ข้อมูลสถิติการเกิดชุดล่าสุดตอกย้ำความจริงที่หลายคนอาจคุ้นเคยดีว่า ปลายเดือนกันยายนคือช่วงเวลาที่ผู้คนลืมตาดูโลกมากที่สุด ปรากฏการณ์ที่วันเกิดของเรามักจะตรงกับเพื่อนร่วมชั้นหรือเพื่อนร่วมงานหลายคนนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของการวางแผนครอบครัว กระแสสังคม หรือแม้กระทั่งสภาพอากาศ ที่ล้วนเข้ามามีบทบาทในการกำหนดปฏิทินชีวิตของผู้คน
สำหรับคนไทย การทำความเข้าใจแนวโน้มนี้ไม่ได้เป็นเพียงเกร็ดความรู้สนุกๆ แต่ยังเชื่อมโยงกับเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา การตัดสินใจทางเศรษฐกิจ และความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามมงคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญทั้งในสังคมตะวันตกอย่างสหราชอาณาจักรและอาจส่งผลกระทบถึงสังคมไทยเช่นกัน การตัดสินใจของพ่อแม่ว่าจะให้ลูกเกิดช่วงไหนจึงมีรากฐานมาจากทั้งประเพณีและความจำเป็นในชีวิตประจำวัน
กันยายน: เดือนแห่งการเกิดที่คึกคักที่สุดของปี
หัวใจสำคัญของเรื่องนี้มาจากข้อมูลสถิติของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งชี้ชัดว่าช่วงปลายเดือนกันยายน โดยเฉพาะวันที่ ๒๖, ๒๘ และ ๒๙ คือวันที่มีคนเกิดหนาแน่นเป็นพิเศษ ข้อมูลที่เปิดเผยภายใต้กฎหมายสิทธิการเข้าถึงข้อมูลระบุว่า ช่วงเวลาการเกิดนี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากทั้งกลยุทธ์ของพ่อแม่และพฤติกรรมทางสังคม โดยเฉพาะช่วงเทศกาลคริสต์มาสในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวที่ผู้คนได้ใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่ กลายเป็นจังหวะที่เอื้อต่อการตั้งครรภ์ ส่งผลให้มีทารกจำนวนมากคลอดในอีก ๙ เดือนถัดมาคือเดือนกันยายน ในเชิงชีววิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังชี้ว่าฤดูหนาวซึ่งมีช่วงกลางวันสั้น ส่งผลให้ฮอร์โมนเมลาโทนินและเทสโทสเตอโรนมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นความต้องการทางเพศและเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ได้ The Times
วางแผนเกิดเพื่อความได้เปรียบทางการศึกษา
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ปัจจัยทางชีววิทยา แต่ยังมีเรื่องการศึกษาและสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พ่อแม่ในสหราชอาณาจักรและอีกหลายประเทศเริ่มวางแผนให้ลูกเกิดในช่วงต้นปีการศึกษา เพื่อให้ลูกเป็น “พี่ใหญ่” ในห้องเรียน งานวิจัยจากสถาบันการคลัง (Institute for Fiscal Studies) พบว่าเด็กที่เกิดในฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน-พฤศจิกายน) มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำสูงกว่าเด็กที่เกิดช่วงฤดูร้อนถึง ๒๕% และมีแนวโน้มทำคะแนนสอบระดับมัธยมได้ดีกว่าราว ๖% เนื่องจากมีความพร้อมด้านวุฒิภาวะและอารมณ์มากกว่าเพื่อนร่วมชั้นที่อายุน้อยกว่า แนวคิดนี้สอดคล้องกับบริบทของไทยซึ่งมีการกำหนดเกณฑ์อายุสำหรับเข้าเรียนเช่นกัน ทำให้พ่อแม่ชาวไทยจำนวนไม่น้อยต้องขบคิดเรื่องช่วงเวลาเกิดของลูกไม่ต่างกัน IFS report
ปัจจัยเศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนทิศทาง
ทว่าในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพ่อแม่ในอังกฤษ พ่อแม่จำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาทางให้ลูกเกิดในช่วงเดือนสิงหาคม เพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กที่ยาวนานขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เด็กที่เกิดวันที่ ๑ กันยายน อาจต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับสถานรับเลี้ยงเด็กนานกว่าเด็กที่เกิดวันที่ ๓๑ สิงหาคม เพียงวันเดียว ซึ่งอาจคิดเป็นเงินส่วนต่างสูงถึง ๑๓,๙๐๐ ปอนด์ต่อปี ตามข้อมูลวิเคราะห์โดยสำนักงานวิเคราะห์การเงิน Creditfix บทเรียนนี้สามารถเชื่อมโยงกับสังคมไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาลมีราคาสูง รวมถึงนโยบายและแรงจูงใจในการทำงานของแม่ยุคใหม่
อิทธิพลของความเชื่อและธรรมเนียมในการกำหนดวันคลอด
อีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือเรื่องความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นในสหราชอาณาจักรหรือไทย การเลือกวันผ่าคลอดมักสะท้อนความเชื่อเรื่องวันดีวันร้าย เช่น วันที่ ๑๓ ของเดือน ซึ่งพบว่ามีอัตราการเกิดต่ำอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับวันที่ ๑ เมษายน ซึ่งตรงกับ “วันโกหก” หรือ April Fool’s Day ในสังคมไทยเองก็มีการหลีกเลี่ยงวันสำคัญทางศาสนาหรือวันที่เชื่อว่าเป็นเลขไม่มงคลเช่นกัน จากการเปิดเผยของสูตินรีแพทย์ระดับอาวุโสในโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ พบว่าผู้ปกครองมักร้องขอให้หลีกเลี่ยงวันที่เชื่อว่าไม่เป็นมงคลในการกำหนดวันคลอดอยู่เสมอ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อเรื่องโชคชะตาและความสำเร็จในอนาคตของบุตรหลาน
กฎเกณฑ์ของสถาบันที่กำหนดจังหวะการเกิด
ข้อมูลยังเผยให้เห็นรูปแบบที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลมักจะหลีกเลี่ยงการนัดผ่าคลอดที่ไม่เร่งด่วนในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี เช่น ระหว่างวันที่ ๒๔ ธันวาคม ถึง ๒ มกราคม ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวมีทารกเกิดน้อยลง ขณะเดียวกัน พ่อแม่บางส่วนก็เลือกที่จะแจ้งเกิดหรือพาลูกไปโรงพยาบาลในวันทำการปกติ สะท้อนให้เห็นถึงแรงจูงใจทางสังคมที่แทรกซึมเข้ามาแม้ในช่วงเวลาสำคัญของครอบครัว
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเกิดช่วงปลายเดือนกันยายนก็ค่อยๆ ลดลง ตัวอย่างเช่นในอังกฤษ ช่องว่างระหว่างจำนวนเด็กที่เกิดในเดือนสิงหาคมกับกันยายนลดลงจาก ๒,๓๘๘ คน ในปี ๒๕๕๓ เหลือเพียง ๓๕๐ คน ในปีล่าสุด ซึ่งอาจสะท้อนถึงทัศนคติที่เปลี่ยนไป ต้นทุนการดูแลบุตรที่สูงขึ้น และกฎเกณฑ์การรับเข้าเรียนที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย
บทเรียนสำหรับสังคมไทย
สำหรับสังคมไทย เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่น่าขบคิดไม่น้อย เนื่องจากปีการศึกษาไทยเริ่มต้นในเดือนพฤษภาคมและมีเกณฑ์อายุในการเข้าเรียนที่ชัดเจน สิ่งนี้ส่งผลให้พ่อแม่วางแผนการมีบุตรเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการศึกษาให้ลูก ขณะเดียวกัน ความเชื่อเรื่องฤกษ์ยามยังคงมีอิทธิพลอย่างสูง ตั้งแต่การจัดงานแต่งงานไปจนถึงการกำหนดวันผ่าคลอด ซึ่งผลกระทบจากการวางแผนเหล่านี้ต่ออนาคตของเด็กและสังคมจะยิ่งชัดเจนขึ้นในยุคที่ครอบครัวมีขนาดเล็กลงและการแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนชั้นนำทวีความรุนแรง
เมื่อมองในภาพรวม รูปแบบของวันเกิดที่กระจุกตัวเหล่านี้คือภาพสะท้อนจังหวะชีวิตของสังคม ตั้งแต่ช่วงเทศกาล วันหยุด ระบบการศึกษา เศรษฐกิจ ไปจนถึงประเพณีความเชื่อ การทำความเข้าใจรูปแบบเหล่านี้อาจช่วยผลักดันให้เกิดนโยบายด้านการศึกษาหรือการดูแลเด็กที่เหมาะสมกับบริบทของไทยมากขึ้น เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของครอบครัว และทำให้เราเข้าใจว่าธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกันนั้นมีผลต่อช่วงเวลาส่วนตัวของแต่ละคนมากกว่าที่คิด สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนครอบครัว การใส่ใจเรื่องช่วงเวลา เกณฑ์อายุเข้าเรียน และภาระทางการเงิน อาจส่งผลต่อชีวิตของลูกได้มากกว่าแค่การเลือกว่าจะให้ลูกเป่าเทียนวันเกิดในเดือนไหน
หากทั้งพ่อแม่และผู้กำหนดนโยบายของไทยตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างชีววิทยา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาในการกำหนดช่วงเวลาเกิดของเด็ก ก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่รอบคอบและตอบโจทย์ครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น และอาจเป็นหนทางสู่การสร้างความเท่าเทียมในระบบการศึกษาและโอกาสในชีวิตให้แก่เด็กที่เกิดในแต่ละช่วงของปี
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการศึกษาและข้อเสนอแนะได้ที่ The Times และรายงานสถิติจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร