หลาย ๆ ครั้ง และหลาย ๆ ช่วงเวลาที่ผมนั่งทบทวนดูกฎระเบียบกติกาของสังคมไทยแล้วรู้สึกว่า "เป็นธรรม" ไหมสำหรับคนที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมแต่กับ "เข้าไม่ถึง"

ทรัพยากรธรรมชาติของเขา ที่เขาเกิดและเติบโตมาอยู่ตรงนั้น แต่ทำไมคนที่อยู่ไกลแสนไกล อยู่อีกฟากหนึ่งของประเทศ อยู่คนละทวีป จึงสามารถเข้าไปใช้ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ นั้นได้ภายใต้คำว่า "การท่องเที่ยว"

นโยบายปิดป่าในกว่าสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนอยู่ดำเนินชีวิตอยู่กับน้ำและป่า ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่อยู่ใกล้ตนเองที่สุดได้ ซึ่งทำให้เกิดเรื่องของ Double Standard กับคนที่เรียกว่า "นักท่องเที่ยว" ภายใต้ชื่อ "การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (Eco Tourism)" สามารถนำตัวและเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้าไปได้ถึงในทุก ๆ สถานที่แม้กระทั่งป่าปิดที่ไม่มีถนนภายใต้ชื่อกลุ่ม Off Road แบบรักษ์ธรรมชาติต่าง ๆ นานา

เสียงเครื่องยนต์คำราม ประกอบกับล้ออันใหญ่โต ของคนกรุงหรือคนเมืองหลวง สามารถเข้าไปบุกตะลุยน้ำและป่าของชุมชนได้

"แต่ทำไม คนในชุมชนถึงเดินเข้าไปไม่ได้"

ภาพที่ประทับที่ผมพบกับการ "เข้าถึง" ธรรมชาติของพี่น้องบ้านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทำให้พบกับสัจธรรมแห่งความสุข สัจธรรมแห่งความรัก ซึ่งเป็น "ความรักแท้" ที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ และป่าไม้

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างคือ "ชีวิต"

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นเพียงแค่การท่องเที่ยวพักผ่อนในช่วงวันหยุด เที่ยวเสร็จแล้วก็สะบัดก้นกลับไป

แต่ทุก ๆ อย่างก็คือชีวิตและลมหายใจ

ของ ของเรา ใช้ได้ เข้าถึง

เรา ใช้ได้ เรา เข้าถึง เรา นั้นจึง ก็ผู้ช่วยรัก และ รักษา

ของ ของเรา เรา เข้าถึง

เราใช้ได้ เราถึงจึง รักษาได้

เราใช้ ใช้ด้วย จิตและใจ

ไม่มีใคร หวงแหน บ้านเท่าเรา

 

เขามาเที่ยว หว่านเงิน เดี๋ยวก็กลับ

แต่ฉันอยู่ กับสิ่งนั้น นานแค่ไหน

ทั้งชีวิต ชั่วลูกหลาน ตลอดไป

ฉันนั้นไซร้ มีรักแท้ แก่ผืนดิน

 

ทั้งผืนน้ำ ผืนป่า นั้นรักฉัน

ฉันก็รัก ทุกสิ่งนั้น อย่างเหลือหลาย

ฉันจะเฝ้า รักษา มิทำลาย

แม้ชีวิต มลาย จะรักษ์กัน

 

ฉันขอนะ ให้ฉันเข้า ถึงของฉัน

เพราะสิ่งนั้น คือชีวิต ที่หลากหลาย

ชีวิตฉัน ชีวิตลูก ชีวิตยาย

ทุกชีวิต อยู่ได้ ร่วมด้วยกัน