โรมชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๗. โรมชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๗๗)
ว่าด้วยดาบสลวงนกพิราบโรมะ
(ดาบสโกงคิดจะลวงจับนกพิราบกิน จึงได้กล่าว ๒ คาถาว่า)
[๗๙] โรมกะ เราอยู่ในถ้ำศิลามา ๕๐ กว่าปี เมื่อก่อนนกทั้งหลายไม่หวาดระแวง ไว้ใจจึงบินมาเกาะที่มือเรา
[๘๐] วักกังคะ คราวนี้ทำไม นกเหล่านั้นจึงพยายามหนีไปอยู่ซอกเขาแห่งอื่น นกทั้งหลายไม่นับถือเราเหมือนเมื่อก่อนกระมัง หรือจากไปเสียนาน จึงจำเราไม่ได้ หรือนกพวกนี้มิใช่นกพวกนั้น
(นกพิราบโพธิสัตว์ได้ยินดังนั้น จึงกล่าวว่า)
[๘๑] พวกเราจำท่านได้ดี ไม่ลืมหรอก ท่านก็คือดาบสรูปนั้นแหละ พวกเราก็ไม่ใช่นกพวกอื่น แต่จิตของท่านประทุษร้ายในสัตว์เหล่านี้ ท่านอาชีวก เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงกลัวท่าน
โรมชาดกที่ ๗ จบ
-------------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
โรมชาดก
ว่าด้วย อาชีวกเจ้าเล่ห์
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภความพระเทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ส่วนเรื่องอดีตมีดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นนกพิราบ อันนกพิราบเป็นอันมากห้อมล้อม สำเร็จการอยู่ในถ้ำแห่งภูเขาในป่า. มีดาบสรูปหนึ่งเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยอาจาระมรรยาท เข้าไปอาศัยปัจจันตคามแห่งหนึ่ง สร้างอาศรมบทอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของนกพิราบเหล่านั้น สำเร็จการอยู่ในบรรพตคูหา. พระโพธิสัตว์มายังสำนักของดาบสในระหว่างๆ ไม่ขาด ฟังสิ่งที่ควรฟัง.
พระดาบสอยู่ในที่นั้นช้านานแล้วหลีกจากไป.
ครั้งนั้น ชฎิลโกงคนหนึ่งได้มาสำเร็จการอยู่ในบรรพตคูหานั้น ฝ่ายพระโพธิสัตว์อันนกพิราบทั้งหลายแวดล้อม เข้าไปหาชฎิลโกงนั้น ไหว้แล้วกระทำปฏิสันถาร เที่ยวไปในอาศรมบทหาเหยื่ออยู่ในที่ใกล้ซอกเขา ในเวลาเย็นจึงบินไปยังที่อยู่ของตน.
ดาบสโกงอยู่ในที่นั้นได้ ๕๐ กว่าปี.
ครั้นวันหนึ่ง ชาวบ้านปัจจันตคามได้ปรุงเนื้อนกพิราบถวายดาบสโกงนั้น ดาบสโกงนั้นติดใจด้วยตัณหาความอยากในรสแห่งเนื้อของนกพิราบนั้น จึงถามว่า นี่ชื่อว่าเนื้ออะไร ได้ฟังว่า เนื้อนกพิราบ จึงคิดว่านกพิราบจำนวนมากมายังอาศรมบทของเรา เราฆ่านกพิราบเหล่านั้นกินเนื้อจึงจะควร. ชฎิลโกงนั้นจึงนำเอาข้าวสาร เนยใส นมส้ม นมสดและพริกเป็นต้นมาเก็บไว้ส่วนข้างหนึ่ง เอาชายจีวรคลุมค้อนนั่งคอยดูพวกนกพิราบจะมาอยู่ที่ประตูบรรณศาลา.
พระโพธิสัตว์ห้อมล้อมด้วยนกพิราบบินมา เห็นกิริยาชั่วร้ายของชฎิลโกงนั้น จึงคิดว่า ดาบสชั่วร้ายนี้นั่งด้วยอาการอย่างหนึ่งผิดสังเกต ชะรอยจะได้กินเนื้อสัตว์ผู้มีชาติเสมอกับเราบ้างแล้วกระมัง เราจักกำหนดจับดาบสโกงนั้น จึงยืนอยู่ในที่ใต้ลมสูดดมกลิ่นตัวของดาบสนั้น รู้ได้ว่า ดาบสนี้ประสงค์จะฆ่าพวกเรากินเนื้อ ไม่ควรไปยังสำนักของดาบสนั้น แล้วพานกพิราบทั้งหลายถอยกลับออกมา.
ดาบสเห็นนกพิราบนั้นไม่มาจึงคิดว่า เราควรกล่าวมธุรกถาถ้อยคำอันไพเราะกับนกพิราบเหล่านั้น แล้วฆ่านกพิราบที่เข้าไปใกล้ด้วยความคุ้นเคยแล้วกินเนื้อ.
จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาเบื้องต้นว่า :-
ดูก่อนปักษีผู้มีขนปีก เราอยู่ในถ้ำแห่งภูเขาศิลามากว่า ๕๐ ปี นกพิราบทั้งหลายก็มิได้รังเกียจ มีจิตเยือกเย็นอย่างยิ่ง ย่อมพากันมาสู่บ่วงมือของเราในกาลก่อน.
ดูก่อนท่านผู้มีอวัยวะคด บัดนี้ นกพิราบเหล่านั้นคงจะเห็นเหตุอะไรกระมัง จึงเป็นผู้ขวนขวายพากันไปเสพอาศัยซอกเขาอื่น ย่อมไม่สำคัญเราเหมือนเมื่อก่อนหนอ หรือว่านกเหล่านี้พลัดพรากไปนานจึงจำเราไม่ได้ หรือนกเหล่านั้นไม่ใช่นกเหล่านี้จึงไม่เข้าใกล้เรา.
พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงหันกลับมายืนกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
พวกเราเป็นผู้ไม่หลงใหล รู้อยู่ว่าท่านก็คือท่านนั่นแหละ พวกเรานั้นก็ไม่ใช่นกพวกอื่น ก็แต่ว่าจิตของท่านคิดประทุษร้ายในชนนี้ ดูก่อนอาชีวก เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงหวาดกลัวท่าน.
ดาบสโกงคิดว่า นกเหล่านี้รู้จักเราแล้วจึงขว้างค้อนไป แต่ผิดจึงกล่าวว่า จงไปเถิด นกผู้เจริญ เราเป็นผู้ผิดเสียแล้ว.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะดาบสโกงนั้นว่า เบื้องต้น ท่านผิดเราก่อน แต่ท่านจะไม่ผิดพลาดอบายทั้ง ๔ ถ้าท่านจักอยู่ในที่นี้ต่อไป เราจักบอกชาวบ้านว่า ดาบสนี้เป็นโจร แล้วให้มาจับท่านไป ท่านจงรีบหนีไปเสีย.
ครั้นคุกคามดาบสนั้นแล้วก็หลีกไป ฝ่ายชฏิลโกงไม่อาจอยู่ในที่นั้น ได้ไปที่อื่น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ๔ แล้วทรงประชุมชาดกว่า
ดาบสโกงในครั้งนั้น ได้เป็น เทวทัต ในบัดนี้
ดาบสผู้มีศีลรูปก่อนในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร ในบัดนี้
ส่วนหัวหน้านกพิราบในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาโรมชาดกที่ ๗
-----------------------------------------------------