สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) จะจัดการประชุมวิชาการประจำปีระดับชาติ ครั้งที่ 8 ขึ้นในระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2550 ณ ศูนย์การประชุม IMPACT เมืองทองธานี ภายใต้ Theme หลักเรื่อง Humanized Healthcare – คืนหัวใจให้ระบบสุขภาพ ในงานนี้ผมจะไปบรรยายหัวข้อ “HR – Heart Revolution : เริ่มกันที่ใจ” ในวันที่ 15 มีนาคม 2550 เวลา 8.30-10.00 ผมเอาเนื้อหาคร่าวๆ ที่ส่งให้ทาง พรพ. มาลงไว้ให้อ่านข้างล่างนี้ครับ
ท่ามกลางกระแสแนวคิดการบริหารงานสมัยใหม่ (Modern Management Concepts) ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการบริหารเชิงกลยุทธ์ (Strategic Management) อย่าง Balanced Scorecard (BSC) หลักการบริหารคุณภาพ (Quality Management) ที่ใช้เป็นแนวทางสำหรับตัดสินรางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award - TQA) หรือเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Assessment - PMQA) แนวทางต่างๆ เหล่านี้มีข้อดีตรงที่ทำให้ผู้บริหารได้มีการตื่นตัว มีความสนใจที่นำหลักการเหล่านี้ไปใช้ในการพัฒนาองค์กร
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การนำแนวคิดเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ ยังคงเป็นไปภายใต้กระบวนทัศน์แบบเดิมๆ ซึ่งทำให้ในที่สุดแล้ว ยังคงเน้นอยู่แต่เรื่องของการวางแผน (Planning) เรื่องของการติดตามและประเมินผล (Monitoring & Evaluation) มีการสร้างตัวชี้วัด (KPI) ขึ้นมามากมาย จนกลายเป็นภาระที่หนักอึ้งแก่ผู้ปฏิบัติ มีการกำหนดขอบเขตงานที่ชัดเจน เกิดการแบ่งแยกงานอย่างเด่นชัด ขาดความรู้สึกสำนึกร่วมกัน ขาดความผูกพันที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างพยายามทำเพียงเพื่อให้เป็นไปตามตัวชี้วัดที่ตนรับผิดชอบ
สิ่งที่ขาดหายไปคือการใส่ใจในความเป็นมนุษย์ การให้ความสนใจในส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปภายในใจของแต่ละคน เป็นเรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจ เป็นเรื่องการ “จุดไฟในใจ” ผู้ปฏิบัติงาน ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ หรือ “Passion” ให้เกิดขึ้นได้ในใจคน “Plan และ Passion” ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเดินควบคู่กันไป แผนซึ่งปราศจากแรงบันดาลใจ (Plan without Passion) จะไม่ก่อให้เกิดการดำเนินการใดๆ เพราะเป็นแผนซึ่งไร้จิตวิญญาณ และในทางกลับกัน แรงบันดาลใจที่ไม่มีแผน (Passionwithout Plan) จะทำให้การดำเนินการนั้นไร้พลัง เป็นการทำงานในสภาพที่ต่างคนต่างทำ ขาดการสร้างพลังผสานร่วม (Synergy)
สิ่งที่กล่าวถึงใน Session นี้ จึงเป็นการชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการบริหารงานที่ต้องผสานพลังจากการทำงานของสมองทั้งสองฝั่ง ทั้งด้านการพัฒนาระบบงาน และด้านการพัฒนาคน โดยเน้นให้เห็นว่าการพัฒนาคนที่ได้ผล จะต้องไม่พัฒนาแค่เรื่องของทักษะ ความรู้ ความสามารถ แต่ต้องพัฒนาให้ลึกลงไปในระดับจิตใจ ภายใต้สมมติฐานที่ว่า ถ้าใจยัง “ไม่ใส” ก็จะทำให้ “เห็นผิด” ไปจากความเป็นจริง การเห็นที่ผิดพลาดจะทำให้ “คิดคลาดเคลื่อน” ความคิดที่คลาดเคลื่อนนี้ เป็นที่มาของปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องงาน หรือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกัน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาเริ่มต้นกันใหม่อีกที...ที่ใจของเรานี้...นี่คือการปฏิวัติทางใจหรือ Heart Revolution!
ถูกใจมากคะอาจารย์ค่ะ เพราะเบื่อที่จะทำอะไรแต่ละเรื่องต้องมีตัวชี้วัดเป็นตัวเลข บางเรื่องใช้คำบอกเล่าไม่ได้ ใช้สิ่งที่ได้ยินมาก็ไม่ได้ ใช้ความรู้สึกที่ได้ยินได้เจอก็ไม่ได้เลยเบื่อที่จะทำไปเลย หรือบางครั้งก็ทำไปแต่ไม่นับเป็นผลงานเพราะไม่มีขั้นตอนอย่างที่กำหนดมาแต่จริงๆมีแนวทางการดำเนินงานปรากฏแล้วจากการแก้ไขพัฒนางานมาเรื่อยๆ
แต่การปลูกฝังใจคนให้พัฒนา ให้มีจิตสำนึกยากคะ ขอเน้น!บางครั้งผู้นำไม่เริ่ม ไม่สนับสนุนผู้ตามก็ล้าคะ
ปัญหาเกิดขึ้นเพราะว่าการทำงานของสมองสองฝั่งนั้นไม่สมดุลกันครับ โลกปัจจุบันถูกปกครอง (ถูกบริหาร) โดยพวกที่ใช้แต่สมองฝั่งซ้าย คนพวกนี้ชอบจัดการ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องใจ ...แต่ถึงอย่างไรก็อย่าเพิ่งทุกข์ใจไปเลยครับ ....สุขหรือทุกข์อย่างไรก็เพราะใจของเรานี่เองครับ เราไปจัดการให้คนอื่นมีจิตสำนึก มีทัศนคติแบบนั้นแบบนี้ ไม่ได้หรอกครับ!!
ชอบมากค่ะ อาจารย์ … และอาจารย์ได้บอกวิธีของ การ “จุดไฟในใจ” ผู้ปฏิบัติงาน ทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจ หรือ “Passion” ให้เกิดขึ้นได้ในใจคน ... ด้วยหรือเปล่าคะ
การจุดประกายผู้ปฏิบัติงานบ่อย ๆเป็นการกลยุทธ์การขับเคลื่อนวิธีการทำงานให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ค่ะ
ขอบคุณทุกๆ Comment ครับ ...คุณไมโตเขียนได้ชัดมากครับ ...ช่วยทำให้สิ่งที่ผมเขียนไว้ออกมาเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น .
...คุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารที่ต้องการมาก ก็คือ ต้องหูตาไว และต้องใจดีครับ ที่ว่าหูตาไว หมายถึงไวต่อสิ่งดีๆ นะครับ และที่ว่าใจดี ก็คือต้องหมั่นขยันชมลูกน้อง ...มองว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็ทำได้ไม่ง่ายเท่าใดนัก ต้องฝึกบ่อยๆ ครับ
ดิฉันเข้ามาในบันทึกนี้เพื่อขอขอบพระคุณ…ท่านอาจารย์ พ.วิจารณ์…อาจารย์ ดร.ประพนธ์…และคุณไมโต….ที่ทั้งสามท่านมีส่วนทำให้ดิฉันมีความพยายามที่จะถ่ายทอดงานประจำที่ยากในการเข้าใจของผู้อื่นให้ดีขึ้นๆ…โดยที่มิได้มีใครบังคับค่ะ….โดยเฉพาะคุณไมโตผู้เป็นเพื่อนที่รู้สึกสนิทมากชนิดรู้ใจทั้งๆที่ไม่เคยเห็นหน้าหรือได้ยินเสียงเนื่องจากเราคุยกันทุกเรื่องได้จริงๆอย่างถูกคอกัน..ขอบคุณบันทึกนี้อีกครั้งค่ะอาจารย์ที่ทำให้คนคุณภาพ..สนใจใน”จิตใจของคน”….
เห็นด้วยกับอาจารย์ค่ะ พยายามทำในหน้าที่คุณเอื้อที่ได้ใจน้องๆแต่ต้องประเมินตัวเองบ่อยๆเพราะเราดูตัวเองไม่ค่อยชัดค่ะ จะตามไปฟังอาจารย์ค่ะ
พรุ่งนี้ผมจะไปงาน Natonal Forum 8 ที่อาจารย์เล่านี่ละครับ ที่อาจารย์เล่ามานี่ถูกต้อง ใช่เลยครับ ผมว่าเจ้าหน้าที่เรา เหนื่อยเหลือเกินกับ KPI ที่คนอื่นตั้งให้ แถมไม่รู้ว่า ที่ขอตัวเลขมา นั้นแสดงถึง perfomance ของงานที่เราทำจริงหรือไม่ เท่าที่ผมได้สัมผัส indicator ธรรมดา ๆ data ธรรมดา ๆ ยังเป็น KPI ไปหมด บทความนี้ถูกใจ ใช่เลยครับ