วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เป็นอีกวันทรหดสำหรับคนแก่อายุ ๘๒   ออกจากบ้าน ๕.๐๐ น.  กลับถึงบ้าน ๒๒.๑๕ น.   ได้เรียนรู้จาก ศน. สองท่านทั้งขาไปและขากลับว่าวงการศึกษาไทยเป็นอย่างไรในมิติพฤติกรรมเชิงลึกของคนในระบบ    และได้เข้าร่วม “งานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "SAKAEO INNOVATION SANDBOX" สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2567 ณ ห้องประชุมศานิตย์ นาคสุขศรี ชั้น 2 อาคาร ศ.ดร.สุชาติ อุปถัมภ์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว”  ที่ทราบภายหลังว่า ใช้เงินโครงการ TSQM-A ที่ได้รับจาก กสศ. ในการจัด    ผมได้เรียนรู้เกินคุ้มเหนื่อย 

ได้ทำความเข้าใจในภาคปฏิบัติของเป้าหมายที่แตกต่างกันระหว่าง “เป้าหมายเชิงคุณค่า” กับ “เป้าหมาย KPI”    ที่คนในราชการมักตกหลุมพราง   เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศของเราติดหล่มรายได้ปานกลาง   

ได้เรียนรู้พลังของการตั้งคำถาม    ทั้งจากการเตรียมประเด็นไปนำเสนอต่อที่ประชุม    และทั้งจากการตั้งคำถามของ ศน. รจนา เทียนจันทร์  ตลอดทางของการเดินทางกลับ ๓ ๑/๒ ชั่วโมง    ว่าการตั้งคำถามเป็นการสะท้อนความคิดของคน   เป็นความคิดที่สะท้อนค่านิยมที่อยู่เบื้องหลังของผู้นั้น    ทำให้ผมมีความสุข ที่ได้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยมีบุคลากรที่ทรงคุณภาพ นำโดยพลังของอุดมการณ์      

ได้เรียนรู้ข้อจำกัดของระบบการศึกษาไทย    ที่ถูกกระทำโดยวัฒนธรรมอำนาจ ความสัมพันธ์แนวดิ่ง    ที่หล่อหลอมให้บุคลากรเอาใจใส่สถานะภายนอก    ไม่สนใจอุดมการณ์ภายใน   ที่จะทุ่มเททำงานเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น และเพื่อส่วนรวมคือสังคมและบ้านเมือง    ทำให้คนเก่งๆ เหล่านี้ขาดพลังขับดันจากภายใน    เพราะมัวไปสนใจในเรื่องที่ผมมองว่า “ไร้สาระ”    เช่น ใครนั่งแถวหน้า    ใครได้รับโอกาสนำเสนอ    

เมื่อผมบอก ศน. รจนาว่า ผมตีความพฤติกรรมเหล่านั้นว่า สะท้อนความไม่มั่นใจในตนเอง จึงต้องเกาะที่นั่ง หรือการยกย่องจากคนอื่น   ดูเธอจะเข้าใจ    แต่ผมก็ไม่มั่นใจว่าผมตีความถูกต้อง    โดยผมสนุกและขอบคุณที่ได้มีโอกาสเรียนรู้และตีความพฤติกรรมทางสังคมของผู้คน   

ตอนเดินทางขาไป ที่ ศน. นงค์นุช บุตรสนาม มานอนที่นนทบุรี เพื่อมารับผมที่บ้านตอนตีห้า    การสนทนาช่วยให้ผมได้รับรู้เรื่องราวเบื้องลึกของวงการศึกษา     เป็นบริบทที่ช่วยอธิบายว่า ทำไมคุณภาพการศึกษาไทยจึงตกต่ำ ได้เป็นอย่างดี   ช่วยยืนยันข้อมูลที่ผมได้รับมาจากแหล่งอื่น ว่าเป็นความจริง   ในช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมา วงการศึกษาไทยยังไม่ปลอดจากการเรียกค่า ... 

ด้านหลังห้องประชุม ผมเห็นโต๊ะธุรการลงชื่อในลักษณะเอกสารรับเงิน   เมื่อทราบรายละเอียดภายหลังจึงพอจะตีความได้ว่า ในการประชุมนี้   ผู้มาประชุมได้รับค่าเดินทาง (จากเงินสนับสนุนจาก กสศ.  ในโครงการ TSQM-A)   ทำให้ผมมีข้อสงสัยว่า หากไม่จ่ายค่าเดินทาง จะมีคนมาประชุมมากเช่นนี้ไหม   ผมสังเกตว่ามีผู้อำนวยการโรงเรียนบางท่านมาตอนครึ่งเวลาของช่วงเช้า แล้วหายตัวไป         

ผมไปเสนอต่อที่ประชุมว่า จะยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยได้ต้องเปลี่ยนขาด ๒ ด้าน    คือด้านเทคนิคกับด้านระบบ     

ด้านเทคนิค ต้องเปลี่ยนจากบอกสอน ให้จดจำ (เรียนรู้เชิงรับ)    ไปเป็นนักเรียนตั้งเป้าหมายของตนเอง และออกแบบการเรียนรู้ของตนเอง โดยครูทำหน้าที่พี่เลี้ยง (mentor)   โดยที่การเรียนรู้เชิงรุกที่เข้าใจและปฏิบัติกันอยู่เดิมยังไม่ใช่การเรียนรู้เชิงรุกที่แท้จริง     

ด้านระบบ   การศึกษาไทยต้องเปลี่ยนขาด (transform) ระบบ ที่เน้นการบังคับบัญชา หรือควบคุมสั่งการ อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   ไปเป็นระบบเอื้ออำนาจ (empowerment) ให้หน่วยปฏิบัติมีอิสระในการสร้างสรรค์ให้เหมาะสมต่อบริบทของตนเอง    คือมีอิสระควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ   หน่วยเหนือทำหน้าที่สนับสนุนให้บรรลุเป้าที่หน่วยปฏิบัติกำหนด   

ผมเสนอว่า transformation ทั้งสองส่วน    ไม่ใช่เรื่องที่จะบันดาลให้สำเร็จได้ภายใน ๑ ปีหรือ ๓ ปี   ต้องการการพัฒนาต่อเนื่องระยะยาว เป็นสิบปี    ที่ผมเชื่อว่าเราจะร่วมกันสร้างความสำเร็จให้แก่บ้านเมืองได้    แต่เสียดายว่า ตนเองจะไม่มีโอกาสร่วมฉลองความสำเร็จ    เพราะผมอายุ ๘๒ ปีแล้ว    

ชมการบรรยายของผมได้ที่ (๑)   (๒) 

วิจารณ์ พานิช

๑ มิ.ย. ๖๗