จากบทความข้อเขียนของท่านอรหันต์ KM ดร. วรภัทร์ หรือ คนไร้กรอบ เมื่อเช้านี้ ทำให้ผมสะดุดกึกในความคิด ว่าสงสัยผมจะเป็น หรือกำลังเป็นตาบอดคลำช้าง หรือ ตาบอดที่ยังไม่คลำช้าง และยังไม่เชื่อว่าช้างมีจริง หรือเปล่า

  

เพราะผมยังงงๆ ว่า KM ที่กำลังทำกันอยู่ในแต่ละชุมชนนั้น เขาทำอย่างไรกันแน่ 

 

ถ้า KMธรรมชาติ เป็นช้าง ผมคิดว่าผมน่าจะเป็นคนตาบอด กำลังคลำช้างอยู่แน่นอน

 

ผมกำลังค้นหารูปแบบของ KM ธรรมชาติแบบต่างๆ ก็มีหลายแบบที่เห็น

  

ที่KMส่วนใหญ่ จะคล้ายการวางแผนเล่นกีฬาฟุตบอล จะเป็นแบบบูรณาการ ทุกคนที่แม้จะมีบทบาทเฉพาะ แต่ก็จะทำหน้าที่ทุกอย่าง แล้วงานทุกอย่างจะมีคนในทีมงานรับรู้กันอยู่ทั้งหมด ไม่มีลับลมคมใน

  

เมื่อแข่งเสร็จ ทุกคนก็จะได้รับผลรางวัลใกล้เคียงกัน อันนี้ไม่นับฟุตบอลการพนันนะครับ

  

การทำ KM แบบนี้เป็นที่นิยมมาก แต่จะไม่ค่อยนิยมแบบมีคนคอยสั่ง หรือแบบมีคนไม่ทำ คอยแต่รับผลประโยชน์ เขาถือว่ากินแรงกัน หรือคอยกินหัวคิว เรียกว่าไม่เป็นที่นิยม ว่ายังงั้นเถอะนะครับ

  

อันนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้โมเดล KM ที่ใช้ระบบสั่งการ ไม่ค่อยเกิดผลในทางปฏิบัติ และชุมชนยังมองว่าคนเป็นเครื่องมือของKM มากกว่าเป็นผู้ทำKM

  

ที่ผิดหลักการที่ผู้ทำ KMเป็นผู้ใช้KM และเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการทำKM

  

ผมก็ดูเหมือนจะคลำถูกบ้าง ผิดบ้าง ด้วยความที่ตายังบอดอยู่นั่นแหละ แต่บังเอิญ ที่ยังรู้สึกว่าหูยังไม่หนวก พอได้ยินคนอื่นพูดบ้าง ไม่เหมือนนักวิชาการบางคนที่หูตึง ใครบอกอะไรก็ไม่ได้ยิน คิดแต่ว่าที่ตัวเองคิดนั้น ถูกตลอด คนอื่นพูดไม่เข้าหู และไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร ทุกอย่างเจ๋งอยู่แล้ว

  อย่างนั้น คงจะเป็นประเภทตาบอดยังไม่รู้จัก แม้แต่คำว่า ช้าง แต่ใช้ระบบปากคาบคัมภีร์เล่าต่อกันมา จนได้ขึ้นไปอยู่หอคอยงาช้างพลาสติก   

แต่ก็ดีกว่าการที่ต้องมีช้างถูกฆ่าเอางามาทำหอคอยที่เสียอีก ช้าง(งบประมาณ) ก็เสีย ยังต้องเอางาไปสร้างหอคอยให้เขาอยู่อีก

  

นักวิชาการหอคอยงาช้างพลาสติกนี้ คำว่า ช้าง ยังไม่รู้จัก แต่ใช้วิธีเอางาพลาสติกปลอมๆ ที่มีวางขายตามแผงหนังสือ มาสร้างเป็นหอคอย แล้วยังกล้าไปอวดคนอื่นว่าเป็นงาช้างจริงๆอีกต่างหาก

  กลุ่มหลังนี้ก็เป็นกลุ่มที่ท่านไร้กรอบ บอกว่าเป็นพวกดีแต่พูด จำอวด  แต่ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่พูดเหมือนกับว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญไปเลย  

แต่จะสังเกตกลุ่มหอคอยงาช้างพลาสติกได้ง่าย ว่าจะไม่ค่อยมีลูกเล่นมากนัก และมักจะคิดได้อยู่เรื่องเดียว หรือจำได้อยู่เรื่องเดียว เล่าแล้วเล่าอีก

  

ภาษาฉายหนัง เขาเรียกว่าฉายจนหนังเปื่อยยุ่ย นั่นแหละครับ

  

ผมก็เลยยังสบายใจนิดหนึ่งว่า แม้จะเป็นตาบอดคลำช้าง KM ธรรมชาติ แต่หูก็ยังได้ยินว่าชาวบ้านพูดอะไรกัน และพอจะนึกตามคำพูดได้บ้าง สงสารแต่พวกตาบอดที่ยังไม่ได้คลำช้าง แต่ไปสาธยายเป็นวรรคเป็นเวร ว่า ช้างเป็นอย่างไร เสร็จแล้วก็ไปอยู่สบายในหอคอยงาช้างพลาสติก

  นักวิชาการตาบอดในหอคอยงาช้างพลาสติกพวกนี้นั่นแหละครับ น่าสงสารแกมน่าสมเภทมากเลยครับ