ในขณะที่ฮอลลีวูดกำลังปลุกปล้ำกับความล่าช้าของการผลิต แต่ท้องถิ่นกำลังสร้างหนังของตนเองในประเทศไทยและอินโดนีเซีย
ในสื่อสังคมแบบออนไลน์ ผู้ชมกำลังทิ้งกระดาษทิชชูรอบๆโรงหนัง ติ๊กต็อกที่เต็มไปด้วยน้ำตาจากประเทศไทย ทำให้คนฟิลิปปินส์ คนมาเลเซีย และคนสิงคโปร์กำลังแสดงให้เห็นถึงเพื่อนๆที่กำลังเดินออกจากโรงหนังและสะอื้นไปด้วย หนังที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย นั่นคือ “จะได้รับมรดกได้อย่างไรก่อนย่าจะเสีย” ทำให้ผู้ชมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลั่งน้ำตา ที่กำลังทุบทำลายสถิติการขายตอนนี้
หนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กมหาวิทยาลัยที่กำลังดูแลย่าที่ป่วยของเขา เพื่อหวังที่จะได้รับบ้านของย่าเป็นมรดก ได้รับเงินประมาณ 334 ล้านบาท และต่อมากลายมาเป็นหนังไทยที่รรับความสำเร็จที่สุดในมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย
หนังเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จอันล่าสุดที่สร้างในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะได้ทำให้ประทับใจผู้ชมทั้งภูมิภาคและทำให้กระแสอุตสาหกรรมหนังตื่นมาอีกครั้งหนึ่ง
Rance Pow กล่าวว่า “ทั้งโควิดและอุตสาหกรรมทำให้การผลิตของฮอลลีวูดหยุดชะงัก และทำให้หนังภูมิภาคและท้องถิ่นตื่นตัวอีกครั้งหนึ่ง”
Dr. Unaloam Chanrungmaneekul แห่งมหาวิยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า ความสำเร็จของไทยอันล่าสุด ไม่จำเป็นต้องขึน้กับงบประมาณการผลิตขนาดใหญ่ และไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วย แต่ความสำเร็จสะท้องถึงผู้ชม เพราะว่าผู้ชมมีที่มาจากวัฒนธรรมท้องถิ่น และประสบกับประเด็นทางสังคมที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งช่องว่างระหว่างรุ่นกันด้วย
หล่อนกล่าวว่า “พวกหนังนำเสนอส่วนผสมของสุขนาฏกรรม เรื่องชวนฝัน และประเด็นทางสังคม...พวกหนังยังแสดงฉากที่เสียดสีในเรื่องวัฒนธรรมไทย, การเมือง, ความเชื่อ, และการท้าทายค่านิยมไทย”
“จะได้รับมรดกได้อย่างไรก่อนย่าจะเสีย” แสดงให้เห็นถึงพลวัตรในหมู่ครอบครัวจากจีนในประเทศไทย: นั่นคือ การปฏิบัติแบบไม่เท่าเทียมกันระหว่างลูกชายและลูกสาว, ความแตกต่างระหว่างคนรุ่นเดิมกับคนรุ่นใหม่, การเลือนหายไปของประเพณีและภาษา
Unaloam กล่าวว่า “นั่นคือเหตุที่ทำไมจึงทำให้หนังประสบความสำเร็จในอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, และประเทศอื่นๆ (ที่มีประชากรชาวจีน) อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม (ของหนัง) เป็นสิ่งที่มีความลึก และเห็นได้ชัดเจน”
Waritsara Panacharoesawad อายุ 30 ปี ที่ได้กล่าวถึงหลังจากดูหนังแล้ว เธอเป็นหนึ่งในบรรดาผู้เสียน้ำตาหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้
หล่อนเห็นถึงความคู่ขนานระหว่างหนังและประสบการณ์ในครอบครัวของเธอเอง ที่ย่าได้รับการดูแลโดยเธอและแม่ของเธอ มันเป็นหนังที่ชวนให้ระลึกถึงความหลัง ฉากบ้านของย่า เต็มไปด้วยสิ่งของ และความทรงจำถึงการได้นอนข้างๆย่าหรือพ่อแม่
Waritsara “หนังเหมือนมีคนกลาง เพื่อพูดถึงรุ่นก่อนและรุ่นใหม่”
หล่อนยังกล่าวเสริมว่า หนังยังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสังคมในประเทศไทย ฉากที่ญาติๆนำรองเท้าไปวางไว้เป็นคิวในโรงพยาบาลที่เหมือนไม่มีจุดจบ “หนังแสดงให้เห็นถึงสภาวะสวัสดิการทางการแพทย์ หากย่ารวยกว่านี้ ก็คงมีชีวิตรอดต่อไป”
แปลและเรียบเรียงจาก
Rebecca Ratcliffe. Golden age for south-east Asian cinema as local films break box office records.