เกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นที่เคยเป็นภาพจำของความสงบงดงาม วัดวาอารามเก่าแก่ และวิถีชีวิตอันเรียบง่าย กำลังเผชิญกับวิกฤตนักท่องเที่ยวล้นทะลักจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งสูงทุบสถิติ หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า การตามหา “ความเป็นญี่ปุ่นที่แท้จริง” กำลังเปลี่ยนให้เกียวโตกลายเป็นแค่ฉากถ่ายรูปสวยๆ หรือไม่ และเรื่องนี้กำลังส่งสัญญาณเตือนอะไรมาถึงเมืองท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

ภาพความเปลี่ยนแปลงของเกียวโตสะท้อนยุคสมัยที่การเดินทางกลายเป็นเรื่องง่ายดายและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน จากที่เคยขึ้นชื่อเรื่องย่านเกอิชาอันลึกลับ ตรอกซอยที่เงียบสงัด และสวนเซนที่ปกคลุมด้วยมอสสีเขียว วันนี้เกียวโตต้องแบกรับความนิยมที่มาพร้อมรายได้มหาศาล รายงานจาก nymag.com เผยว่า ในปี 2567 เกียวโตต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 37 ล้านคน พุ่งขึ้นจากราว 6 ล้านคนในปี 2554 และยังโตต่อเนื่องอีกกว่า 25% ในปีนี้ ปัจจัยหลักมาจากอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย ค่าเงินเยนที่อ่อนตัว และเทคโนโลยีที่ช่วยให้การเดินทางสะดวกขึ้น แต่ผลกระทบที่ตามมาก็ชัดเจนเช่นกัน ถนนสายหลักแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวที่จ้องจะเก็บภาพ ส่วนวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนท้องถิ่นก็ถูกกลืนหายไปกับกระแสโลก

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกับคนไทย?

การท่องเที่ยวเป็นเหมือนดาบสองคมสำหรับหลายประเทศในเอเชีย สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะในปี 2562 เราเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 40 ล้านคน (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) และในปีนี้ภาครัฐก็ตั้งเป้าหมายที่จะกลับไปสู่จุดสูงสุดนั้นอีกครั้งหลังวิกฤตโควิดคลี่คลาย กรณีศึกษาจากเกียวโตจึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต รวมถึงเมืองมรดกโลกและเมืองเก่าต่างๆ ของไทย ต้องกลับมาขบคิดอย่างจริงจังถึงสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับผลกระทบทางวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

ผลกระทบจากภาวะนักท่องเที่ยวล้นเมืองในเกียวโต

บทความดังกล่าวได้รวบรวมประสบการณ์ตรงที่สะท้อนให้เห็นว่าย่านประวัติศาสตร์อย่างกิออนแทบจะกลายเป็นฉากถ่ายรูปของนักท่องเที่ยวในชุดกิโมโนเช่า หลายคนถึงกับเผลอเดินเข้าไปในบ้านของคนท้องถิ่นเพียงเพราะต้องการตามหาสิ่งที่เรียกว่า “ต้นตำรับ” ขณะที่เหล่าเกอิชาถูกนักท่องเที่ยวรุมล้อมพร้อมโทรศัพท์มือถือเพื่อถ่ายรูปไม่หยุดหย่อน จนทางการต้องติดป้ายเตือนและสื่อสารหลากหลายภาษาเพื่อขอความร่วมมือให้รักษามารยาท ฝูงชนที่หนาแน่นตลอดเวลาไม่เพียงสร้างความรำคาญ แต่ยังเปลี่ยนบรรยากาศของเมืองไปโดยสิ้นเชิง ศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ที่เคยเป็นสถานปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนที่เบียดเสียดแย่งกันหามุมถ่ายภาพ จนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับความสงบอีกต่อไป

สถิติต่างๆ ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือปัญหาระดับโลก ก่อนการระบาดของโควิด-19 จำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 60% ปัจจุบันมีนักเดินทางข้ามพรมแดนกว่า 1,400 ล้านคนต่อปี และ 80% ของนักเดินทางกลุ่มนี้กระจุกตัวอยู่ในจุดหมายปลายทางเพียง 10% เท่านั้น เช่นเดียวกับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยอย่างอ่าวมาหยา หรือศาลท้าวมหาพรหมที่แยกราชประสงค์ (องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ) ผลที่ตามมาคือการลุกฮือประท้วงในหลายเมืองของยุโรป และความอึดอัดที่เริ่มก่อตัวขึ้นในเอเชีย สำหรับเกียวโตซึ่งมีประชากรคงที่ราว 1.4 ล้านคนมาตั้งแต่ปี 2518 กลับต้องรองรับผู้มาเยือนที่เดินทางด้วยรถไฟชินคันเซ็นถึงวันละ 150,000 คน ทำให้ความหนาแน่นของนักท่องเที่ยวแซงหน้าปารีสหรือบาร์เซโลนาไปแล้ว

เมื่อเมืองต้องปรับตัวเพื่อรองรับฝูงชน

ผู้ประกอบการทั้งในและต่างชาติได้เข้ามาปรับเปลี่ยนบ้านโบราณที่เรียกว่า “มาชิยะ” ให้กลายเป็นโรงแรมบูติก ร้านกาแฟ หรือร้านค้าดีไซน์เก๋ๆ จำนวนมาก ส่งผลให้ธุรกิจดั้งเดิมของคนท้องถิ่นค่อยๆ เลือนหายไป ตลาดนิชิกิที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของเกียวโต” กลับกลายร่างเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยร้านขนมชาเขียวและบาร์สาเก ตรอกเล็กๆ ที่เคยคึกคักด้วยของสดและชาวบ้านที่มาจับจ่ายซื้อของ กลับถูกแบ่งเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจนระหว่างคนที่ต้องการหารายได้จากกระแสโลก และคนที่เลือกจะหลีกหนีความวุ่นวาย ชาวเกียวโตบางส่วนยอมรับชะตากรรม แต่ก็อดคิดถึงช่วงเวลาสงบสุขระหว่างการระบาดของโควิดไม่ได้ ซึ่งเป็นความสงบที่หายไปทันทีที่นักท่องเที่ยวกลับมา

จุดปะทะทางวัฒนธรรมระหว่างคนท้องถิ่นกับความคาดหวังของนักท่องเที่ยวเริ่มเด่นชัดขึ้น โดยเฉพาะใน “เรียวกัง” หรือโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม ซึ่งบางแห่งมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติสูงถึง 90% แต่สิ่งที่ตามมาคือความไม่เข้าใจในวัฒนธรรม อาหารชุด “ไคเซกิ” ที่ต้องใช้ความพิถีพิถันและเวลาในการละเลียดชิม มักถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีใครแตะต้อง ขณะที่เชฟเจ้าของร้านอาหารและร้านเหล้า “อิซากายะ” บางแห่งถึงกับต้องปฏิเสธลูกค้านักท่องเที่ยว หลังจากร้านของตนกลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย

ความย้อนแย้งที่ไม่ต่างจากประเทศไทย

ประเทศไทยเองก็กำลังเผชิญกับความย้อนแย้งที่ไม่ต่างกัน ระหว่างการนำเสนอเสน่ห์และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม กับการปกป้องมรดกเหล่านั้นจากนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาล ตัวอย่างเช่น เมืองเก่าเชียงใหม่ที่เคยเงียบสงบและเต็มไปด้วยวัดวาอาราม ก็ต้องรับมือกับกระแสคาเฟ่สุดชิคและแบรนด์ต่างชาติที่เข้ามาตามเทรนด์ไวรัล ขณะที่อ่าวมาหยา จุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยวจากภาพยนตร์เรื่อง “The Beach” ก็เคยต้องปิดฟื้นฟูเป็นเวลานานจากปัญหาสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมอย่างหนัก (Bangkok Post)

ผู้เชี่ยวชาญชี้ทางออกคือการสร้างสมดุล

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมีหลากหลายแนวทาง นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยกับมาตรการขั้นเด็ดขาดแบบยุโรป เช่น การประท้วงหรือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด แต่เลือกที่จะใช้วิธีค่อยเป็นค่อยไป เช่น การเพิ่มป้ายเตือน จัดระเบียบการจราจร หรือจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นครั้งคราว ในขณะที่นักอนุรักษ์มองว่าปัญหานี้ “เกินเยียวยาแล้ว” และมาตรการที่เข้มข้นขึ้น เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมเข้าพื้นที่ ระบบจองล่วงหน้า หรือการจำกัดโควต้านักท่องเที่ยวต่อวัน อาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ “แม้จะดูไม่ยุติธรรม แต่เราต้องยอมรับว่ามันถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว” นักอนุรักษ์วัฒนธรรมท่านหนึ่งกล่าวกับ New York Magazine

ธุรกิจหลายแห่งในเกียวโตเริ่มปรับตัว เช่น การเปลี่ยนกิจกรรมทางวัฒนธรรมบางอย่างให้จองผ่านระบบออนไลน์ หรือการทำการตลาดเทศกาลต่างๆ ให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติโดยเฉพาะ แต่แนวคิดที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้” หรือที่เรียกว่า “โชกะไน” ก็มาพร้อมกับความรู้สึกโหยหาอดีตเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่เมืองต้องปรับตัว เอกลักษณ์ของเกียวโตก็ยิ่งจางหายไป ร้านน้ำชาเล็กๆ หรืออิซากายะลับๆ ที่เคยเป็นที่พักใจของคนท้องถิ่น กลับกลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยมเพียงชั่วข้ามคืนหลังถูกเปิดโปงในโลกออนไลน์

ไทยจะเรียนรู้อะไรจากบทเรียนของเกียวโต

สำหรับคนไทย ภาพสะท้อนนี้ชัดเจนอย่างยิ่ง หลายคนยังจดจำได้ดีว่าในช่วงโควิด-19 อ่าวมาหยากลับมามีน้ำทะเลสีฟ้าคราม ถนนราชดำเนินมีความสงบ หรือการเดินเที่ยวในเมืองเก่าเชียงใหม่นั้นผ่อนคลายเพียงใด เมื่อประเทศกลับมาเปิดอีกครั้งและภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยก็คือ เราจะดึงศักยภาพทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวมาใช้ โดยไม่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของเมืองไปได้อย่างไร

บทเรียนสำคัญจากเกียวโตคือ “ต้องจัดการ ไม่ใช่แค่ทำการตลาด” เมืองท่องเที่ยวของไทยควรพิจารณามาตรการเชิงรุก ดังนี้

  • จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวัน ในพื้นที่เปราะบางหรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น โมเดลการเปิดอ่าวมาหยาอีกครั้งด้วยระบบจองล่วงหน้า (BBC)
  • สื่อสารมารยาททางวัฒนธรรม กับนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจนผ่านสื่อหลายภาษา เหมือนกับป้ายเตือนในย่านกิออน
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการกำหนดนโยบายและแบ่งปันผลประโยชน์ เพื่อรักษาอัตลักษณ์และความเข้มแข็งของท้องถิ่น
  • จัดสรรรายได้จากการท่องเที่ยว เพื่อกลับไปบำรุงรักษาสถานที่ ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และเยียวยาผลกระทบที่ชุมชนได้รับ
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง หรือการเดินทางนอกฤดูท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้และลดแรงกดดันในพื้นที่ยอดนิยม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เราไม่ควรฝากความหวังไว้กับแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มที่จัดอันดับ “10 ที่ห้ามพลาด” เพราะนั่นคือตัวเร่งให้เกิดภาวะนักท่องเที่ยวล้นทะลัก แต่ควรส่งเสริมแนวคิด “เที่ยวช้าๆ สัมผัสวิถีชีวิต” ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมแบบไทยๆ เพื่อสร้างความยั่งยืน โมเดลการท่องเที่ยวโดยชุมชน (CBT) ที่ประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่ของไทย อาจเป็นทางออกที่ช่วยให้นักเดินทางได้รับประสบการณ์ที่แท้จริง ในขณะที่รายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นโดยตรง (สมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย) แต่สิ่งนี้ต้องการความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกฝ่าย

โจทย์ที่เกียวโตทิ้งไว้ให้ คือความท้าทายที่ต้องการความกล้าหาญจากผู้กำหนดนโยบายของไทย เพราะตราบใดที่ผู้คนทั่วโลกยังคงโหยหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่และ “เป็นของแท้” การขีดเส้นและกล้าที่จะพูดว่า “พอแล้ว” อาจจำเป็นกว่าการรอแก้ปัญหาด้วยการติดป้ายเตือน เพราะเมื่อบ้าน ตลาด และถนนถูกคลื่นมหาชนกลืนกินไปแล้ว ป้ายบอกมารยาทเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

สำหรับคนไทย ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ภาครัฐ หรือคนในพื้นที่ บทเรียนนี้ชัดเจนว่า เราควรต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยหัวใจ แต่ต้องไม่ยอมแลกทุกอย่างไปกับการเติบโต เราต้องร่วมกันผลักดันนโยบายที่ให้คุณค่ากับวัฒนธรรม ความสุขของชุมชน และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝัน โดยไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง และสำหรับนักเดินทางทุกคน ไม่ว่าจะไปที่ญี่ปุ่น ไทย หรือที่ใดในโลก การเคารพเจ้าบ้านคือส่วนสำคัญที่สุดของประสบการณ์การเดินทางที่แท้จริงเสมอ

อ่านบทความต้นฉบับจาก New York Magazine “How Kyoto, Japan Became the World’s Loveliest Tourist Trap” ข้อมูลสถิติจาก unwto.org ข่าวสารการท่องเที่ยวไทยจาก bangkokpost.com และแนวปฏิบัติท่องเที่ยวยั่งยืนในไทยจาก teata.or.th