เมื่อตอนตี 4 ครึ่ง ผมลุกขึ้นมาอ่านหนังสือรายงานประจำปี 2549 โครงการพัฒนาชุมชนภาคอีสาน เพื่อการเสริมสร้างสุขภาพที่ยั่งยืน เนื้อหาสาระหลักเป็นเรื่องของผลการดำเนินงานเรื่องเกษตรกรรมแบบประณีต อ่านแล้วทำให้ผมเกิดคำถามในใจมากมายเลยทีเดียว จนกระทั่งอยากจะต่อสายถึงท่านนายแพทย์อภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยโดยตรง เพื่อไขข้อข้องใจที่ท่านยังไม่ได้เขียนไว้ ทันใดนั้นต่อมใต้สำนึกของผมก็สั่งการขึ้นมาว่า โครงการนี้อยู่ขอนแก่นนี่นา น่าจะกลับไปถามด้วยตัวเองดีกว่าจะได้กลับไปเยี่ยมบ้านด้วย และไปพบท่านผศ . ดร . แสวง รวยสูงเนินอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อให้อาจารย์เป่ากระหม่อมให้ด้วย ยิงนกนัดเดียวได้ 3 ตัวไปเลย

ดังนั้นวันนี้ ผมขออนุญาตพันธมิตรเรื่องเห็ดไว้ก่อนนะครับ ขอกลับไปสร้างบ้านก่อนเพราะอาจารย์กำลังจ้องอยู่ครับ แต่หากมีประเด็นคำถามเข้ามาจะได้มาเล่าสู่กันฟังใหม่ครับ

จากที่ผมได้ลองสืบค้นข้อมูลเรื่องเกษตรกรรมแบบประณีต ทำให้ผมเกิดข้อสงสัยมากมายว่าการพัฒนาเรื่องเกษตรกรรมแบบประณีตว่าทำไมขยายตัวได้ค่อนข้างช้า เพราะเท่าที่มีการทำมาก็ใช้เวลาในการดำเนินการร่วม 10 ปีแล้ว โดยนับจากท่าน ศ.ดร.เสน่ห์ จามริก ได้ร่วมประชุมเป็นครั้งแรกที่สวนป่าครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปี 2538 แล้วก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ครั้นต่อมาท่านนายแพทย์ อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ได้ดำเนินการสานฝันเพื่อให้เป็นจริงจนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ แต่ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมชัดเจนเท่าที่ควร ผมจึงมีข้อสงสัยดังนี้ครับ

1. เกษตรกรขาดความรู้ในเรื่องของการทำเกษตรกรรมแบบประณีตใช่หรือไม่

2. เกษตรกรรมแบบประณีตทำยากหรือ ? จึงมีคนทำน้อย

3. ทำเกษตรกรรมแบบประณีต ทำแล้วไม่เพียงพอต่อการบริโภค และค่าใช้จ่ายในครัวเรือนใช่หรือไม่จึงไม่มีใครทำ หรือทำน้อย

4. ทำไมปราชญ์ชาวบ้านไม่เพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันนับวันจะลดลง

เอาแค่ 4 คำถามก่อนนะครับ เพราะอาทิตย์หน้าผมจะไปขอนแก่นและสอบถามท่านคุณหมออภิสิทธิ์ โดยตรงแล้วจะมาเล่าให้ฟังครับ

ก่อนที่จะขอคำตอบจากท่านผู้รู้ ผมขออนุญาตลองคิดดังๆ และตอบคำถามตัวเองดูนะครับว่าด้วยเหตุผลนี้หรือไม่ เพื่อท่านจะได้ให้แนวทาง และเติมเต็มต่อไปครับ

ตอบข้อที่ 1 ผมคิดว่าพี่น้องเกษตรกรทุกคนมีความรู้ในเรื่องของการทำเกษตรอยู่ในตัวทุกท่านอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดการในเรื่องดิน น้ำ แสง และการเลือกกิจกรรมพืช และสัตว์ แต่ผมคิดว่าพี่น้องเกษตรกรขาดการคิดเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบในการแก้ปัญหา จึงทำให้ไม่สามารถแก้ไขกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบริบทของตนได้ อีกทั้งไม่ได้มีการรวบรวมเป็นชุดความรู้ที่ตนเองเคยทำสำเร็จเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับตนเองต่อไป และคิดว่าชุดความรู้ของคนอื่นที่เป็นตำราวิชาการซึ่งเขียนโดยผู้มีคุณวุฒิ หรือนักส่งเสริมทั้งหลายดีกว่าของตน จึงนำไปใช้โดยไม่ได้ปรับให้เข้ากับบริบทของตนเอง สุดท้ายก็แก้ไขปัญหาไม่ได้เช่นเคย อีกทั้งไม่ค่อยได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนอื่นจึงเกิดความท้อ และไม่ได้ดำเนินการต่อ

ตอบข้อที่ 2 ผมคิดว่าทำไม่ยาก เพราะเรื่องของการปลูกการฝังเป็นเรื่องที่พี่น้องเกษตรกรมีความถนัดอยู่แล้ว แต่ที่ไม่ได้ผลคือไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร เกษตรกรยุคใหม่ใจร้อน ขาดความอดทน ทำอะไรต้องการเห็นผลเร็ว สุดท้ายจึงไม่ทำเกษตรกรรมแบบประณีต

ตอบข้อที่ 3 การทำเกษตรกรรมแบบประณีตในพื้นที่ 1 ไร่ ผมว่าสามารถเลี้ยงคนในครอบครัว 5 คนได้อย่างสบายๆ เพียงแต่ว่าเราจัดการความรู้ในเรื่องการผลิต และกิจกรรมอย่างไร ให้สมดุล และเกื้อกูลกันดังตัวอย่างที่ผมเคยได้นำเสนอไปบ้างแล้ว หรือเราอาจะเคยได้ยินทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกชะโอม 2 ไร่ส่งลูกเรียนเมืองนอกในภาคกลาง ขอเพียงว่าท่านมีความขยัน และเอาใจใส่เพียงใด ในขณะเดียวกันเกษตรกรรมแบบประณีตถือเป็นแปลงเรียนรู้ เป็นแบบฝึกหัดหากท่านมีพื้นที่มากก็สามารถขยายพื้นที่การผลิตออกไปได้ หากแต่ว่าเราใช้หลักของเกษตรกรรมแบบประณีตเข้าไปจัดการระบบการผลิต

ตอบข้อที่ 4 ผมคิดว่าอาจจะเพิ่มขึ้นนะครับ แต่ไม่ได้มีการนำเสนอ และไม่ได้ถูกจัดอยู่ในสารระบบ หากเป็นอย่างนี้จริงน่าจะได้มีการจัดทำเป็นฐานข้อมูลใหม่เพื่อจะได้มีผู้รู้ (ปราชญ์ชาวบ้าน) เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีสำหรับเกษตรกรที่ต้องการศึกษาหาความรู้ และสำหรับปราชญ์ชาวบ้านที่ลดลงนั้นเท่าที่ผมศึกษาจากข้อมูลและมีโอกาสได้รู้จักกับท่านเหล่านั้น พบว่าเป็นการลดลงด้วยเงื่อนไขทางสรีรวิทยา เนื่องจากคนที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ขึ้นไป และแถมอีกสักข้อนะครับ เป็นข้อที่ 5 แล้วจะทำอย่างไรให้คนมาทำเกษตรกรรมแบบประณีตมากขึ้น

ขอความกรุณาผู้รู้ทั้งหลายช่วยเติมเต็มให้ด้วยนะครับ และขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

สวัสดีครับ

อุทัย อันพิมพ์

13 มกราคม 2550