สตปัตตชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๙. สตปัตตชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๗๙)
ว่าด้วยมาณพเข้าใจผิดนกกระไน
(พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาแสดงแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)
[๘๕] นางสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวไปในป่าปรารถนาดี ประกาศให้รู้ในหนทาง มาณพเข้าใจว่าเป็นผู้ไม่ปรารถนาดี แต่เข้าใจนกกระไนผู้ไม่ปรารถนาดีว่าเป็นผู้ปรารถนาดี ฉันใด
[๘๖] บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อผู้หวังดีกล่าวสอน ก็ไม่รับคำสอน
[๘๗] อนึ่ง ชนเหล่าใดสรรเสริญบุคคลนั้น หรือยกย่องบุคคลนั้น เพราะความกลัว เขาย่อมเข้าใจบุคคลนั้นว่าเป็นมิตร เหมือนมาณพเข้าใจนกกระไน
สตปัตตชาดกที่ ๙ จบ
------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
สตปัตตชาดก
ว่าด้วย ความสำคัญผิด
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ชื่อว่าปัณฑกะและโลหิตกะ จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า บรรดาภิกษุฉัพพัคคีย์ทั้งหลาย พระฉัพพัคคีย์ ๒ รูป คือ พระเมตติยะและพระภุมมชกะ อาศัยนครราชคฤห์อยู่. พระฉัพพัคคีย์ ๒ รูป คือพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ เข้าไปอาศัยกิฏาคีรีวิหารอยู่. ส่วนพระฉัพพัคคีย์ ๒ รูปนี้ คือพระปัณฑกะและพระโลหิตกะ เข้าไปอาศัยนครสาวัตถีอยู่.
เธอทั้งสองนั้นรื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ระงับแล้วโดยชอบธรรม ซ้ำเป็นผู้สนับสนุนพวกภิกษุผู้เป็นเพื่อนเห็นและเพื่อนคบ กล่าวคำมีอาทิว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านใช่ว่าจะเลวกว่าภิกษุเหล่านี้โดยชาติ โคตร ศีลหรือวัตรเป็นต้นก็หามิได้ ถ้าท่านทั้งหลายสละการยึดถือของตนเสีย ภิกษุเหล่านี้ก็จักข่มขี่พวกท่านหนักขึ้น แล้วชักชวนไม่ให้ละวางการยึดถือ ด้วยเหตุนั้น ความหมายมั่นและการทะเลาะวิวาทจึงเป็นไปอยู่.
ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุนี้ แล้วรับสั่งให้เรียกพระปัณฑกะและพระโลหิตกะมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเธอรื้อฟื้นอธิกรณ์แม้ด้วยตนเอง ทั้งยังไม่ให้ภิกษุเหล่าอื่นปล่อยวางการยึดถือ จริงหรือ? เมื่อพระปัณฑกะและพระโลหิตกะทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น การกระทำของพวกเธอย่อมเป็นเหมือนการกระทำของนกกระไน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลหนึ่งในหมู่บ้านแคว้นกาสีแห่งหนึ่ง พอเจริญวัยแล้ว ไม่เลี้ยงชีวิตด้วยกสิกรรมและพาณิชกรรมเป็นต้น แต่รวบรวมพวกโจร ๕๐๐ เป็นหัวหน้าโจรเหล่านั้น กระทำโจรกรรม เช่นปล้นคนเดินทาง และตัดช่องย่องเบาเป็นต้นเลี้ยงชีวิต.
ในกาลนั้น มีกฎุมพีคนหนึ่งในเมืองพาราณสี ให้ทรัพย์พันกหาปณะแก่ชาวชนบทคนหนึ่งยืมไป แต่ยังไม่ได้เอากลับคืนมา ก็ตายเสียก่อน. ครั้นในกาลต่อมา ภรรยาของกฎุมพีนั้น ป่วยเป็นไข้ใกล้จะตาย จึงเรียกบุตรมาบอกว่า ดูก่อนพ่อ บิดาของเจ้าให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ชาวชนบทคนหนึ่งยืมไป ยังไม่ได้ให้นำคืนมาก็ตายเสียก่อน ถ้าแม้แม่จักตายไปเขาก็จักไม่ให้เจ้า ไปเถิดเจ้า เมื่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ เจ้าจงให้นำทรัพย์พันกหาปณะนั้นมาเก็บไว้. บุตรนั้นรับคำแล้วไปในที่นั้นได้กหาปณะมา.
ลำดับนั้น มารดาของเขาก็กระทำกาลกิริยาตายไป เพราะความรักบุตร จึงบังเกิดเป็นสุนัขจิ้งจอกโดยอุปปาติกะกำเนิดอยู่ ณ ที่ใกล้ทางมาของบุตรนั้น. ในกาลนั้น หัวหน้าโจรนั้น เมื่อจะปล้นคนเดินทาง จึงพร้อมด้วยบริวารยืนอยู่ใกล้หนทางนั้น.
ลำดับนั้น นางสุนัขจิ้งจอกนั้น เมื่อบุตรมาถึงปากดง จึงคุ้ยหนทางห้ามซ้ำๆ ซากๆ อันเป็นสัญญาณให้รู้ดังนี้ว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าอย่าเข้าดงเลย พวกโจรตั้งซุ่มอยู่ที่นั้น พวกมันจักฆ่าเจ้าแล้วยึดเอากหาปณะไป. บุตรนั้นไม่รู้เหตุการณ์อันนั้นคิดว่า นางสุนัขจิ้งจอกกาลกิณีตัวนี้มาขุดคุ้ยหนทางเรา จึงหยิบก้อนดินนั้นไล่มารดาให้หนีไป แล้วเดินทางไปยังดง.
ลำดับนั้น นกกระไนตัวหนึ่งบินบ่ายหน้าไปทางโจรร้องว่า บุรุษผู้นี้มีทรัพย์พันกหาปณะอยู่ในมือ พวกท่านจงฆ่าบุรุษผู้นี้แล้วยึดเอากหาปณะไว้. มาณพไม่รู้เหตุที่นกกระไนนั้นกระทำ จึงคิดว่า นกตัวนี้เป็นนกมงคล บัดนี้ ความสวัสดีจักมีแก่เรา จึงประคองอัญชลีกล่าวว่า ร้องเถอะนาย ร้องเถอะนาย.
พระโพธิสัตว์เป็นผู้รู้เสียงร้องของสัตว์ทั้งปวง เห็นกิริยาของสัตว์ทั้งสองนั้นแล้วจึงคิดว่า นางสุนัขจิ้งจอกนี้คงจะเป็นมารดาของบุรุษผู้นี้ ด้วยเหตุนั้นจึงห้ามปราม เพราะกลัวว่า พวกโจรจักฆ่าบุรุษผู้นี้แล้วยึดเอากหาปณะไป ส่วนนกกระไนนี้ คงจะเป็นศัตรู ด้วยเหตุนั้นมันจึงร้องบอกว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าบุรุษผู้นี้แล้วยึดเอากหาปณะ แต่บุรุษนี้ไม่รู้ความหมายนี้ คุกคามมารดาผู้ปรารถนาประโยชน์ให้หนีไป ประคองอัญชลีแก่นกกระไนผู้ใคร่ต่อความฉิบหาย ด้วยความเข้าใจว่า เป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่เรา โอหนอ บุรุษนี้เป็นคนเขลา
ก็การถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นแห่งพระโพธิสัตว์แม้ผู้เป็นมหาบุรุษอย่างนี้ ย่อมมีได้ด้วยอำนาจการถือปฏิสนธิอันไม่สม่ำเสมอ บางอาจารย์กล่าวว่า เพราะโทษแห่งดาวนักขัตฤกษ์ ดังนี้ก็มี.
มาณพเดินทางมาถึงระหว่างแดนแห่งพวกโจร พระโพธิสัตว์ให้จับมาณพนั้น แล้วถามว่า เจ้าเป็นชาวเมืองไหน?
มาณพกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองพาราณสี.
พระโพธิสัตว์ถามว่า เจ้าไปไหนมา?
มาณพกล่าวว่า ทรัพย์พันกหาปณะที่ควรจะได้ มีอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ไปที่หมู่บ้านนั้นมา.
พระโพธิสัตว์ถามว่า ก็ทรัพย์พันกหาปณะนั้น เจ้าได้มาแล้วหรือ?
มาณพกล่าวว่า ได้มาแล้วขอรับ.
พระโพธิสัตว์ถามว่า ใครส่งเจ้าไป?
มาณพกล่าวว่า นาย บิดาของข้าพเจ้าตายแล้ว ฝ่ายมารดาของข้าพเจ้าก็ป่วยไข้ มารดาสำคัญว่า เมื่อเราตายไป บุตรนี้จักไม่ได้ทรัพย์คืน จึงส่งข้าพเจ้าไป.
พระโพธิสัตว์ถามว่า บัดนี้ เจ้ารู้ความเป็นไปแห่งมารดาของเจ้าไหม?
มาณพกล่าวว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าไม่รู้.
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า มารดาของเจ้า เมื่อเจ้าออกมาแล้วก็ตาย เพราะความรักบุตรจึงเกิดเป็นนางสุนัขจิ้งจอก เป็นผู้กลัวภัยคือความตายของเจ้า จึงขุดคุ้ย ณ ที่สุดปลายทางห้ามเจ้าไว้ แต่เจ้าคุกคามนางสุนัขจิ้งจอกนั้นให้หนีไป ส่วนนกกระไนเป็นปัจจามิตรของเจ้า มันร้องบอกพวกเราว่า พวกท่านจงฆ่าบุรุษนี้แล้วยึดเอากหาปณะ เพราะเจ้าเป็นคนโง่เขลา เจ้าจึงสำคัญมารดาผู้ปรารถนาประโยชน์ว่าเป็นผู้ไม่ปรารถนาแก่เรา สำคัญนกกระไนผู้ปรารถนาความฉิบหายว่าเป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่เรา ชื่อว่าคุณความดีที่เจ้ากระทำแก่พวกเราไม่มี แต่มารดาของเจ้ามีพระคุณมากหลาย ถึงจะตายแล้วก็จริง เจ้าจงถือเอากหาปณะทั้งหลายไปเถิด แล้วปล่อยมาณพนั้นไป.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเอง จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
มาณพสำคัญนางสุนัขจิ้งจอก ซึ่งเที่ยวไปในป่า ผู้ปรารถนาประโยชน์ ผู้บอกให้ทราบด้วยอาการในระหว่างทางว่า เป็นผู้ปรารถนาความฉิบหาย และสำคัญนกกระไนผู้ใคร่ต่อความฉิบหายว่า เป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ฉันใด
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเป็นเช่นกับมาณพนั้นฉันนั้นเหมือนกัน อันชนทั้งหลายผู้ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูล กล่าวคำตักเตือน ย่อมรับเอาโดยไม่เคารพ.
อนึ่ง ชนเหล่าใด สรรเสริญบุคคลนั้นก็คือยกย่องบุคคลนั้น เพราะความกลัวก็ดี ก็มาสำคัญชนเหล่านั้นว่าเป็นมิตร เหมือนมาณพสำคัญนกกระไนว่าเป็นมิตรฉะนั้น.
เหมือนมาณพนั้น สำคัญนกกระไนผู้ใคร่ต่อความฉิบหายเท่านั้น ว่าเป็นผู้ใคร่ความเจริญ เพราะความที่ตนเป็นคนเขลา ส่วนบัณฑิตไม่ถือเอาคนหัวประจบ เห็นปานนั้นว่าเป็นมิตร ย่อมเว้นบุคคลนั้นเสียห่างไกลทีเดียว ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
บุคคลผู้มิใช่มิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ
มิตรผู้นำเอาไปส่วนเดียว คือคนปอกลอก ๑
มิตรมีวาจาเป็นเบื้องหน้า คือคนดีแต่พูด ๑
มิตรผู้กล่าวแต่คำคล้อยตาม คือคนหัวประจบ ๑
มิตรผู้เป็นเพื่อนในอบายทั้งหลาย คือคนที่ชักชวนในทางฉิบหาย ๑
บัณฑิตรู้แจ้งดังนี้แล้ว
พึงเว้นให้ห่างไกลเสมือนบุคคลละเว้นหนทางอันมีภัยเฉพาะหน้าฉะนั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ทรงประชุมชาดกว่า
หัวหน้าโจรให้กาลนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสตปัตตชาดกที่ ๙
-----------------------------------------------------