24 ตุลาคม 2549 ผ่านมาแล้วเกือบสองเดือน ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมพิธีมงคลสมรสของหนุ่มสาวชาวกะเหรี่ยงคู่หนึ่ง ทั้งสองเป็นชาวหมู่บ้านเมืองแพม ตัวสาวเจ้าไปเรียนจบปริญญาตรีที่กรุงเทพ ส่วนชายหนุ่มพอจบมอหก ก็ทำนาทำไร่ รับจ้างทำมาหากินอยู่ที่หมู่บ้าน
จะว่าไปก็หาตัวอย่างที่หญิงสาวชาวเขาที่มีสถานะการศึกษาสูงแล้วกลับมาแต่งงานกับชายหนุ่มในหมู่บ้านเกิดของตัวเองอย่างนี้ไม่ใคร่จะบ่อยนัก โดยมากจะมีแต่ไปพบรักกับคนในเมือง หรือแต่งงานกันตามแบบอย่างคนในเมืองมากกว่า ที่ร้ายกว่านั้น คือไปเสียผู้เสียคนก็เยอะ
แม้จะเคยเป็นครูดอยสอนในหมู่บ้านกะเหรี่ยงชายแดนที่เชียงใหม่มาเมื่อหลายปีก่อน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมงานแต่งงานของชาวกะเหรี่ยง ก็เลยนำมาบันทึกไว้
ผมชวนเยาวชนไทยพื้นราบ ไทใหญ่และลีซูในทีมวิจัยอีกกลุ่มชาติพันธุ์ละ 1 คนไปด้วย เพื่อให้พวกเขามีความเข้าใจและใกล้ชิดชุมชนต่างเผ่าต่างกลุ่มชาติพันธุ์มากขึ้น แล้วกลับมาถ่ายทอดแก่เพื่อนๆในวันข้างหน้า
งานจัดขึ้น อย่างเรียบง่าย ตามธรรมเนียมของชาวกะเหรี่ยง โดยจัดพิธีที่บ้านเจ้าสาว ช่วงเช้า ก็จะเป็นการหุงหาอาหารเตรียมไว้ต้อนรับแขก รวมถึงเตรียมเหล้ายาปลาปิ้ง

ใกล้เที่ยง ผู้เฒ่าผู้แก่จะเดินทางมาที่บ้านเจ้าสาว มาสวดมนต์อวยพรเพื่อเป็นศิริมงคลบนเรือนเจ้าสาว จากนั้นก็รับประทานอาหารร่วมกัน ตอนเที่ยงก็นำข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูแขกที่ทยอยกันมา
ในส่วนอาหารที่ผมประทับใจไม่ใช่เหล้าขาวที่ชาวบ้านต้มเองหรอกครับ อันที่จริงรสชาติสุราก็ไม่เลว แต่ชอบใจที่ใช้ข้าวไร่หุงใส่ใบตองแล้วมัดด้วยตอก ประหยัด เรียบง่ายมากกว่า

งานเลี้ยงจัดขึ้นทั้งสองบ้านครับ คือทั้งที่บ้านเจ้าบ่าวและบ้านเจ้าสาว พอบ่ายกว่าๆ เจ้าบ่าวพร้อมขบวนญาติๆก็เดินทางมาถึงบ้านเจ้าสาว ในขบวนก็จะมีการร้องรำทำเพลงครึกครื้นครับ พอเจ้าบ่าวมาถึง เจ้าสาวก็จะลงจากเรือนมาต้อนรับ และตักน้ำมาล้างเท้าให้เจ้าบ่าว แล้วเชิญขึ้นเรือน

จากนั้นก็จะเริ่มพิธีผูกข้อมือ (มัดมือ) โดยเรียงลำดับตามความอาวุโส การผูกข้อมือในงานแต่งงานของกะเหรี่ยงที่นี่ต่างจากไทใหญ่ครับ คือคือจะมัดเจ้าบ่าวหนึ่งครั้ง และเจ้าสาวอีกหนึ่งครั้ง แต่ละครั้งจะเหลือด้ายขาว (แบบเดียวที่ใช้ทำสายสิญจน์) จากการมัดมือ เอาไปพาดบนบ่าของเจ้าบ่าว/เจ้าสาว แต่ของไทใหญ่นี่ เอาข้อมือเจ้าบ่าวเจ้าสาวมัดติดกัน ไม่เหลือด้ายขาวไว้
พิธีเสร็จประมาณบ่ายสี่โมง ผมก็พาเด็กๆที่มาเยี่ยมชมงานด้วยกันกลับ ผมไมได้คาดหวังอะไรกับเด็กๆมาก ให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างธรรมชาติและเสรี เพียงแค่เด็กๆได้มาซึมซับคุณค่าวัฒนธรรมต่างกลุ่มที่อยู่พื้นที่ ที่ยังเป็นสิ่งดีงามอันหลงเหลืออยู่ก็เพียงพอแล้ว

แขกเหรื่อกำลังผูกข้อมือให้คู่บ่าวสาวชาวกะเหรี่ยง
ก่อนกลับผมบอกพวกเขาว่า นี่เป็นความรู้นอกห้องเรียน เป็นการเรียนจากเหตุการณ์จริงซึ่งเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ซึ่งอีกหน่อยเมื่อพวกเขาและเธอเติบโตขึ้น การศึกษาในระบบมัธยมปลายก็อาจจะนำพวกเขาและเธอห่างจากวัฒนธรรมพื้นถิ่นออกไปเรื่อยๆ ผมอยากให้ช่วยกันจดจำไว้
รายละเอียดปลีกย่อยของงานก็มีมากกว่านี้ครับ แต่ผมไม่ชัดเจนเอง คือไม่ได้ไต่ถามให้แน่ชัด นำมาลงเดี๋ยวจะบิดเบือน ก็เลยละไว้ดีกว่า
เห็นหนุ่มสาวกะเหรี่ยงเขาแต่งงานก็ชื่นใจ ทำให้นึกถึงงานแต่งงานแบบไทใหญ่ของตัวเอง คิดว่าวันหน้ามีโอกาส จะนำมาบันทึกเหมือนกัน ใครจะเอาส่วนดีของพิธีแต่งงานแบบนี้ไปประยุกต์ใช้บ้าง ก็ไม่ว่า
โดยเฉพาะความเรียบง่ายและอบอุ่นครับ
เพิ่งไปนอนที่หมูบ้าน ปาเกอะญอ ตรงดอยตุง กม. 26 ไม่ทราบเผ่าเดียวกันหรือเปล่าครับ? ชอบวัฒนธรรมชาวเขามากครับ เค้ารักษาวัฒนธรรมได้ดี (ผิดกับคนเมือง)
หมู่บ้านนี้ชื่อหมู่บ้านเมืองแพม อยู่ในเขตอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอนครับ เป็นกลุ่มปาเกอะญอเหมือนกันครับ ส่วนใหญ่ปาเกอะญอที่อยู่ในเขตป่าจะรักษาวัฒนธรรมประเพณีได้เป็นอย่างดีครับ แต่ก็มีชาวเขาอีกหลายกลุ่มที่ประเพณีกำลังผุกร่อนอย่างรวดเร็วและขาดผู้สนใจ สืบทอด โดยเฉพาะกลุ่มชาวเขาที่ถูกการพัฒนาแบบทุนนิยมเข้าครอบนะครับ
ขอบคุณครับคุณขจิตที่ติดตามอ่านและให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้คำว่า "ปาเกอะญอ" และ "ปกาเกอะญอ"
อันนี้ผมสะกดตามคำเรียกตัวเองของพวกเขาครับ นักวิชาการชอบเขียนว่า "ปกาเกอะญอ" หรือ "ปกากะญอ" บ้าง ซึ่งคนไทยพื้นราบมักจะอ่านกันว่า "ปะ-กา-เกอะ(กะ)-ญอ" แต่จากที่ผมสัมผัสมา ชาวกะเหรี่ยงเขาจะพูดว่า "ป๊าก-กะ-ญอ" (ยอ นี่ออกเสียงเหมือน ย.ยักษ์แต่มีเสียงขึ้นจมูกเป็น ญอ)
เมื่อพวกเขา (หมายถึงกะเหรี่ยงที่แม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่) เรียกตัวเองว่า ป๊าก-เกอะ(กะ)-ญอ ผมก็เลยคิดว่า การสะกดว่า "ปาเกอะญอ" อันนี้น่าจะใกล้เคียงมากกว่า "ปกาเกอะญอ" ครับ
แต่ไม่แน่ว่ากะเหรี่ยงที่อื่นๆก็อาจจะเรียกตัวเองด้วยสำเนียงที่ต่างกันออกไปบ้าง และมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย อันนี้เป็นธรรมดาของภาษาครับ หาจุดลงตัวยาก ว่าอันไหนของแท้ ก็เลยมาลงเอยว่าให้ดูบริบทเชิงพื้นที่เป็นสำคัญ ชาวบ้านเรียกอย่างไรก็ถือตามนั้น แต่ให้วงเล็บไว้ด้วยว่าโดยทั่วไปเขาใช้ว่าอย่างไร
เหมือนคำว่า "ลีซอ" เป็นคำที่นักวิชาการกระแสหลักก็ดี ราชการก็ดี คนไทยพื้นราบก็ดีใช้เรียกชาวเขาอีกกลุ่มหนึ่ง แต่จริงๆเจ้าของอัตลักษณ์เขาเรียกตัวเองว่า "ลีซู"
เวลาเขียนงานวิจัย ก็จะมีวงเล็บต่อท้ายเช่น "การวิจัยเพื่อศึกษาการปรับตัวของวัยรุ่นหญิงลีซู (ลีซอ) ต่อวัฒนธรรมบริโภคนิยม" เป็นต้น
ในทางสาขามานุษยวิทยา จะนิยมใช้ชื่อเรียกที่สะกดใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาเป็นหลักครับ
ก็เลยเป็นที่มาของการที่ผมนิยมใช้คำว่า "ปาเกอะญอ" แทน "ปกาเกอะญอ" และ "ลีซู" แทน "ลีซอ" ฉะนี้
คุณวิสุทธิ์ครับ
ติดตามอ่านงานคุณวิสุทธิ์มาสักระยะแล้ว เข้าถึงชุมชนดีครับ ผมเองเคยติดตามพิธีกรรมของปาเกอะญอเหมือนกันครับ
ส่วนตัวผมชอบที่เขาใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เชื่อมโยงชุมชนกับธรรมชาติได้อย่างแนบเนียน
เช่นการเอารกเด็กไปฝากไว้ตามต้นไม้ หรือการบอกว่ามีผีเสื้อคุ้มครองตาน้ำของหมู่บ้านอยู่ อย่าเข้าไปดู (ไม่แน่ใจว่าข้อมูลถูกต้องหรือเปล่านะครับ)
เลยอยากถามผู้รู้ต่อสักนิดครับ ว่างานแต่งงานที่คุณวิสุทธิ์เพิ่งเข้าร่วม เขาสอดแทรกความหมายอะไรไว้บ้างครับ
ผมไม่แน่ใจว่าตัววัยรุ่นในชุมชนจะยังเข้าใจความหมายเหล่านี้หรือไม่ แล้วนักเรียนที่ไปกับคุณวิสุทธิ์เองมีความคิดเห็นอย่างไรกับพิธีกรรมนี้ครับ
เป็นคำถามที่ดีมากครับคุณแว้บ
อากาศที่ปางมะผ้าที่ หนาวเข้ากระดูกจริงๆ ตอนนี้ตีหนึ่ง ผมยังต้องใส่ถุงมือผ้าพิมพ์ตอบคุณเลย หนาวมากครับ พิมพ์ตอบคุณแล้วผมคงขอตัวไปนอนละครับ
ปาเกอะญอที่นี่ยังคงรักษา "ป่าเดปอ" หรือป่าสะดือ ที่เอารกเด็กไปใส่กระบอกไม้ไผ่ผูกกับต้นไม้อยู่ครับ แต่ปัจจุบัน รกเด็กไม่มีให้ผูกต่อแล้ว เพราะไปทำคลอดที่โรงพยาบาลกันหมด
จะบอกหมอขอเอารกกลับบ้านไปทำพิธีก็คงลำบาก
จะเอารกไปผูกที่โรงพยาบาลก็ไช่ที่
ส่วนงานแต่งงานที่ผมเข้าร่วมเค้าสอดแทรกความหมายอะไรบ้างนั้น ส่วนตัวผมสะท้อนมุมมองของ outsider คือคนนอก ย้ำนะครับว่าผมเป็นคนนอกวัฒนธรรมของเขา มีข้อจำกัดเยอะแยะ ต่อให้จบปริญญาเอกมาสักโหลแต่จะอธิบายให้เข้าถึงจริงๆมันเป็นไปไม่ได้เลย อาจทำได้แค่ "ถอดรหัสวัฒนธรรมหรือวิธีคิด" บางแง่มุมเท่านั้น
ผมมองว่า การแต่งงานครั้งนี้เป็นการผลิตซ้ำหรือตอกย้ำหลายสิ่งหลายอย่าง อาทิ สำนึกร่วมของความเป็นชาติพันธุ์ปาเกอะญอ , ความเป็นเครือญาติ, บทบาททางเพศสภาวะ (gender) ของหญิงและชาย ดูได้จากการแต่งกายก็ดี , ขั้นตอนต่างๆของพิธีการก็ดี
ในขณะเดียวกัน พิธีแต่งงานก็เป็นการสร้างความหมายในเชิงตอบโต้หรือเชิงรุกได้ด้วย เช่น มีการเชิญผู้นำทางการเมืองระดับท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยเข้ามาผนวกเป็นส่วนหนึ่งของงาน
การที่เจ้าสาวซึ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากในเมืองแต่กลับมาแต่งงานกับคนจนในหมู่บ้านที่หาเช้ากินค่ำก็สะท้อนความหมายบางอย่างที่ตอบโต้กับวิธีคิดแบบทุนนิยม
ผมไม่คิดว่าเด็กวัยรุ่นทั้งในชุมชนปาเกอะญอก็ดี และเด็กๆที่มากับผมในวันงานก็ดีจะเห็นความหมายที่แฝงเร้นเหล่านี้ และผมคิดว่าไม่จำเป็นด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ใช่นักวิชาการ
เด็กและเยาวชนอย่างพวกเขาไม่จำเป็นต้องคิดแบบนักวิชาการครับ และพวกเขาไม่จำเป็นต้องคิดแบบ "นัก" อะไรต่อมิอะไร หรือคิดตามที่ผู้ใหญ่ชี้นำหรือยัดเยียดกันอย่างทุกวันนี้
สิ่งสำคัญมากกว่าคือเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเสมือนเครื่องมือที่พวกเขาสามารถคิดหาความหมายเองได้ เป็นเจ้าของความคิดของตัวเอง อย่างภาคภูมิใจ ในความคิดที่เป็นตัวของตัวเอง และแตกต่างไปตามประสบการณ์ของตน
แล้ววันข้างหน้า พวกเขาก็จะกล้าที่จะคิดและรับผิดชอบความคิดตลอดจนการกระทำของตน
ขอบคุณคุณแว้บ ที่ "แว้บ" เข้ามา แล้วมา "แว้บ" อีกนะครับ
คุณวิสุทธิ์ครับ
ขอบคุณมากครับ กระจ่างแจ้งเลย
ที่คุณบอกว่า เด็กและเยาวชนไม่จำเป็นต้องคิดแบบนักวิชาการ หรือ "นัก" อะไรต่อมิอะไร นี่ ผมชอบมากครับ เห็นด้วยครับว่าในวัยเด็ก จะต้องมีประสบการณ์หลากหลาย ความขัดแย้งของวัฒนธรรมจะทำให้เกิดการเรียนรู้ ตั้งคำถามอย่างน้อยก็กับตัวเขาเอง
ถ้าไม่รู้ตอนนี้ก็ยังสามารถเก็บไปคิด แล้วเข้าใจหรือสร้างความหมายให้เหตุการณ์นั้นๆ ได้ในอนาคต ขอเพียงแต่เขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่านั้นล่ะครับ
แล้วจะแวะเข้ามาเรื่อยๆ ครับ
ก่อนอื่นก็ขอสวัสดีนะคะ
หนูก็เป็นเป็นคนบ้านเมืองแพมนะคะแต่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพิธีกรรมอะไรมากมายนัก
คือไม่ค่อยได้อยู่บ้านค่ะตอนนี้ก็เรียนหนังสืออยู่ นานๆทีถึงจะได้กลับบ้าน
ทุกวันนี้หนูคิดถึงบ้านมาก หนูเพิ่งรู้นะคะว่ามีคนที่สนใจเรื่องราวของหมู่บ้านเมืองแพม
และชนเผ่าปาเก่อญอ ทำให้หนูมีกำลังขึ้นมากที่รู้ว่ายังมีคนที่สนใจเราอยู่ต้องขอขอบคุณ
นะคะนึกว่าจะมีแต่คนดูถูกพวกเราซะอีก ช่วงนี้ก็สอบแล้วปิดเทอมนี้หนูจะได้กลับบ้าน
แล้วค่ะ แล้วจะมาเล่าฟังใหม่นะคะว่าที่บ้านเมืองแพมมีอะไรเปลี่ยนไปหรือเปล่า
ขอบคุณนะคะที่ยังมองเห็นพวกเรา
สวัสดีครับ สาวน้อยบ้านเมืองแพม
ไม่เสียชื่อคนเมืองแพมนะครับที่ยังมีใจรักบ้านเกิดอยู่ ปิดเทอมนี้ ดีใจด้วยที่หนูจะได้กลับบ้านไปหาพ่อแม่ญาติพี่น้อง ตอนนี้ทางสโมสรเยาวชนที่ปางมะผ้าก็กำลังฟื้นฟูการละเล่นและนิทานพื้นบ้านเผ่าต่างๆอยู่ ถ้าปิดเทอมหนูว่างก็แวะมาเยี่ยมกันได้ที่สโมสรผู้นำเยาวชน (สยชช.) บ้านสบป่องนะครับ โทร. 086-9169486, 053-617128 ครับ
สวัสดีค่ะ แล้วหนูจะไปเยี่ยมนะคะใกล้ๆแค่นี้เอง
แล้วถ้าจะขอเป็นสมาชิกสโมสรอีกสักคนจะได้ไหมคะ
ขอบคุณล่วงหน้านะคะ
สวัสดีครับ น้องสาวน้อยบ้านเมืองแพม
ผมเคยไปงานแต่งงานลูกศิษย์ปกากะญออยู่ครั้งนึงครับ ได้ไปอ่อเม-อ่อซิ (กินข้าว-กินเหล้า) ในงานครับ ส่วนพิธีได้ดูแป๊บเดียวเพราะหมู่คณะที่เดินทางไปด้วยกันต้องเดินทางกลับครับ
ชาวปาเกอะญอ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พะตี่ที่นั่น น่าทึ่งมาก พวกท่านต่างมีความรู้กว้างขวาง เทียบได้ว่าสามารถเป็นอาจารย์สอนในมหาลัยได้เลย
หวัดดีครับ อ.จีรัง -ถ้าจะให้ดี ไปเยี่ยมหมู่บ้านทั้งทีต้องไปนอนสักคืนสองคืน จะได้บรรยากาศการเรียนรู้อีกเยอะทีเดียวครับ
คุณบอกกล่าวครับ - ผมก็เห็นด้วยนะครับ คนจนๆเหล่านี้ล้วนมีสิ่งดีๆมากมายให้เราได้ศึกษาครับ
สวัสดี
คิดถึงผู้คนบนดอยค่ะ
คือ จริงๆ แล้วคิดว่าคำว่า กะเหรี่ยง น่าจะเขียนคำว่า ปกา เก่อ ญอ มากกว่า
ปาเกอะญอ หรือปกาเกอะญอ ถ้าแปลเป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า คนขี้เกียจง่าย
เกอะ แปลว่า ขี้เกียจ
หญอ /ญอ แล้วแต่จะเขียน แปลว่า ง่าย
แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ แล้วแต่ว่าแต่ละพื้นที่เขาจะเรียกยังไง
แต่ถ้าเป็นภาษาเขียนก็น่าจะไม่มีปัญหา ลองศึกษาดูนะ
อย่าง เก่อ ญอ หมื่อ / เก่อ ญอ ควา มันก็เอามาจาก ปกาเก่อญอ นั่นแหละ
- คนปกาเก่อญอ -
ชอบจังเลยค่ะ ดูเรียบง่ายดี....ขอบคุณนะคะ
มีโอกาสไปจัดงานวันเด็กให้น้องชาวปกาเก่อญอบ้านนากลางในอำเภอแม่แจ่ม ชาวบ้านน่ารักมากมีน้ำใจ ชวนไปกินข้าวบ้านตนเองกัน บางมื้อต้องแวะไป 3 บ้านเพราะเกรงใจพี่ๆเค้าอุตส่าห์ชวน เพื่อนหลายคนคิดว่าไปลำบากแล้วน้ำหนักน่าจะลดลง แต่ไหงกลับกันมีน้ำมีนวลขึ้นทุกเที่ยวที่ไป ครั้งหลังสุดได้พบปะพูดคุยกับปกาเก่อญอรุ่นใหม่กลุ่มนึง เค้าก็มีความรักบ้านเกิดถิ่นฐานของตนอยากกลับมาพัฒนาและสืบสานวัฒนธรรมต่อหลังจากเรียนจบ ดิฉันคนต่างถิ่นได้รับทราบความตั้งใจก็รู้สึกยินดีค่ะ