่า สำหรับกองกิจการนิสิตแล้ว ถ้าเขียนอะไรที่ตรงๆเช่นนั้น คงไม่เหมาะสมแน่ๆ แม้พี่หนิงจะบอกให้พยายามมองหาแง่มุมที่ดีๆ จากสิ่งที่เลวร้าย แต่พี่พนัสบอกว่า ไม่ได้จริงๆ เพราะพี่เขาชอบเขียนแบบตรงๆ คล้ายๆพี่เอก จตุพรในช่วงแรกๆ....

นอกจากนั้น เรื่องประเด็นรัก เป็นเรื่องที่คุยกันสนุกจริงๆ หนูนิดอยากให้พี่พนัสเขียนบันทึกเกี่ยวกับ ความรักกับผู้ชาย เพื่อผู้หญิงอย่างหนูนิด ที่พยายามไขว่คว้ารักแท้ จะได้เรียนรู้จาก กูรูท่านนี้บ้าง ฯลฯ

คุยกันเพลินจนเย็นย่ำค่ำลง พี่พนัส และพี่หนิง เลยตัดสินใจมาส่งนายบอนที่กาฬสินธุ์ และจะเลยไปส่งหนูนิดที่ในตัวเมืองอีกด้วย โดยพี่พนัสขับรถมาพร้อมกับพี่หนิง และหนูนิด มาส่งนายบอนถึงหน้าบ้านที่กาฬสินธุ์กันเลย และได้เห็นร้าน<h2 class="r">กาน้ำ” ร้านอาหารแจ่วฮ้อนที่กาฬสินธุ์ </h2> ที่นายบอนเคยเขียนแนะนำ พร้อมถ่ายรูปมาโชว์ใน blog อีกด้วย

โอ๊ย เหนื่อยครับ ถือว่า เป็น F2F ที่คุ้มค่า สำหรับหนูนิด ที่ทำให้รู้จักและสนิทสนมกับ พี่หนิงและพี่พนัสอย่างรวดเร็ว คงต้องติดตามกันต่อว่า เมื่อมีโอกาสได้มารู้จักตัวจริงเสียงจริงของคนเขียน blog แล้ว จะเกิดความเปลี่ยนแปลงกับวิถีชีวิตของหนูนิดมากเพียงใด

<h3 style="background-color: #ffff99"> แต่เดิมหนูนิดมักจะเปิดดูเวบไซต์ของหน่วยงานเป็นอันดับแรก แต่เมื่อมาเป็นสมาชิก gotoknow แล้ว ต้องรีบเปิด gotoknow เป็นเวบแรกในแต่ละวัน และในตอนเที่ยงก็ไม่ยอมไปกินข้าวกับคนอื่นๆ ต้องทานข้าวหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นโรคติด blog เสียแล้ว</h3>