มาถึงจุดนี้ได้ยังไง ..คำพูดครั้งที่ ล้าาาน

"ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตจะมาถึงจุด ๆ นี้" นี่เป็นคำที่ผมพูดมามากกว่า 10 ครั้ง แต่ผมมักจะจำเพียงแค่ไม่กี่ครั้ง ซึ่งมันเป็นครั้งใหญ่ ๆ ทั้งนั้น

ครั้งแรกเลยน่าจะเป็นการตัดสินใจออกจากบ้านที่ไกลมาก ในขณะนั้นตัวเองเรียนอยู่ ป.2 จะย้ายไปจังหวัดตราด จำได้ว่าวันนั้นเราไปตอนกลางคืน ที่แม่เดินทางกลับจังหวัดตราด ตาลงมาส่งขึ้นรถทั้งน้ำตา ส่วนยายไม่ลงมาส่ง แต่ให้ผมไปหยิบเงินเอง ในกระเป๋าของยายเป็นจำนวน 1260 บาท เพื่อไปอยู่กับแม่(แม่จริงๆ ไม่ใช่ยายที่เรียกว่าแม่)​ ไปเรียนที่โน่นไปอยู่อาศัยที่โน่นไปอยู่ที่โน่น แบบที่ไม่รู้จักใครเลย ไปในที่ใหม่ ที่ที่ไม่คุ้นเคย ไปเจอกับเพื่อนใหม่ที่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะดีกับเราเหมือนกับทุกครั้งหรือไม่ ไปอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 1 ปี เจอกะบเรื่องที่เราไม่เข้าใจ ว่าทำไมตอนจะจากยายมาถึงต้องร้องให้เพื่อจะมา แล้วต้องมาร้องให้เพื่ออยากจะกลับเชียงใหม่ ใช้ชีวิตอยู่จังหวัดตราดเย็นน่าเบื่อหลายๆคนคงรู้ว่าจังหวัดตราดติดทะเลแต่ 1 ปีที่ผมอาศัยอยู่ที่นั่น ผมไม่เคยเจอทะเลเลย แม่จะต้องออกไปทำงานทุกตี 5 แล้วกลับมาในเวลาบ่ายสองของทุกวัน การที่เราคิดว่าจะย้ายมาที่นี่เพื่ออยากจะอยู่กับแม่แต่มันก็เหมือนเดิมเราก็ไม่ได้อยู่กับแม่เวลาส่วนใหญ่ของแม่จะหมดไปกับการทำงาน มันจึงทำให้ผมคิดว่าเราควรกลับไปอยู่ที่เดิมเราไม่เหมาะกับที่นี่ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือเป็นอะไรที่บ้าสำหรับเด็ก ป.2 คนหนึ่งที่มีความคิดอยากจะอยู่กับแม่ แต่มันก็เป็นไปตามที่เราคิดไม่ได้ พอดีกลับมาอยู่เชียงใหม่ก็มีความคิดว่าผมจะไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้รู้ว่า เราควรอยู่ในที่ของเรา

ครั้งที่ 2 ในตอนที่ผมจบ ป.6 ผมก็พยายามที่บ้านอีกครั้งโดยการไปบวชเรียนและอาศัยอยู่ในวัดในหมู่บ้านใช่ครับมันไม่ได้ห่างไกลกันสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องอยู่ด้วยตัวเองไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือตายาย การตัดสินใจในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความคิดเห็นแค่ว่าอยากได้เงิน สำหรับเด็กอายุ 12 ปีที่จะสามารถได้เงินโดยที่ ไม่ต้องทำงานอะไรเลย รอชาวบ้านเอาเงินมาให้ มันเป็นความคิดที่ดูแปลกประหลาด พออยู่ไปนานๆก็รู้สึกว่าการที่เราได้เงินมามันเป็นเรื่องธรรมดาผมยอมรับว่าการใช้เงินในช่วงนั้นเป็นอะไรที่พุ่งเฟือยที่สุดแต่มันเป็นการลงทุนไปกับหนังสือช่วงเวลา 6 ปีที่ผมบทเรียนผมมีเงินเยอะครับและผมก็ใช้มันไปกับหนังสือผมอ่านหนังสือได้เดือนละ 1 ลัง จนสามารถมอบให้กับห้องสมุดของโรงเรียนได้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ผมถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เพราะผมกลายเป็นคนหนึ่ง ที่กลายเป็นคนที่มีจิตใต้สำนึกที่ดี ชีวิตผมดำเนินมาได้ทุกวันนี้ผมเชื่อว่ามันมีพื้นฐานมาจากการที่ผมได้บทเรียนและนี่คือจุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 ของผม

จุดเปลี่ยนครั้งที่ 3 ตอนจบ ม.6 ผมเรียนจบแล้วไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่ไม่สามารถทำตามที่ต้องการได้ตอนนั้นผมสมัครเข้าเพื่อสอบเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา อยากเรียนวิศวะโยธาเรียนแต่มันไม่เป็นตามนั้นครับจุดเปลี่ยนในครั้งที่ 3 คือการค้นพบว่าตัวเองต้องเรียนในระดับชั้นปวส. ผมสาบานได้เลยว่าผมไม่รู้จักว่าการเรียนแบบนี้คืออะไรผมเรียนเพราะที่ผมเคยเรียนผมเรียนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีเมโทร ผมเจอกับเพื่อนที่แปลกประหลาดไม่ได้แย่นะครับแต่มันแปลกจริงๆ เจอกับเพื่อนในทุกๆรูปแบบ เพื่อน ๆ ที่น่ารัก และรักกันมาก ได้ประสบการณ์​ที่​ดีเยอะแยะมากมาย

ครั้งที่ 4 เกิดขึ้น​จากการสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย​รอบที่ 2 ที่เดิมครับ ราชมงคลล้านนา แล้วครั้งนี้มันดันติดแบบไม่ตั้งใจมากเท่าไร เป็นที่ที่สร้างจุดเปลี่ยนในการที่ทำให้ความกล้าแสดงออกของผมมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งการเป็นนักร้องของคณะ การเป็นพิธีกร​ การเป็นวิทยากร และอีกหลากหลายงานที่ได้ทำ

ครั้งที่ 5 การเข้าสู่วงการการศึกษา​ โดยการชักนำของเพื่อน ที่เคยเรียนด้วยกันตั้งแต่ปวส. สารภาพ​เลยครับ ว่าเป็นอะไรที่ห่างจากตัวเองพอสมควร วิชาชีพที่หลีกหนีมันมาตลอด เพราะความเชื่อที่ว่า "สอนตัวเองยังไม่ได้ จะมีหน้าไปสอนใครได้" แต่พอเพื่อนบอกว่า "มึงยังเคยสอนกูทำเว็บได้เลย ทำไมมึงจะสอนเด็กไม่ได้" ถึงกับสตั้น​ไป​เลย หลายครั้งที่ผมสอนใครหลาย ๆ คน ทั้งเพื่อน รุ่นน้อง หรือใครก็ตาม ผมทำมะนอย่างเป็นธรรมชาติ​ และสนุกเมท่อเขาเหล่านั้นเข้าใจมากกว่าเดิม แล้วก็กลับมาคิดว่าทำไมทุกคนถึงเชื่อว่าผมทำได้ จึงตัดสินใจว่าจะลองจุดเปลี่ยนจุดนี้ทำให้ผมกลายมาเป็นครู ทำอาชีพที่หาคำจำกัดความไม่ได้ อาขีพที่มีหน้าที่เยอะแยะ ซับซ้อน หลากมุมมอง พอมาถึงตอนนี้กลับมีความสุขอย่างมาก สุขอย่างประหลาด​ ที่อาชีพต่าง ๆ ที่ผมเคยทำให้ไม่ได้ ขอบคุณ​จุดเปลี่ยนจุดนี้มากที่สุด ที่ค้นพบตอนอายุ 26 นับถึงปัจจุบัน​วันที่เขียนบทความนี้ ผ่านเวลามา 1 ปี 8 เดือน กับอาชีพที่ภูมิใจ​ที่ได้ทำ มันเป็นเวลาที่กีจริง ๆ ไม่รู้ว่าชีวิต​นี้​จะสิ้นสุดลง​เมื่อ​ไร ผมก็จะยังคงเชื่อว่า จุดเปลี่ยนครั้งนี้ เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากที่สุดสำหรับผม ที่ค้นพบเจอตอนอายุ 26 ปี

ขอบคุณ​ทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ ผมเขียนอาจจะไม่มีถ้อยคำที่สละสลวย​ เผลอหลุดคำหยาบคายบ้าง มันก็ถือเป็นเอกลัษณ์​ของผมนะครับ คงไม่ถือนะครับ :)​