" แน่นอนที่สุด เปิดเรียนจะต้องเพิ่มเวลาพิเศษ ต้องสอนเสริมเติมเต็มอย่างเข้มข้น แต่จะต้องไม่ทำอะไรในช่วงเวลาที่ปิดกรณีพิเศษเหมือนที่ผ่านมา เช่น หาใบความรู้ไปให้นักเรียนถึงบ้าน หรือเชิญผู้ปกครองมารับใบงานที่โรงเรียน...มันอันตรายอย่างยิ่ง..."

          ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า..โรงเรียนจะปิดต่อและจะเปิดในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ ในขณะที่..สถานการณ์โควิดยังพบผู้ป่วยอยู่ในหลักพันทุกวัน...

      หลายจังหวัดเป็นสีแดง..ถูกควบคุมสูงสุด และหลายจังหวัดมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยอย่างรวดเร็ว มีแนวโน้มที่น่าหวาดวิตก ซึ่งทุกคนจะต้องระมัดระวังและป้องกันตัวเอง

          ในส่วนของการศึกษา แนวปฏิบัติของสพฐ.ศธ. ประกาศชัดเจน ๑๗ – ๓๑ พค. ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา..เตรียมการฯอยู่ที่โรงเรียน

          ขณะเดียวกันก็ต้องติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว รอประกาศสถานการณ์ที่เร่งด่วน ตลอดจนให้โรงเรียนซักซ้อมเตรียมความพร้อมว่าจะสอนหนังสือกันอย่างไร? หากเหตุการณ์ต้องเปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านบวกและลบ

          โดยเร่งให้ทุกสถานศึกษาในสังกัดตอบแบบสอบถาม..เพื่อให้โรงเรียนสำรวจความพร้อม ว่าจะจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด ไปในทิศทางใด?

          สัมผัสได้ถึงความห่วงใยของผู้บริหารระดับสูง ที่มีต่อ “คุณภาพ”ผู้เรียน  ที่จะไม่ได้เรียนหนังสือหลายวัน...แต่ไม่แน่ใจว่าห่วงสวัสดิภาพครูบ้างหรือไม่ ?

          เพราะครูเองก็ไม่สบายใจเหมือนกัน ที่ต้องปิดเรียนเป็นกรณีพิเศษและทุกข์ใจอยู่ทุกวันที่โควิดใกล้จะประชิดติดประตูรั้วโรงเรียนอยู่แล้ว

          ความมีเอกภาพด้านนโยบายของต้นสังกัด..จำเป็นอย่างยิ่งที่โรงเรียนจะต้องคิด วิเคราะห์ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามทุกบรรทัด..ความหลากหลายในการปฏิบัติต่างหาก...ที่ต้องคิดใคร่ครวญ

          การศึกษาของชาติ..เดินมาได้ถึงทุกวันนี้ อยู่ที่สถานศึกษาในแต่ละบริบททำงานอย่างสร้างสรรค์ มุ่งมั่นและต่อสู้กับความไม่พร้อม ตอนนี้ก็ยังต้องต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บอย่างแสนสาหัส

          แทนที่ สพฐ.ศธ.จะประกาศให้ชัด..ให้ครูช่วยอยู่บ้าน ตามนโยบายภาครัฐ ที่ประกาศขอความร่วมมือผ่านสื่อทุกวัน แต่กลับใช้คำว่า “ครูอาจจะหาเวลาไปเยี่ยมบ้านเด็ก”..ถามว่าไปทำไม?

          ทำอย่างกับว่าผู้ปกครองเขาอยากพบครู...บางคนเขากลัวครูด้วยซ้ำ เพราเขารู้ว่ามีครูบางท่านเดินทางกลับมาจากภูมิลำเนาของตนเอง มาจากจังหวัดที่มีการระบาดอย่างหนัก

          ผู้ปกครอง..ไม่อยากให้โรงเรียนเปิดเลย เพราะที่โรงเรียน ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ปิดเทอมนักเรียนไปไหนกันมาบ้าง และที่บ้านแต่ละคนมีการกักตัวอย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน

          ครู..รู้อยู่เต็มอกว่าบ้านผู้ปกครอง มีการเดินทางกลับมาบ้านตั้งแต่เดือนเมษายน ผู้คนแปลกหน้าเริ่มเข้ามาสู่ครอบครัวและชุมชน วันแรงงานที่ผ่านพ้น..หลายครอบครัวมีสมาชิกเพิ่มขึ้น

          ดังนั้น การเว้นระยะห่างทางสังคม มีความจำเป็นยิ่งนัก ไม่ต้องพบปะกันเลยระหว่างบ้านกับโรงเรียน ตัดเรื่องเยี่ยมบ้านออกไป ซึ่งยังสามารถพบกันได้ด้วยการสื่อสารทางไลน์และเฟส

          จริงอยู่..ในแต่ละพื้นที่ตำบล หมู่บ้านไม่เหมือนกัน การไม่มีผู้ติดเชื้อเลย มิได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ จงอย่าลืมว่า อำเภอและจังหวัดข้างเคียงยังน่าเป็นห่วงและเฝ้าระวัง     

          เพราะในระดับรากหญ้า ระยะทางและความผูกพัน มันไม่ได้ห่างไกลกันเลย...

          ดังนั้น..สพฐ.ศธ. ต้องกำชับครูและผู้บริหาร ให้อยู่ ณ ที่ตั้ง บ้านก็ได้ โรงเรียนก็ดี บอกให้ทุกฝ่ายคลายความวิตกกังวลเรื่องการเรียนการสอน...เราเคยผ่านบทเรียนวิกฤติมาแล้ว ๒ รอบ

          บทเรียนที่สอนให้ครูรู้ว่า จะจัดการเรียนการสอนอย่างไร นักเรียนจะอ่านออกเขียนได้และมีคุณภาพ ตลอดจนมีความพร้อมที่จะเข้าทดสอบระดับชาติตามที่ต้นสังกัดต้องการ

          แน่นอนที่สุด เปิดเรียนจะต้องเพิ่มเวลาพิเศษ ต้องสอนเสริมเติมเต็มอย่างเข้มข้น แต่จะต้องไม่ทำอะไรในช่วงเวลาที่ปิดกรณีพิเศษเหมือนที่ผ่านมา เช่น หาใบความรู้ไปให้นักเรียนถึงบ้าน หรือเชิญผู้ปกครองมารับใบงานที่โรงเรียน...มันอันตรายอย่างยิ่ง

          โรงเรียนก็เป็นอีกคลัสเตอร์หนึ่ง หากเกิดอะไรขึ้นมา ย่อมจะสูญเสียและยากที่จะเยียวยา จึงต้องระวังป้องกันไว้ ย่อมดีกว่ามาแก้ไขในภายหลัง..เหมือนที่รัฐบาลไทยกำลังทำอยู่ทุกวันนี้

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๒ พฤษภาคม ๒๕๖๔