การฝึก การทำ การใช้สุนทรียสนทนานั้น อาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเราในอนาคตอันใกล้นี้ก้ได้

ขอรำพึง รำพัน ต่ออีกหน่อย ตามหัวข้อประเด็นดังกล่าว คือ ความเหมือนความต่างของ Blog, Message board หรือ กระดานข่าว และสุนทรียสนทนา (Dialogue-- David Bohm)

Disclaimer ชี้แจงนิดนึงว่าสุนทรียสนทนาฉบับที่ผมกำลังพูดถึง มาจากการแปลส่วนตัวของหนังสือ On Dialogue และประสบการณ์อันน้อยนิดเกี่ยวข้องกับ Dialogue แต่ด้วยความสนใจ เอาไปเชือมโยงกับเรื่องเก่าอื่นๆของตนเอง ฉะนั้น อาจจะมีความเป็นไปได้สูงว่าผมเข้าใจผิดมโหฬารเกี่ยวกับ Dialogue ก้ได้

ผมเข้าใจว่าความ สวยงาม ของสุนทรียสนทนาเกิดขึ้นหลังจากมี collective หรือ community consciousness เกิดขึ้น นั่นคือมีการวางเอาตัวตน ความเป็นเจ้าของ คณค่าเดิม คุณค่าเก่าออกชั่วขณะ ไปเยี่ยมชม รับฟัง หน่วง (suspension and participation) สำรวจ การสั่นไหว ของกระบวนคิด (proprioception of thought) จึงสามารถมองเห็นภาพรวมขยายจากมุมเดิมๆของเรา เป็นมองจาก background ที่แตกต่าง ทั้งอาชีพ อายุ เพศ เชื้อชาติ ความเชื่อ วัฒนธรรม ฯลฯ ดังนั้น "วงสนทนา" ที่กำลังดีของสุนทรียสนทนาควรจะไม่เล็กเกินไป เพราะจะมี ความเหมือน ความเกรงใจ ความไม่อยากกระทบกระทั่ง และไม่ใหญ่เกินไปจนสูญเสียการแสดงความเห็นจากมุมบางมุม ต้อง ใหญ่พอ ขนาดที่ว่าจะมี ความต่าง ของเนื้อหากระบวนคิด และท้าทายเชื้อเชิญให้มี input ลงสู่ community ไม่สามารถนิ่งเฉย ปล่อยเลยตามเลย จึงมีผลทำให้ collective perception มีการเติบโต บูรณาการ และข้อสำคัญคือ การเชื่อมโยง (interconnectedness) เกิดขึ้น

โดยทั่วๆไปตอนเริ่มวงสุนทรียสนทนาตามธรรมชาติก็จะมีความเกรงใจ การหลีกเลี่ยง confrontation การเผชิญหน้าต่างๆจะไม่ค่อยเยอะมาก ดูท่าที แต่เนื่องจากวงที่ใหญ่ หรือวงที่มีความหลากหลาย ความต่างนี้ในที่สุดจะไม่สามารถ contained ได้ จนต้องมีการแลกเปลี่ยน และความคิดที่ diversity สูงๆถูกส่งลงไป มีแค่กติกาแห่ง suspension ที่จะช่วยให้ไม่เกิดการ breakdown ของวงลงไปอย่าง premature เท่านั้นเอง สมาชิกในวงไม่ใช่ไม่มีอารมณ์ แต่จะพยายามหน่วง และรับรู้ พยายามสังเกตเฝ้ามอง ทั้งเนื้อหา และ "ตนเอง" อย่าง มีสติ อย่างเจริญสติ สัมมาสติ observing the observer, the observed, and the observation

แต่ใน media ที่พวกเราใช้อยู่ในโลกข่ายไฟฟ้านี้ แตกต่างออกไป ทั้ง Blog และ กระดานข่าว บางคนอาจจะบอกว่ามันค่อนจะเกือบจะ "ตรงกันข้าม" ซะด้วยซ้ำ (เกือบจริง ในกรณีที่เป็น non-registered message board ที่ identity เป็น anonymous แต่ก็จะใกล้เคียงกันมากขึ้นใน register-only message board)

การเข้า blog นั้น เหมือนเดินเข้าไปในร้านสภากาแฟของเพื่อนบ้าน ยิ้มหวัวทักทายกัน รู้จักอุปนิสัยใจคอกัน พอสมควร หรือไม่ก็เห็นหน้าเห็นตากันอยู่ ถี่บ้าง ห่างบ้าง แล้วแต่ เป็นชุมชนเปิดเผย (ไม่อยากใช้คำว่าศิวิไลซ์ เพราะจะ unfair ต่ออีกประเภทเกิน) แต่ใน anonymous message board นั้น มี Id ออกมาเพ่นพ่านได้เยอะ ไม่มีใครรู้จัก แปลว่าไม่ต้องใช้ superego หรือกฏสังคมมากมายนัก ไม่ต้องมีความรับผิดชอบ (หรือมีไม่โดยตรงๆ) ต่อสิ่งที่ได้พูด ได้แสดง ลักษณะทั้งสองแบบที่ต่างกันนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสียเมื่อมองจากวัตถุประสงค์ของสุนทรียสนทนาเป็นโจทย์

ใน Blog (อย่างน้อยเท่าที่พยายาม serach อ่านของเรา) ไม่ค่อยมี หรือไม่มี confrontation หรือการเผชิญหน้าของความคิดที่ต่างกันมากๆเลย ผมอาจจะยังเล่น blog มานานไม่พอ แต่มันมีความรู้สึกถึงความเป็นกันเอง ความเกรงอกเกรงใจ และการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า นั่นคือเหมือนวง Dialogue แบบเริ่มต้นแรกๆนั้นเอง ทั้งๆที่ diversity น่าจะสูงมากๆ เพราะวงเราใหญ่ (เกินกว่าวง Dialgue จริง แนะนำประมาณ 40 คน)

ใน Anonymous message board นั้น ไม่เหมาะสำหรับคนโรคหัวใจอ่อน และในสังคมไทย (ขออนุญาต stereotype สักนิดเถอะ) ที่ high-tech but inadequate etiquette นั้น ตัวอะไรต่อมิอะไรจึงออกมาเพ่นพ่าน ขาดความยับยั้งชั่งใจ (อ่านข่าว webcam ที่มีเปิดห้อง chatroom โชว์อวัยวะเพศตนเองทาง virtual world ออกมาไม่นาน ประเทสไทยติดยอดการใช้เป็นอันดับสามของดลก รองจากอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งดูจากจำนวนประชากรแล้ว เผลอๆเราจะอยู่ใน severe addiction worst ที่สุด) จริงๆควรจะได้ประโยชน์ของการรวบรวม collective consciousness แต่ขาดกลไกที่สำคัญอย่างมากไป คือ suspension หรือการ "หน่วง" ความรู้สึก นึกคิด เป็นการสนทนาไร้สติ (หรือบางคนอาจจะเรียก "เสียสติ") ไม่เกิด proprioception of thought เพราะทุกอย่างเป็น reaction ปฏิกิริยาตอบรับโผงผางไปเลย

ในฐานะที่เคยเล่น message board มานานเป็นสิบปี ในที่ที่มี self discipline ของการแสดงออกนั้น message board แทบจะ create หรือ simulate Dialogue ระดับ Giant scale ได้เลยทีเดียว และการแลกเปลี่ยนนั้นมี diversity จุใจโก๋เล็กโก๋ใหญ่ทุกรุ่นทุกขนาดเลยครับ สนุกจริงๆ ใครเถื่อนเข้ามาก็จะถูก community กดดันจนต้องเปลี่บนพฤติกรรม หรือออกจากวงไป อย่างศิวิไลซ์จริงๆ แต่การ respect autonomy ของคนอืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ไม่มี identity ติดตัวนี้ของ board ไทย ผมว่าน้อยมากๆ น่าเสียดายจริงๆ

ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ที่สุดแล้ว Blog เราจะพัฒนาให้มี open and semi-confrontation มากขึ้น เพื่อพัฒนา collective consciousness ได้ดีขึ้น หรือว่าเราจะ mature พอที่จะเล่น anonymous messageboard ได้ระดับ Dialogue แต่ที่แน่ๆก็คือ การฝึก การทำ การใช้สุนทรียสนทนานั้น อาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเราในอนาคตอันใกล้นี้ก้ได้ ถ้าเราจะต้อง break dead lock หรือตัดวงจรอุบาทว์ในขณะนี้ให้พ้นไปได้