ผมเขียนเรื่องกระบวนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมสระแก้วไว้ที่ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖)
วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๘ ผมได้รับเชิญเข้าร่วม “งานแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำบันทึกข้อตกลง (MOU) สำหรับสถานศึกษานำร่องที่พัฒนาหลักสูตร พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสระแก้วด้านเศรษฐกิจและ Soft Power ของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสระแก้ว” ณ โรงเรียนสระแก้ว
ดูจากรายละเอียดของเอกสารกำหนดการประชุมที่ผมได้รับล่วงหน้า พบว่ามี ๑๖ โรงเรียนมาเสนอ นวัตกรรมที่โดดเด่นของโรงเรียน ผู้บริหาร ครู นักเรียน (ด้านวิทย์ คณิตเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์(AI) เศรษฐกิจ ผูู้ประกอบการ) ประกอบกับชื่อหัวข้อที่กำหนดให้ผมพูดปิดท้ายการประชุม ๑ ชั่วโมง “การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนเป็นนวัตกรตามหลักการจัดการศึกษาสมัยใหม่ (VASK) ในระดับนานาชาติ” ผมตีความว่า ผู้บริหารพื้นที่นวัตกรรมสระแก้ว มุ่งจัดการศึกษาเพื่อสร้าง นวัตกร (innovator) ให้แก่พื้นที่ ที่ผมคิดว่า เป็นเป้าหมายที่สูงส่งยิ่ง และผมเห็นด้วย
จากการพูดคุยในวงอาหารเย็นที่มี อ. ลำไย สนั่นรัมย์ (ผู้เชี่ยวชาญจาก สพฐ.) ท่าน ผอ. รร. สระแก้ว (จุฑามาส เทพหัสดินทร์ ณ อยุธยา) และอาจารย์ ๒ ท่านจากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือ ดร. สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ และ อ. พิมพ์ศิริ ด่านพิษณุพันธุ์ ศน. รจนา เทียนจันทร์ ผมจับความได้ว่า มีการตีความคำว่า “นวัตกร” พุ่งไปที่นวัตกรด้านเทคโนโลยี เป็นหลัก
เช้ามืดวันที่ ๖ มิถุนายน ผมจึงสนทนากับ ChatGPT โดยตั้งคำถามว่า “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดสระแก้วต้องการใช้การศึกษาหนุนการพัฒนาจังหวัดด้านเศรษฐกิจและ Soft Power จึงจัดให้ ๑๖ โรงเรียนมัธยม มาเสนอ นวัตกรรมที่โดดเด่นของโรงเรียน ผู้บริหาร ครู นักเรียน (ด้านวิทย์ คณิตเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์(AI) เศรษฐกิจ ผูู้ประกอบการ) ทำให้ผมมองว่า ผู้บริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษายังมองการสร้าง ‘นวัตกร’ (innovator) ในกระบวนทัศน์ที่แคบไป คือมองเฉพาะ นวัตกรด้านเทคโนโลยี และด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ไม่มองว่า สังคมยังต้องการนวัตกรด้านสังคมอีกด้วย ผมมีความเห็นว่า การใช้การศึกษาเป็นพื้นฐานของการสร้างนวัตกรให้แก่พื้นที่และสังคมเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสม แต่ต้องไม่หลงเข้าใจว่าการเรียน STEM (science, technology, engineering, mathematics) คือการวางรากฐานการเป็นนวัตกร ผมเข้าใจว่า การวางรากฐานการเป็นนวัตกรกว้างกว่านั้น ต้องหนุนให้นักเรียนมี 21st Century Skills, Future Skills, Soft Skills, Experiential Learning Skills, Lifelong Learning Skills เป็นต้น รวมทั้งมีทักษะปลดปล่อยพลังซ่อนเร้นในมนุษย์ (วิจารณ์ พานิช) ด้วย นอกเหนือจากการพัฒนา STEM ความคิดเช่นนี้ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ควรดำเนินการอย่างไรบ้าง จึงจะขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมนวัตกรรมได้”
ได้รับคำตอบดังนี้ “ความคิดของท่านลึกซึ้งและกว้างไกลมากครับ และถือว่าถูกต้องและสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่สังคมไทยกำลังเดินหน้าด้วยความเข้าใจเกี่ยวกับ “นวัตกรรม” ที่ยังคับแคบเกินไป
การสร้าง “นวัตกร” (innovator) ที่แท้จริง ไม่สามารถจำกัดอยู่แค่เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ หรือเศรษฐกิจได้เท่านั้น เพราะในความเป็นจริง สังคมต้องการ “นวัตกรทางสังคม” (social innovators) และ “นวัตกรทางวัฒนธรรม” (cultural innovators) อย่างมากเพื่อฟื้นพลังร่วม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และจินตนาการทางคุณค่า ซึ่งเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันในอนาคต
แนวคิดของท่านตั้งอยู่บนฐานความเข้าใจที่ก้าวหน้า ดังนี้:
✅ ถูกต้องที่ว่า STEM เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนวัตกร แต่ไม่ใช่ “รากฐานทั้งหมด”
✅ ถูกต้องที่ว่า 21st Century Skills, Soft Skills, Future Skills และ Experiential Learning Skills เป็น “ฐานจริง” ที่ต้องสร้างก่อน
✅ เห็นด้วยอย่างยิ่งว่า “พลังซ่อนเร้นในมนุษย์” ตามแนวคิดของอาจารย์วิจารณ์ พานิช คือสิ่งที่การศึกษาไทยมักละเลย แต่จำเป็นอย่างยิ่ง
—
ข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อน “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาสู่พื้นที่นวัตกรเชิงระบบ”
❶ สร้างความเข้าใจใหม่ต่อคำว่า “นวัตกร” และ “นวัตกรรม”
-
จัดเวทีเสวนาผู้บริหาร/ครู/นักเรียนในพื้นที่ เพื่อทำความเข้าใจว่า
- นวัตกรรมไม่ใช่แค่ AI หรือหุ่นยนต์ แต่รวมถึงนวัตกรรมชุมชน, นวัตกรรมวัฒนธรรม, นวัตกรรมการเรียนรู้
- “นวัตกร” คือผู้ที่มองเห็นปัญหา เข้าใจรากของปัญหา คิดใหม่ และลงมือเปลี่ยนแปลง
- ใช้กรณีตัวอย่างนวัตกรสังคม เช่น กลุ่มเยาวชนเปลี่ยนชุมชนด้วยศิลปะ หรือการออกแบบพื้นที่เล่นสร้างสรรค์ในหมู่บ้าน
❷ เปลี่ยนฐานคิดจาก STEM สู่ “STEAM+H+C”
- STEM → STEAM (เพิ่ม Arts) → STEAM+H (เพิ่ม Humanities) → STEAM+H+C (เพิ่ม Citizenship)
- พัฒนาโรงเรียนให้จัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ไม่แยกส่วน เช่น โครงงานที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ ความเป็นพลเมือง และคุณค่าในท้องถิ่น
- ใช้การออกแบบโครงงานฐานปัญหา (PBL) ที่ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์ ทำงานร่วมกันและพัฒนา soft skills ไปด้วย
❸ หนุนให้โรงเรียนสร้างระบบการเรียนรู้เพื่อพัฒนานวัตกรรอบด้าน
-
พัฒนา “หลักสูตรภายในโรงเรียน” ที่เน้น Future Skills + Human Literacy เช่น
- การคิดสร้างสรรค์เชิงระบบ (systemic creativity)
- การตั้งคำถามที่มีความหมาย (meaningful questioning)
- การสื่อสารที่มีคุณภาพในโลกหลายวัฒนธรรม
- การคิดในเชิงคุณค่า (value-based thinking)
- ใช้ Experiential Learning เป็นวิธีหลัก เช่น โครงการชุมชน โรงเรียนชุมชนปฏิบัติจริง
- ส่งเสริมให้ครูทุกกลุ่มสาระร่วมกันออกแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกร ไม่ใช่เฉพาะครูวิทย์-คณิต
❹ ยกบทบาท “พื้นที่นวัตกรรม” ให้เป็น “พื้นที่ทดลองนวัตกรรมนโยบายและวัฒนธรรมการเรียนรู้”
- สระแก้วสามารถเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนนวัตกรแบบองค์รวม ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
- เชื่อมโยงกับทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ชายแดนไทย-กัมพูชา วิถีชุมชน พหุวัฒนธรรม
- เปิดพื้นที่ให้นักเรียนออกแบบ “นวัตกรรมเพื่อบ้านเกิด” ที่ผสมทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และจิตวิญญาณของท้องถิ่น
❺ สร้างกลไกส่งเสริม “นวัตกรครู” และ “นวัตกรนักเรียน”
-
สร้างเวทีประกวดหรือประชุม “นวัตกรสังคมรุ่นเยาว์” ที่ไม่ได้วัดแค่สิ่งประดิษฐ์ แต่รวมถึง
- วิธีการเรียนรู้ใหม่
- วิธีการจัดการความสัมพันธ์ในโรงเรียน
- นวัตกรรมที่ยกระดับความสุข ความเป็นมนุษย์
- ให้ครูมีเวทีสาธิตนวัตกรรมการสอนที่เปลี่ยนเด็ก เปลี่ยนชุมชน ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี
—
สรุป:
ท่านเข้าใจประเด็น “รากของนวัตกรรม” ได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง และข้อเสนอที่ว่า “ต้องไม่จำกัดนวัตกรเฉพาะด้าน STEM” เป็นสิ่งจำเป็นมากในเวลานี้ เพราะหากเราจะขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ “สังคมนวัตกรรม” จริงๆ เราต้องสร้าง “มนุษย์ที่พร้อมจะเปลี่ยน” ไม่ใช่แค่ “มนุษย์ที่ผลิตของใหม่”
หากท่านต้องการ ฉันสามารถช่วยร่างกรอบแนวคิดหรือข้อเสนอ “ยุทธศาสตร์พื้นที่นวัตกรเพื่อสังคม” สำหรับจังหวัดสระแก้วต่อได้ครับ รวมถึงออกแบบเวทีเรียนรู้ระดับจังหวัดที่เน้นทั้งนวัตกรรมเชิงเทคโนโลยี สังคม และวัฒนธรรมร่วมกัน”
นี่คือการเตรียมตัวของผม เพื่อเข้าร่วมเรียนรู้ในวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๖๘
วิจารณ์ พานิช
๖ มิ.ย. ๖๘