กระแสการเดินทางไปเยือนแอนตาร์กติกา ดินแดนบริสุทธิ์แห่งสุดท้ายของโลก กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ในฤดูกาลปี ๒๕๖๖–๒๕๖๗ มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเกือบ ๑๒๕,๐๐๐ คน ตัวเลขนี้พุ่งพรวดขึ้นจากกลุ่มนักเดินทางไม่ถึง ๘,๐๐๐ คนเมื่อสามทศวรรษก่อน ล่าสุดมีงานวิจัยชิ้นใหม่ออกมาเตือนว่า หากไม่มีมาตรการคุ้มครองที่เข้มแข็งพอ ระบบนิเวศอันเปราะบางและเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่อาจเสียหายอย่างถาวร จากการหลั่งไหลเข้าไปของมนุษย์ (The Conversation)

สำหรับคนไทย ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะสะท้อนเทรนด์ ‘ท่องเที่ยวสุดขั้ว’ (Extreme Tourism) หรือทริปผจญภัยในธรรมชาติดิบ ที่กำลังมาแรงในกลุ่มนักเดินทางชาวไทยซึ่งมองหาประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ล่าสุดบริษัททัวร์ในไทยหลายแห่งก็เริ่มหันมาโปรโมตแพ็กเกจล่องเรือสำรวจทวีปน้ำแข็งแห่งนี้ การทำความเข้าใจผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างลึกซึ้งจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ในการประชุมสนธิสัญญาแอนตาร์กติกล่าสุดที่อิตาลี ซึ่งเป็นเวทีที่กลุ่มประเทศสมาชิกใช้ดูแลทวีปแห่งนี้ร่วมกันผ่านข้อตกลงระหว่างประเทศ ทีมนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์ขั้วโลกได้คาดการณ์อนาคตที่น่ากังวลว่า แม้จะประเมินแบบต่ำที่สุด จำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีอาจพุ่งไปถึง ๒๘๕,๐๐๐ คนภายในฤดูกาล ๒๕๗๖–๒๕๗๗ และในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หากความต้องการเดินทางหลังโควิด-๑๙ กลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง ตัวเลขอาจทะยานไปถึง ๔๕๐,๐๐๐ คนต่อปี

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางด้วยเรือสำรวจบริเวณคาบสมุทรแอนตาร์กติก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเดินทางลึกเข้าไปถึงเขตทะเลรอสส์หรือใจกลางทวีป แต่ที่น่าเป็นห่วงคือประมาณสองในสามได้ขึ้นไปเหยียบแผ่นดินโดยตรง ซึ่งสร้างผลกระทบสะสมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าดินที่ถูกบดอัดจนแน่น ทำลายพืชพันธุ์อย่างมอสและไลเคน การแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่อาจติดไปกับเสื้อผ้าและอุปกรณ์โดยไม่รู้ตัว รวมถึงการรบกวนอาณานิคมของสัตว์ที่กำลังขยายพันธุ์ เช่น แมวน้ำและนกทะเล แม้แต่เรือที่ลอยลำอยู่เฉย ๆ ก็ยังปล่อยมลพิษทั้งทางอากาศ ทางน้ำ และทางเสียง نอกจากนี้การทอดสมอยังอาจสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศใต้ท้องทะเล

หนึ่งในผลกระทบทางอ้อมที่ร้ายแรงที่สุดคือ ‘คาร์บอนฟุตพรินต์’ หรือรอยเท้าคาร์บอนมหาศาล โดยนักท่องเที่ยวแต่ละคนที่เดินทางด้วยเรือสำรวจแอนตาร์กติกาจะปล่อยคาร์บอนเฉลี่ยราว ๓.๒–๔.๑ ตันต่อคน ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนของคนทั่วไปคนหนึ่งตลอดทั้งปี การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้คือตัวการเร่งให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น ส่งผลโดยตรงให้ธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น กระทบต่อการดำรงชีวิตของเพนกวิน แมวน้ำ และพืชพันธุ์เฉพาะถิ่น แม้การท่องเที่ยวแอนตาร์กติกาจะคิดเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดของการปล่อยก๊าซทั้งหมด แต่นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่านี่คือการเร่งทำลายสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนด้วยมือของตัวเอง

แน่นอนว่าฝั่งผู้ประกอบการเรือสำราญและสมาคมผู้ประกอบการทัวร์แอนตาร์กติกา (IAATO) ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยเริ่มมีการนำเรือพลังงานไฮบริดและเชื้อเพลิงสะอาดมาใช้มากขึ้น และบางบริษัทเสนอทริปแบบ ‘คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์’ ผ่านการซื้อคาร์บอนชดเชย IAATO ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมลงครึ่งหนึ่งภายในปี ๒๕๙๓ แต่เป้าหมายนี้ยังถือว่าตามหลังเป้าหมายขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศอยู่พอสมควร

ข้อเสนอจากฝั่งนักวิจัยคือการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาใช้เพื่อจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว พร้อมกับสร้างรายได้เพื่อนำกลับมาอนุรักษ์ธรรมชาติ โมเดลที่น่าสนใจคือกรณีของภูฏานที่เก็บ ‘ค่าธรรมเนียมการพัฒนาที่ยั่งยืน’ จากนักท่องเที่ยวคืนละ ๑๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อม หรือเกาะลอร์ดโฮว์ของออสเตรเลียที่จำกัดโควตานักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวดเพื่อปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับแอนตาร์กติกา แนวทางที่เป็นไปได้คือการเก็บภาษีนักท่องเที่ยวโดยตรง หรือใช้ระบบซื้อขายโควตาการเดินทาง โดยทั้งหมดนี้ต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อกำหนด ‘ขีดความสามารถในการรองรับ’ (Carrying Capacity) ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ธรรมชาติถูกทำลายเกินกว่าจะฟื้นฟู

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ล้วนเจอกับความท้าทายครั้งใหญ่ เนื่องจากแอนตาร์กติกาเป็นดินแดนที่ไม่มีรัฐบาลกลางเป็นเจ้าของ การตัดสินใจทุกอย่างต้องผ่านความเห็นชอบร่วมกันของชาติสมาชิกภายใต้ระบบสนธิสัญญาแอนตาร์กติก ซึ่งมีกระบวนการที่ล่าช้าและมักมีเรื่องการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ IAATO เองก็เป็นเพียงองค์กรภาคสมัครใจที่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ กับสมาชิก นักวิจัยจึงมองว่าความหวังของแอนตาร์กติกาขึ้นอยู่กับการผสมผสานมาตรการทางการตลาด กฎระเบียบปฏิบัติที่รัดกุม และข้อบังคับระหว่างประเทศที่ต้องเดินหน้าอย่างจริงจังและเร่งด่วนกว่าที่เป็นอยู่

ในบริบทของไทย ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนบทเรียนสำคัญ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่กำลังวางแผนเดินทางไปขั้วโลกใต้ควรพิจารณาถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ ขณะที่บริษัททัวร์ไทยที่สนใจบุกตลาดนี้ สามารถนำโมเดลอย่างภูฏานมาปรับใช้ หรือเลือกเสนอขายแพ็กเกจที่ชดเชยคาร์บอนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ภาคเอกชนไทยควรมีบทบาทในการผลักดันและเรียกร้องมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดจากพันธมิตรธุรกิจเรือสำราญในต่างประเทศ โดยอาจร้องขอใบรับรองจากองค์กรอิสระที่น่าเชื่อถือในทุกขั้นตอน

บทเรียนจากในประเทศเองก็มีให้เห็น เช่น การตัดสินใจปิดอ่าวมาหยาที่เกาะพีพี หรือการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามาตรการกำหนดเพดานผู้มาเยือน การเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการบำรุงรักษา และการออกใบอนุญาตผู้ประกอบการที่เข้มงวด ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ แต่ยังสร้างผลประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับการท่องเที่ยวในระยะยาว (Bangkok Post)

แต่โจทย์ที่ยากที่สุดของแอนตาร์กติกาก็คือการไร้ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจเด็ดขาด และต้องอาศัยการจัดการร่วมกันของนานาชาติซึ่งมีความซับซ้อนสูง ตราบใดที่ยังไม่มีการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดโควตานักท่องเที่ยว การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม หรือมาตรฐานการปล่อยคาร์บอนที่เข้มข้น ดินแดนน้ำแข็งแห่งนี้ก็ยังคงเสี่ยงต่อการสูญเสียความงามอันเป็นเอกลักษณ์ไปตลอดกาล

มองไปข้างหน้า งานวิจัยชี้ว่าทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งรัฐบาล ผู้ประกอบการ และตัวนักท่องเที่ยวเอง ในการใช้มาตรการควบคุมควบคู่ไปกับแรงจูงใจทางการตลาด สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยและบริษัททัวร์เองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการเลือกแพ็กเกจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สอบถามถึงความโปร่งใสของผู้ให้บริการ และชดเชยคาร์บอนฟุตพรินต์จากการเดินทาง ที่สำคัญ อาจถึงเวลาที่ต้องถามตัวเองว่า ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตนั้นคุ้มค่าหรือไม่ หากต้องแลกมากับการทำลายสมบัติของโลกชิ้นสุดท้ายนี้ การชะลอหรือแม้กระทั่งล้มเลิกแผนการเดินทาง อาจเป็นทางเลือกที่แสดงความรับผิดชอบได้ดีที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว แม้แอนตาร์กติกาจะกลายเป็นจุดหมายในฝันของใครหลายคน ทั้งชาวไทยและทั่วโลก แต่ทุกคนก็มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการปกป้องไม่ให้ดินแดนแห่งนี้ถูก ‘รักจนตาย’ หลักคิดเรื่องความสมดุลและความยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญ ควรถูกนำมาปรับใช้กับการท่องเที่ยวในทุกที่ไม่เว้นแม้แต่ดินแดนที่ห่างไกลที่สุด

ดังนั้น สำหรับคนไทยที่ฝันอยากไปเยือน หรือผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ หัวใจสำคัญคือการตั้งคำถามถึงมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้จัดทัวร์ ร่วมเรียกร้องให้มีกติกาสากลที่เข้มแข็ง และชั่งน้ำหนักในใจให้ดีว่า ประสบการณ์ที่อาจมีเพียงครั้งเดียวในชีวิตนั้น คุ้มแล้วหรือกับความเสี่ยงที่จะทำให้ดินแดนบริสุทธิ์แห่งสุดท้ายของโลกต้องบอบช้ำ

แหล่งข้อมูล: The Conversation, Bangkok Post, IAATO.