การประชุมจัดในลักษณะของการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของ ๓๖ โรงเรียน ที่คัดเลือกมาจาก ๗๓ โรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรม การเรียนรู้ทั้งจากหน้าฉากของการนำเสนอ และหลังฉากจากการบอกเล่าของผู้จัด ทำให้ผมได้เข้าใจจุดคานงัดของการเปลี่ยนขาดระบบการศึกษาไทย คือการยอมรับการจำแนกระดับคุณภาพของการดำเนินงาน และมุ่งเรียนรู้จากผู้(โรงเรียน)ที่ได้รับยกย่อง
เปลี่ยนจากมุ่งได้เป็นผู้นำเสนอ โดยไม่คิดเรียนรู้จากผู้(โรงเรียน)อื่น
เป็นเรื่องของจิตมุ่งผลเฉพาะหน้า กับจิตมุ่งผลการพัฒนาระยะยาว ที่เป็นตัวกำหนดการพัฒนาที่แท้จริง แยกออกจากการพัฒนาหลอกๆ
วงการศึกษาไทยกำลังหลงอยู่กับกระบวนการพัฒนาหลอกๆ อยู่หรือเปล่า
เพียงเพื่อไปรักษาหน้า (เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดมาเปิดงาน) หรือเพื่อไปเรียนรู้แล้วเอากลับมาคิดใคร่ครวญร่วมกันต่อ ในทีมงานของโรงเรียน เพื่อหาทางพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนให้ได้ผลจริง และทั่วหน้าของนักเรียน ทั้งนักเรียนที่เรียนดีและที่เรียนอ่อน
ความมุ่งมั่นอยู่ที่ความก้าวหน้าของตนเอง หรือเพื่อการพัฒนาของนักเรียน สองสิ่งนี้ทำให้เป็นสิ่งเดียวกันได้ไหม
ผมมีอีกหลายสิบคำถามอยู่ในหัว เมื่อตื่นขึ้นในเช้าวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ ส่วนมากเป็นเรื่องของพฤติกรรมหลอกๆ กับเรื่องความเป็นคนจริง ไม่หลงอยู่กับเรื่องหลอกๆ ไม่จริงใจ
ผมบอกตัวเองว่า ในท่ามกลางความหลอกลวงของระบบใหญ่ เรายังมี “ของจริง” ที่สร้างสรรค์โดยจิตบริสุทธิ์ และธรรมชาติความสร้างสรรค์ของมนุษย์อยู่ เป็นตัวหล่อเลี้ยงระบบ สังคม และโลก ให้เคลื่อนไปข้างหน้า ให้มีความหวัง ให้มีเจตคติเชิงบวก อย่างในที่ประชุมเราได้รับฟังเรื่องการพัฒนาโมเดลสอนภาษา (ไทย และอังกฤษ) ของ ผอ. เนาวะรัตน์ ถาวร โรงเรียนบ้านหนองแก ที่ส่งผลให้ผลการสอบของนักเรียนในทุกวิชาสูงลิ่ว มีข่าวเกี่ยวกับผลงานนี้มากมาย (๑) (๒) (๓) ผมขอเชิญชวนให้ทุกท่านเข้าชมรายการ ๒๕ นาทีของ ThaiPBS (๒) จนถึงตอนที่กล่าวถึง วิชาเอก “จิตวิญญาณของความเป็นครู” แล้วจะน้ำตาซึม
จากคำแนะนำของ อ. ลำใย สนั่นรัมย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเครื่องมือวัดผล ของ สพฐ. และผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นๆ ผมได้ความคิดต่อว่า นักเรียนของโรงเรียนบ้านหนองแก น่าจะได้ฝึกเรื่องภาษาต่อ ด้านการนำไปใช้ในการสื่อสาร และการพัฒนาสมรรถนะด้านอื่นๆ ก็จะยิ่งเกิดการพัฒนาที่จะเป็นการวางรากฐานชีวิตในอนาคตให้แก่เด็กยิ่งขึ้นไปอีก
เรื่องราวของการพัฒนาโรงเรียนอนุบาลธรรมศิริวิทยาคาร อำเภอโคกสูง เขต ๒ โดย ผอ. เมธิกานต์ เพชรดล ที่ในปี ๒๕๕๙ เริ่มพัฒนาสนามเด็กเล่นตามหลักการพัฒนาสมอง (BBL) (๔) (๕) อาศัยการมีต้นไทรใหญ่อยู่หน้าโรงเรียน และมีการพัฒนาต่อเนื่อง จนได้เข้าร่วมโครงการโคกหนองนาโมเดล ของมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ตามด้วยคำแนะนำต่อยอดของผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้ผมอยากรู้ว่า หลังจากวันนี้แล้ว แต่ละโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้กลับไปสะท้อนคิดหาทางพัฒนาโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนเกิดการพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไปอย่างไร
ทั้ง ๓๖ โรงเรียนที่มานำเสนอ มีทั้งผลงาน (หรือที่เรียกกันอย่างเฟ้อว่า นวัตกรรม) ที่น่าชื่นชม และมีข้อท้าทายที่จะต้องก้าวข้าม โดยดำเนินการต่อยอดจากผลงานดีที่มีอยู่แล้ว
ข้อท้าทายที่สำคัญที่สุดคือเรื่องกระบวนทัศน์ ที่ผมตีความว่า ระบบการศึกษาไทยยังติดกับดักกระบวนทัศน์การศึกษาในศตวรรษที่ ๑๙ และ ๒๐ ยังไม่เคลื่อนสู่กระบวนทัศน์การศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ดังจะกล่าวถึง (โดยไม่ทราบว่าผมคิดถูกหรือคิดผิด) ในตอนที่ ๓ ซึ่งเป็นข้อสะท้อนคิดตอนสุดท้ายของการไปสระแก้วครั้งนี้
วิจารณ์ พานิช
๒ มิ.ย. ๖๗