GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ความจำที่ระบบการศึกษาพัฒนา

ความจำ (Memory) ทั้งจำแบบ "รู้จัก" (Recognition) และจำแบบ "ระลึก" (Recall)  เป็น "ความสามารถ" ของมนุษย์  ผลจากวามสามารถนี้คือ "ความรู้" หรือ Knowledge  ที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้เป็นความรู้ที่เป็นผลของความจำ  และเพื่อให้ฟังง่าย  ผมจะใช้คำ "ความรู" ที่หมายถึง "ความจำ" นะครับ   ความจำหรือความรู้ที่ครูมักจะสอนและวัดกันในระบบการศึกษา (ทั้งโลกก็ว่าได้ครับ)มีดังนี้

๑. ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์  และนิยาม  เช่น  "วานร แปลว่าอะไร?  ก. แมว  ข. ลิง  ค.ช้าง  ง. แรด  จ.เสือ

(๒) ความรู้เกี่ยวกับความจริงเฉพาะอย่าง  เช่น  "ยูงไต่ยางสุดยอด  กะต้อพลอดกิ่งพลับ  จิงโจ้จับจิกแจง .....  น่าจะมาจากหนังสือใด?  ก.อิเหนา  ข. ไตรภูมิพระร่วง  ค. ลิลิตเพชรมงกุฏ   ง. กำสรวลศรีปราชญ์  จ.นิราศพระพุทธบาท

(๓) ความรู้เกี่ยวกับระเบียบแบบแผน   เช่น  "ถ้าจะไปงานศพ ควรปฏิบัติเช่นไร จึงจะถูกระเบียบ ? "   ก. นั่งใกล้พระ  ข. เคารพผู้ตาย  ค...........

(๔) ความรู้เกี่ยวกับลำดับขั้นและแนวโน้ม   เช่น  " ข้อใดเรียงถูก ?  ก. แข็ง - ละลาย - ร้อน - ไอ    ข. แข็ง - ร้อน - ละลาย - ไอ  ค. ............

(๕) ความรู้เกี่ยวกับการจำแนกประเภท    เช่น  "ข้อใดไม่จัดว่าอยู่ในจำพวกเครื่องมือวัด ?   ก. เครื่องชั่ง   ข. เวลาตามปฏิทิน  ค...............

(๖) ความรู้เกี่ยวกับเกณฑ์   เช่น  " คุณสมบัติในข้อใดที่ชี้ว่าพระนเรศวรเป็นมหาราช ? "   ก. กู้เอกราช  ข. รบกับพม่า  ค. ..............

(๗) ความรู้เกี่ยวกับวิธีการ  เช่น  " ถ้าอยากรู้ว่าโมเลกุลของเหล็กนำความร้อนได้  เราควรดำเนินการตามข้อใด ? "  ก. นำเหล็กที่เย็นจัดไปเผาไฟ   ข. เอาเหล็กเผาไฟแล้วตั้งไว้ให้เย็น  ค. ........

(๘) ความรู้เกี่ยวกับหลักวิชาและการขยาย  (ยากหน่อย ขอเว้นไว้ก่อน)

(๙) ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและโครงสร้าง (ขอเว้นไว้เช่นกัน)

ความรู้เหล่านี้  เราทุกคน "เก็บ" ไว้ใน "บางลักษณะ" ใน "ระบบความจำระยะยาว" (LTM)  เมื่อมันถูกกระตุ้นให้แสดงกิจกรรม  มันจะ "ปรากฏผลที่ ระบบความจำระยะสั้น (STM) "  และแสดงออกได้ด้วยการ "บอกได้"  หรือ "ชี้ได้"

โรงเรียนทั่วโลกสอนกันอย่างนี้และวัดกันอย่างนี้แหละครับ

มันดี  ไม่ใช่ไม่ดี  ครับ 

แต่ที่เรากลัวที่สุดก็คือ  กลัวครูจะสอนแต่จำจนเพลินไป  "จนลิมสอนให้คิด" ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ความรู้ความจำ
หมายเลขบันทึก: 77234
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 12
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (12)

อาจารย์ ดร.ไสว

อ่านบันทึกนี้ก็คิดถึงเรื่อง ปทารถะ หรือ Category ซึ่งมีอยู่หลายสำนัก...คิดว่าอาจารย์คงจะพอรู้เรื่องนี้

ปทารถะ เป็นสิ่งที่นักปรัชญาสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายกระบวนการคิด ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างยาก อาตมาก็ผิวเผินมากสำหรับเรื่องนี้

ถ้าอาจารย์คุ้นเคยกับเรื่องนี้อยู่บ้างก็อยากอ่านความเห็นเรื่องนี้ ครับ...

อีกอย่างครับ วิชาการปัจจุบันได้พัฒนาไปอย่างไรบ้างในประเด็นนี้ ครับ

เจริญพร

ขอแจมนิดนึงนะคะ คือว่าเรียนมาด้านชีวะแต่เป็นคนที่จำไม่เก่ง และตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ไม่ชอบการจำเลย (ตอนม.ปลายเกือบตกวิชาชีวะทุกวิชาเลยค่ะ) เคยถาม อ.ที่สอนชีวะตอนเรียนป.ตรีว่าทำไมต้องจำเยอะขนาดนี้ อ.บอกว่าจำไว้จะได้ใช้ประโยชน์ต่อไป มาถึงตอนนี้เรียนป.เอกแล้ว เคยถามตัวเองว่าจำอะไรได้บ้างมั้ยที่เคยเรียนมา แล้วพบว่าแทบจะจำอะไรไม่ได้เลย แต่ยังสามารถเรียนด้านชีวะได้ และอาจจะเรียนได้ดีกว่าคนที่จำเก่งด้วย

เมื่อคืนหลังจากอ่านบทความของอาจารย์ไสว จึงกลับมานอนคิดว่า เมื่อเราจบไปแล้วต้องเป็นอาจารย์ (คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ บางเขน) เราจะสอนเด็กยังไงไม่ให้จำแต่เข้าใจ ก็พบว่า ยังมีวิธีที่สามารถสอนให้เด็กเข้าใจชีวะได้โดยไม่ต้องจำ แต่เราต้องเตรียมการสอนมากขึ้นเท่าตัวหรือหลายเท่า  ขอยืนยันว่าเรียนชีวะให้ดี แต่ไม่ต้องจำทำได้ค่ะ 

แล้วจะแวะมาอ่านบทความอีกนะคะ  และขอบคุณอ.ไสวที่ชมว่ายังใช้ภาษาไทยได้ดี เพราะตั้งใจไว้ว่า จะเป็นนักเรียนนอกที่ไม่พูดอังกฤษคำไทยคำ อย่างน้อยก็ต้องคุยกับแม่รู้เรื่อง เพราะแม่ไม่รู้ภาษาอังกฤษเลยค่ะ

 

..ณิช.. 

ผมเห็นค้วยกับที่อาจารย์ณิชนันทน์ว่าครับ  และขอเพิ่มนิดหนึ่งเหมือนกันครับ ดังนี้

(๑) ถ้าครูเอา "รูป" ของ เซลล์ ให้นักเรียนดู  แล้วให้ "ท่อง"ว่า  อันนั้น Dendrite,  อันนั้น Axon ฯลฯ  กับ

(๒) ครูให้เด็กตัดเนื้อเยื่อะไรสักอย่างหนึ่ง  แล้วให้นำไปส่องกล้องจุลทัศน์ดู  และถามว่า  เธอเห็นอะไรบ้าง เด็กอาจจะบอกว่าเห็นั่นเห็นนี่  เราได้ทีก็บอกว่า ตรงนั้นแหละที่เรียกว่า Axon ฯลฯ  หรือแทนที่เราจะบอกเด็กว่า  ฝุ่นแต่ละเม็ดนั้นมีไรฝ่นเกาะเต็มไปหมดนะเธอ  จงจำไว้  กับเราให้เด็กเอาฝ่นไปส่องดูด้วยกล้องจุลทัศน์ที่มีอำนาจขยายมากๆ  ให้เด็กเห็นเอง

ทั้งสองข้อนี้เด็ก "จำ"เหมือนกันครับ  แต่ที่เรารังเกียจคือการจำแบบข้อ (๑) ครับ เพราะมันขัดขวาง "ความคิดสร้างสรรค์" การจำในข้อ (๒) นั้นก็ "จำ" เหมือนกันครับ  แต่จำ "เช่นนั้น"แหละที่เรา "ปรารถนา" ครับ

การจำตามข้อสองนั้น"ไม่" ขัดขวางการพัฒนา"ความคิดสร้างสรรค์"ครับ

ความจำเป็น"พื้นฐาน" ของปัญญา  แต่ควรเป็นความจำตาแบบในข้อ (๒) ครับ

อาจารย์ณิชนันทน์ต้องเรียนแบบข้อ (๒) แน่ๆครับ  ส่วนเพื่อนของอาจารย์อีกคนที่เคยเล่าให้ฟัง  คงจะเรียนจำแบบข้อ (๑) ครับ

อาจารย์ครับ หากจะเอาแนวคิด Bloom 's Taxonomy of Education ที่วัดการพัฒนามนุษย์เป็นหกด้าน นับแต่ความรู้จำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า มาอธิบาย การ สอนให้รู้จำเป็นขั้นต้น จะทำให้จำแล้วเข้าใจด้วยก็ดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง ถ้าสามารถนำไปใช้ได้ด้วยก็ดีขึ้นไปอีก ...เป็นต้น ตั้งแต่ขั้นความเข้าใจขึ้นไปจึงจะถือว่าเกิดปัญญาสร้างสรรค์ได้ ผมเข้าใจถูกต้องไหมครับ

"ตามแนวคิด Bloom's " คุณดิศกุลคงหมายถึง "หนังสือ"ของท่าน บลูม กระมังครับ  ถูกแล้วครับ บลูม ได้"รวบรวม"ผลของที่ประชุมปราชญ์ทางการศึกษาแล้วเรียบเรียงตีพิมพ์ เพราะได้เห็นว่า  ครูใน USA เขาสอนแต่จำกันครับ  ปราชญฺเหล่านี้กลัวครับ กลัวว่าจะล้าหลังกว่ารัสเซีย !  เพราะขณะนั้น  รัสเซียปล่อยดาวเทียม "สปุตนิกดวงแรกของโลกขึ้นโคจรได้สำเร็จ"ครับ  ปราชเหล่านั้นจึงกระตุ้นให้สอนให้คิด โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ครับ  จนไม่กี่ปีต่อมาเขาก็ล้ำหน้ารัสเซียครับ !!  ขณะนี้ปี ๒๕๕๐ แต่ครูไทยก็ยังกระท่อนกระแท่นเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์กันอยู่เลยครับ  แล้วเราจะสร้างดาวเทียมได้อย่างไร? ยกเว้นไปจ้างเขาครับ !!

ที่บลูมว่า  "ปัญญา" นั้นนับจาก "ความเข้าใจเป็นต้นไป" นั้น  ผมไม่เห็นด้วยครับ  "ปัญญาจะต้องนับรวมเอาจำเข้าไปด้วย" ครับ  คือ ตั้งแต่ " จำ, เข้าใจ,นำไปใช้, วิเคราะห์,สังเคราะห์,ประเมินค่า" ทั้งหมดนั่นแหละครับ คือปัญญา  เหตุผลง่ายๆคือ  "ถ้าคุณจำไม่ได้ว่าควายมีกี่ขาแล้ว คุณจะ คิด ตอบโจทย์ว่า  ควายสองตัวมีกี่ขาได้อย่างไรเล่าครับ"

ผมอยากเห็นครูที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้อย่างคุณดิศกุลครับ

นมัสการพระคุณเจ้า

ผมแปลกใจว่า ทำไมผมจึงเห็นข้อคิดเห็นของคุณณิชนันทน์ก่อนของพระคุณเจ้า?  ผมแปลกใจจริงๆครับ  ผมต้องกราบขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

คำแปลของคำ Category ว่า "ปหารถะ"  แปลกสำหรับผมครับ  ผมใช้คำง่ายๆครับว่า "ประเภท"  ฟังดูไทยแท้กว่าครับ  อันที่จริง ของสิ่งเดียวกันมีหลายชื่อก็ไม่เป็นไร  นอกจากจะทำให้พจนานุกรมหนาขึ้นแล้ว ยังทำให้เรามีโอกาสเลือกใช้ได้มากขึ้นด้วย

ในปัจจุบันเราจะพบคำCategoryนี้ไปควบคู่กับคำมโนทัศน์(Concept)  ในอดีตคงจะได้ยินควบคู่กับคำ Universal หรือ Form ของพลาโต ครับ  ขอให้ท่านพิจารณา "ปัญหา"ต่อไปนี้

"มด, ปลา, ต้นมะพร้าว, คน, แรด,ยุง,นกยูง" คือ "กุ๊กกิ๊ก"  แต่ "ดิน,น้ำ,อากาศ,ท้องฟ้า, เหล็ก, ดวงจันทร์" ไม่ใช่กุ๊กกิ๊ก  ให้ท่านบอกว่า "กุ๊กกิ๊ก" คืออะไร? 

ถ้าท่านตอบได้  ก็เรียกว่า ท่านได้ "เรียนรู้ Category หรือ Concept ที่ชื่อ กุ๊กกิ๊ก แล้ว" 

นี่เป็นภาษาของคนในปี ๒๕๕๐ ครับ 

 แต่ถ้าถามท่านพลาโต  ท่านจะตอบว่า  FORM  หรือ UNIVERSAL !!   Form นั้น "ชื่อ"  ว่า  "กุ๊กกิ๊ก" 

ท่าน PLATO นี่เองครับที่เป็น "บิดาผู้ให้กำเนิดของ CONCEPT of CONCEPT!!!"

และถ้าเราให้โจทย์ต่อไปว่า  "ให้ท่านบอกว่าต่อไปนี้ อะไรที่เป็นกุ๊กกิ๊ก"   

"ดินสอ,  นายแดง, เจ้าด่าง, ลูกไก่, โต๊ะ, คอมพิวเตอร์, เข็มขัด, กบ, ขวด, "

ก็เรียกว่า "ท่านใช้" Concept  หรือ Category ครับ

ขอให้สังเกตว่า "ท่านได้มาซึ่งกุ๊กกิ๊กด้วยตัวของท่นเอง"  ได้มาด้วย"การคิด" คือ"คิดมโนทัศน์"

มันต่างกันมากใช่ไหมกับที่เราบอกเด็กว่า "นี่คือกุ๊กกิ๊ก"นะเเธอ "จงจำไว้"  "จงท่องมัน ๑๐ เที่ยว" !!!

อาจารย์ ดร.ไสว

ก่อนอื่นอาตมาก็ขออนุโมทนาที่อาจารย์เมตตาณิชนันทน์ เธอตามรอยมาครับ... 

อาตมาคงจะรบกวนอาจารย์บ่อยเกินไป (ไม่ค่อยมั่นใจ)...

category ปทารถะ หรือประเภท และ ชนิด ก็รู้สึกว่ามีผู้ใช้..

บางครั้งศัพท์อาจต่างกัน ความหมายเหมือนกัน..

แต่ในที่นี้ category เป็นสิ่งที่เกี่ยวกับระบบคิดนะครับ ซึ่งมีหลายสำนัก เช่น อริสโตเติลมี ๑๐ อย่าง คานต์จัดไว้ ๑๒ ในปรัชญาอินเดียที่ว่าเรื่องนี้ไว้ก็หลายสำนัก...

การที่อ่านเรื่องหนึ่งแล้วความคิดโยงไปอีกเรื่องหนึ่ง เป็นไปได้ว่าสองสิ่งนั้นต้องมีส่วนสัมพันธ์กัน...

ความจำนัยต่างๆ ที่อาจารย์เล่ามา จะต้องเกี่ยวกับเรื่องปทารถะ ตามที่อาตมาเข้าใจเบื้องต้นแน่นอนครับ...

พออาตมาอ่านบันทึกนี้ ก็คิดถึงเรื่องนี้ ครับ ว่ามันจะต้องเกี่ยวข้องกันในการอธิบาย ก็ลองถามอาจารย์ดู เพราะอยากรู้จริงๆ ครับ

เจริญพร

  

นมัสการพระคุณเจ้า

ถ้าเช่นนั้น  Category  ตามความหมายที่ผมว่ามาก็แตกต่างออกไปครับ

Dear Dr. Sawai

     My I dear think  the steel is a kukik.

Thanking you

 

Dear "tee_prompt"

       The conceptual problem above : ดินสอ, นายแดง, เจ้าด่าง, ลูกไก่, โต๊ะ, เข็มขัด, คอมพิวเตอร์, ขวด, กบ,"  The examples or positive instances of concept named "kukik" are :  นายแดง, เจ้าด่าง, ลูกไก่, กบ . The others are nonexamples or negative instances of "concept kukik."

        The conceptual rule  you acquired in your mind or in your head looks like this :

        " If  (living thing), then (Kukik) "        

        The "steel" is not "kukik".

Thank you. Krab !

อยากทราบประวัติหรือวิวัฒนาการ การเรียนเรื่องเกี่ยวกับ cognitive psychology ของประเทศอินเดียน่ะค่ะ พอดีว่าต้องหาข้อมูลไปรายงาน

หาในเจอนอลก็ไม่มี หามาหลายวันจนท้อแล้วค่ะ เพราะใกล้กำหนดส่งแล้ว

ขอความกรุณาด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

รอกันแย่เลยนะครับ เรื่องที่ถามไป ผมไม่มีข้อมูล ลองใข้ Google ดูนะครับ