สวัสดีครับ นศ.ป.เอก รุ่นที่ 16 และผู้ที่ติดตาม Blog

ผมได้รับเกียรติจาก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 16 ในรายวิชา PHD 8205 การจัดการทุนมนุษย์ และทุนสังคม ผมได้เปิด Blog นี้มาเพื่อเป็นที่แรกเปลี่ยนการเรียนรู้ของนักศึกษา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับทุกท่านครับ

ขอบคุณครับ

วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม พ.ศ.  2561

ครั้งที่ 2

…………………………………………………………………………………………

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                จากการที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ได้คุยกับคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทำให้ยกความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ขึ้นไป

                ถ้าวันนี้หลักสูตรนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับบริหารงานบุคคล ก็คงไม่มีใครมาเรียน อาจารย์จีระไม่เคยละเลยเรื่องการบริหารคนในองค์กร เวลาที่สัมภาษณ์คุณพารณว่าทำไมทรัพยากรมนุษย์จึงมีความสำคัญ เพราะ คนเป็นปรัชญา ความเชื่อว่า คนเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดขององค์กร นี่เป็นเรื่องสำคัญมากในเมืองไทย แต่คนมักให้ความสำคัญเงิน การตลาดและเทคโนโลยีมากกว่าเรื่องคน แต่หลักสูตรนี้ยกระดับความสำคัญเรื่องคนขึ้นมา เวลาอ่านปรัชญาเหล่านี้ จึงมีความสำคัญ เวลาที่มองคน ก็มองคนในฐานะที่เป็นคนที่มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี ไม่ได้มองเป็นปัจจัยการผลิต ในด้านทรัพยากรมนุษย์มีการลงทุนตั้งแต่ครอบครัว การศึกษา เมื่อลงทุนแล้ว เมื่อสามารถทำประโยชน์ได้ ก็ประสบความสำเร็จ ในอดีต เมืองไทยไม่ได้มีคนเรียนจบมหาวิทยาลัยเท่ากับวันนี้  แต่คนในเมืองไทยปัจจุบันมีคุณภาพไม่ดี  อาจารย์จีระโชคดีที่มาจากครอบครัวที่มีพ่อแม่ปลูกฝังเป็นหลัก ไม่ได้ปลูกฝังด้วยสื่อปัจจุบัน อย่าง HR Architecture ต้องสำรวจว่า สื่อปัจจุบันสร้างคุณสมบัติอย่างไร เมื่อเร็วๆนี้ มีการวิเคราะห์ว่า Social Media สร้างประโยชน์หรือโทษให้แก่เรา ควรจะมีการวิจัยว่า Social Media หรือการลงทุนทางด้านสื่อดิจิตอลต่างๆ จะทำให้ประเทศไทยไปในทิศทางใดในอนาคต ต้องใช้มันให้เป็น ควรหาความรู้ต่างๆจากสื่อเหล่านั้นได้ตลอดเวลา

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                อาจารย์จีระไม่ได้ละเลยเรื่องการบริหารทุนมนุษย์แนว Chira Way ประกอบด้วย

                1.การปลูก คือ HR Development  ต้องพัฒนาตลอดเวลา

                2.เก็บเกี่ยว พัฒนาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในแต่ละบริบท

                3.ทำให้สำเร็จ มีวิธีการคือ ดูเรื่อง Mindset ของคน ในบริบท แต่ละคนก็คิดต่อได้ว่าจะนำอะไรมาทำให้สำเร็จ อาจจะเป็นความสำเร็จเล็กๆรายวัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ครั้งที่แล้วเรียน 4L’s วิธีเรียนคือกระตุ้นให้คิด สร้างบรรยากาศการเรียนสนุก มีโอกาสปะทะกันทางปัญญา ทุกคนออกความเห็นมาที่นี่เพื่ออะไร เป็นการเรียนที่สำคัญ อาจารย์ที่ดีต้องสนใจลูกศิษย์

หลักสูตรนี้ต้องมองนโยบายรัฐบาลด้วย ก่อนมาถึงองค์กร ทรัพยากรมนุษย์เมืองไทยผ่านอะไรมาบ้าง Garbage in, Garbage out เวลามองทุนมนุษย์ต้องคิดถึงประเทศด้วย อาจารย์จีระได้รับเชิญประชุมอุปนายกบาสเกตบอลนานาชาติ ท่านอุปนายกซีเรียบอกว่า คนซีเรียอายุ 12-16 ปี ไม่มีการศึกษา ไอซิสเน้นความรุนแรง ของไทยมีการศึกษายังปรับปรุงได้ แต่ถ้าวัยรุ่นไม่มีเป้าหมาย เมืองไทยก็มีปัญหา

                ในการปะทะกันทางปัญญา ที่มีภาครัฐ เอกชน ชาวบ้าน แต่ชาวบ้านไม่ออกความเห็น ผู้ว่าพูดคนเดียว การมีตัวละคร 4 กลุ่มต้องมี Respect and Dignity

                ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลามีแนวคิดทันเหตุการณ์

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลาทำให้อาจารย์จีระไม่ได้ยึดติดทฤษฎีอย่างเดียว

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                จะได้แนวคิดในการปฏิรูปประเทศ

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                นำการศึกษามาเป็นหัวข้อเพราะเป็นการปลูก ต้องโยงไปถึงอนาคต

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                สำหรับรุ่น 16 ควรเน้นเรื่องการศึกษา แบ่ง 3 กลุ่ม เสนอกลุ่มละ 3 ประเด็น เพื่อนำไปสู่เพื่อการปฏิบัติ เมืองไทยไม่ได้ขาดแผน แต่ไม่ได้นำไปปฏิบัติ เพราะขาดความต่อเนื่อง ไม่มีการทำเป็นขั้นตอน

                รุ่นที่แล้ว ก็ไปปะทะทางปัญญาที่มหิดล ซึ่งมหิดลลงลึกทฤษฎี แล้วก็ได้หารือกับอาจารย์จีระ

ที่สวนสุนันทาเป็นการร่วมมือระหว่างอาจารย์จีระ อาจารย์อเนกและอาจารย์สมชาย รุ่น 16 อาจจะไปปะทะกับศศินทร์หรือจุฬา

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                ทุกวันนี้ข้อมูลมาทุกวันและเปลี่ยนทุกวัน อาจารย์ไปสอนผู้นำม.อ.ให้เข้าใจบริบทการศึกษา George Soros มองว่า Google and Facebook ทำลายประชาธิปไตย ทำให้ไม่ต้องเรียนในห้อง อาจารย์จรัสสอนว่า จะต้องเลือกว่าจะเก็บความรู้อะไร องค์ความรู้ลึกในตัวเอง ทำให้ขาดการเลือกความรู้แนวกว้าง เมื่อเลือกความรู้แล้วนำมาปฏิบัติ อาจารย์จรัสบอกว่า ผลที่มากระทบคือพายุ อาจารย์จีระบอกว่า เส้นขอบฟ้าเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ก็เหมือนการเปลี่ยนแปลงในโลก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                หลักสูตรนี้เป็น wisdom  เกิดจากการแบ่งปันความรู้แล้วสร้างความรู้ใหม่ นำไปประยุกต์กับความจริง ต้องมีนิสัยในการอ่านอย่างบ้าคลั่ง เพราะจะเป็นวัตถุดิบ แล้วนำไปปะทะความจริงซึ่งยากเพราะคนไทยอยู่ด้าน Supply side ผลิตคนได้ แต่การจ้างงานในภาคต่างๆจะรับคนที่จบจากภาคการศึกษาหรือไม่ เรียนจบแล้วทำงานได้หรือไม่ คนเรียนหลักสูตรนี้ต้องแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                อาจารย์จรัสมองว่า ความรู้มีชีวิต จัดการยากขึ้นเพราะมีการเปลี่ยนแปลง

                ประเทศไทย 4.0 เคลื่อนไปตามกระแสโลก ถ้าเลือกเรื่องที่จะใช้โดยอยู่บนพื้นฐานที่มีอยู่ จะทำให้ชีวิตง่าย

                การศึกษาไม่ได้อยู่ในห้องเรียนอีกต่อไป แต่เรียนในห้องเพื่อให้มีกรอบไปเป็นหลักจับประเด็น

วีดิโอเทปอาจารย์จีระและอาจารย์ธงทอง รายการไทยมุง

                พ่อแม่คาดหวังให้ครูให้ความรู้เด็กเท่านั้น แต่ในความจริงต้องเป็นความร่วมมือของโรงเรียนและผู้ประเทศในการให้ความรู้

                การปฏิรูปการศึกษาไม่ควรสร้างกรอบปฏิบัติเพราะเป็นการล้มละลายทางปัญญาของสังคมไทยอย่างช้าๆ

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                การศึกษาสร้างคนเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ การศึกษาแต่ละยุคมีความเปลี่ยนแปลงไป เนื้อหาก็เปลี่ยนแปลงไป วิธีการเรียนการสอนต่างกันไป ถ้าเราไม่เปลี่ยนเราก็ตาย

                เมื่อ 9-10 ปีที่แล้วมีการปฏิรูปการศึกษารอบที่ 1 เมื่อผ่านมาแล้วก็ต้องทบทวน มีการสานต่อในสิ่งที่ดี อาจจะปรับในสิ่งที่ยังไม่ดี ต้องเปิดใจให้กว้างเพื่อรับฟังความเห็น

                อาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธรบอกว่า ให้เลือกว่าอยากให้เด็กมีคุณธรรมหรือเรียนเก่ง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ควรเลือกคนดีก่อนแล้วพัฒนาให้เก่งได้

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                ทุกคนเลือกคนดีก่อน แต่ความเก่งก็พัฒนาได้โดยมีหลายฝ่ายช่วยกัน

                การศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องทำตลอดชีวิต เด็กเข้าใจว่าเรียนจบแล้วไม่ต้องหาความรู้ต่อ คำว่า กศน. คือต้องเรียนรู้ทุกอย่างตลอดชีวิต

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ขอชมเชยอาจารย์ธงทองที่นำเรื่องนี้มา เวลาพูดเรื่องการศึกษา คนไม่ค่อยตื่นเต้น ยุคอาจารย์ธงทองต้องทำให้ประเด็นที่ทำเกิดพลังในสังคม

                พลังการศึกษายุคนี้ต้องมีกระทรวงอื่นๆมาช่วยด้วย  การศึกษามีความสำคัญกว่ามีแค่การศึกษาของกระทรวงหรือข้าราชการ

                ปัญหาคือ ต่างคนต่างทำ ขาดความต่อเนื่อง

                อยากให้ค่านิยมในสังคมมาสนใจความดี การต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลง มีความคิดสร้างสรรค์  ยุคต่อไปเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์

                น.พ.เกษม บอกว่า ต้องให้ modern management แก่เกษตรกร อาจารย์จีระจะไปทำร่วมกับกระทรวงศึกษาทำเรื่องนี้ เวลาสอนผู้นำเกษตรกร ต้องฟังชาวบ้านก่อนเกี่ยวกับภูมิปัญญา แล้วถามว่า เขาต้องการ modern management หรือไม่ ต้องปรับพฤติกรรมครู มีพฤติกรรมแบ่งปันและแสวงหาความรู้

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                เราต้องการคนดีและเก่งเป็นเป้าหมายปลายทาง

                ปัจจัยที่ทำให้ไปถึงเป้าหมายนั้น

                1.การบริหารจัดการ มีเครือข่าย

                2.งบประมาณ ลงทุนมากแต่ได้ผลน้อย

                3.หลักสูตร

                เด็กญี่ปุ่นและเกาหลีเรียนในโรงเรียนเป็นเวลาน้อยกว่าเด็กไทย แล้วไปเรียนระดับมหาวิทยาลัย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                เวลาเรียน เด็กก็ต้องมีความสุข เคยถามนักเรียนว่า ตอนอายุ 45 ปีจะทำอะไร เขาก็จะรู้จักคิด อยากให้เด็กไม่บ้าวิชาการเกินไป สิ่งสำคัญต้องมี Life Skill

                คนญี่ปุ่นบอกว่า ตอนเรียน คุณสอบเทอมละ 2 ครั้ง แต่ตอนทำงาน สอบทุกวัน

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                แม้เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง ครูก็ต้องให้การสนับสนุนด้วย ตอนนี้ครูเกินบางที่ ขาดบางที่ และก็ขาดคุณภาพ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ครูไม่ใฝ่รู้ ไม่ทันเหตุการณ์ ชอบให้เด็กทำตามคำสั่ง เด็กจึงไม่มีความคิดสร้างสรรค์

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                ทุกกระทรวงก็ขอให้ครูกรอกแบบฟอร์ม ทำให้เป็นภาระ ครูขาดขวัญกำลังใจ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                การมียุทธศาสตร์ไม่พอ ต้องเอาชนะอุปสรรค ต้องทุ่มเท ต่อเนื่อง ผนึกกำลังกันอย่างจริงจังแล้วใช้ศักยภาพคนในสังคม แล้ววัดผล ชนะเล็กๆ

                เรื่องพฤติกรรมครูต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                วันนี้เทคโนโลยีก้าวไกลมาก เช่น คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต สื่อทางไกล มาเลเซียมีมหาวิทยาลัยไซเบอร์เป็นการระดมหลายมหาวิทยาลัยมาช่วยกันสร้างหลักสูตรโปรแกรมสำเร็จรูป เด็กกลับไปทำการบ้านเรียนเองได้ด้วยความเพลิดเพลิน

ความคิดเห็นประชาชน

                1.การให้กู้ยืมเรียนเป็นเรื่องที่ดี อยากให้ดูแลเรื่องอนุบาลด้วย คนไม่มีเงินก็ไม่ได้เรียน

                2.ออสเตรเลียเปิดให้เรียนตามที่ชอบ

                3.ครูแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน ครูขายของ สอนพิเศษ

                3.โรงเรียนต่างจังหวัดตั้งหลักสูตรเอง ควรเป็นอย่างนี้จะดีกว่า

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                โรงเรียนเอกชนมีไม่ถึง 25% ที่เหลือเป็นโรงเรียนรัฐ มีโรงเรียนเล็กจำนวนมาก โรงเรียนเล็กเป็นโรงเรียนประถม มีจำนวนเด็กลดลงเพราะอัตราการเกิดน้อยลง แต่ละโรงไม่ว่าใหญ่หรือเล็กมีค่าใช้จ่ายคงที่เท่ากัน ควรมีกลุ่มโรงเรียนทำบางกิจกรรมร่วมกัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                เรื่องนี้เป็นแก่นความรู้ของสภาการศึกษา

                เรื่องโรงเรียนเล็กๆ ครูคนหนึ่งต้องสอนหลายวิชา สิ่งสำคัญอยู่ที่วิธีการเรียน

                ได้คุยกับอาจารย์ยงยุทธ์ ทำให้ทราบว่า สิ่งที่ปฏิรูปมันไปรวมศูนย์ การปฏิรูปการศึกษาปฏิรูปตัวเองลำบาก มีข้าราชการ แม้กระทรวงใหญ่ขึ้น การสั่งการควรมีน้อยลง ควรจะฝึกข้าราชการ C8 ซึ่งเป็นผู้สั่งการ ฝึกให้บูรณาการเพื่อฟังลูกค้าและให้เกียรติมากขึ้น

                การปฏิรูปครั้งที่สอง ควรเน้นปฏิรูปพฤติกรรมการมีส่วนร่วมกันทำงาน

                ต้องมีการพัฒนาผู้นำและการบริหารจัดการสมัยใหม่ให้ข้าราชการด้วย

                โลกทัศน์ของผู้สอนต้องกว้าง ผู้นำจึงจะมีโลกทัศน์กว้างด้วย

                ต้องมีความสุขก่อน ยกย่องคนร่วมงาน ทำให้มีศักดิ์ศรี อยู่ด้วยกันยั่งยืน แต่ติดขัดงบประมาณและจำนวนคนเข้าโครงการ

                ในการเรียน ต้องมีการแบ่งปันความรู้ หารือกันกรณีศึกษาชุมชน มีการส่งการบ้านทางอินเตอร์เน็ต

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                ยุคเบบี้บูม มีคนเกิดมาก มีสถานศึกษาผลิตครูมาก แต่อีก 5-10 ปีข้างหน้าจะมีครูเกษียณ 1 ใน 3 ต้องมีการเตรียมความพร้อม ตอนนี้คณะครุศาสตร์ต่างๆผลิตครูปีละ 12,000 คน แต่ได้งาน 3,000 คน มีหลายคนมาเรียนครูแต่ไม่ได้มีใจรัก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ผู้อำนวยการมักบริหารครูไม่เป็น แต่ควรให้มีส่วนร่วม มีแนวร่วมข้างนอกเพื่อสร้างความรู้ใหม่ เรื่องเครือข่ายก็เป็นเรื่องสำคัญ

                Networking ทำให้มีความรู้ที่เปิดกว้าง

                คุณภาพยุคต่อไปไม่ได้มาจากงบประมาณแผ่นดิน

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                ต้องพัฒนาครู เชิงสาระ พฤติกรรมและทั้งระบบ เราจะพยายามยกฐานะครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง

                ตอนนี้ เด็กมีหูตากว้างขวาง บางครั้งก็ต้องฟัง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ครูต้องรู้ทัน รู้จริง กระตุ้นเด็กให้เป็นเลิศ ครูต้องรักอาชีพครูอย่างแท้จริง ครูต้องทำงานเป็นทีม

รศ.ธงทอง จันทรางศุ

                ปฏิรูปประเทศไทยเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปการศึกษา ต้องพยายามเติมคุณภาพและแรงให้การศึกษา ต้องทำแบบเป็นเครือข่ายขับเคลื่อนโดยทุกฝ่าย

ช่วงสรุปและให้ข้อเสนอแนะ

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                การสนทนาเน้นการปฏิรูปการศึกษา บางอย่างก็เปลี่ยน มีการกล่าวว่า มีโรงเรียนมาก แต่นักเรียนมีน้อย ตอนนี้มีโรงเรียนควบรวมกัน เวลาวิเคราะห์ต้องดูเงื่อนเวลาด้วยว่ามีบริบทอย่างไร แต่ครูเปลี่ยนหรือยัง ครูต้องเปลี่ยนพฤติกรรม

                การศึกษาในระบบเคลื่อนช้า แต่การศึกษานอกระบบแบบกศน. ก็เดินไปไกลไปดูแลเกษตรกร on the job training

                การแก้ปัญหาต้องมีวิธีการเรียน learn, share, care แล้วต้องคิดด้วย แต่วัฒนธรรมจำกัดไม่ให้เด็กออกความเห็น

                การศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยนตลอด ตอนนี้อาชีวะเด่นขึ้น

                คนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

                การมีส่วนร่วมและบูรณาการเป็นเครื่องมือ

                มีเทคโนโลยีแล้ว พฤติกรรมต้องเปลี่ยนด้วยจึงจะช่วยได้

                อาจารย์จีระไปสอนภาวะผู้นำเทพศิรินทร์ 9 ให้เด็กทำ workshop ว่า ชอบผู้นำคนใด เด็กชอบทักษิณเพราะมีเมตตากับคนจน มีการพยุงราคาสินค้าเกษตร เป็นเพราะเด็กไม่เข้าใจ เด็กอีกคนชอบ Angela Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเพราะสนใจสิทธิมนุษยชน รับคนอพยพเข้าประเทศ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เด็กคนนี้มีพ่อแม่อพยพมาจึงสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน เด็กที่ชอบทักษิณเพราะแม่ปลูกลำไย

                การปฏิรูปก็ต้องลงไปที่ครู ต้องส่งเสริมให้เด็กแสดงความคิดเห็น

                รัชกาลที่ 9 ใช้ครูตู้แล้ว พาเด็กลงพื้นที่ ให้เด็กมีทักษะชีวิตจริงๆ

                หลายอย่างเปลี่ยนมาก แต่พฤติกรรมครูบางคนยังไม่เปลี่ยน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                เราเรียนเพื่อไปจัดการนวัตกรรม ต้องมีพฤติกรรมสร้างกระบวนการนวัตกรรม

                วิชานี้มอง Macro ไปสู่ Micro รุ่น 16 ควรมีกรณีศึกษา Macro 1 เรื่อง จึงเลือกเรื่องการศึกษา เพราะทำมามากแต่ยังไม่สำเร็จ

อาจารย์จีระชอบตรงประเด็น เอาชนะอุปสรรค มีตัวละคร ซึ่งได้อิทธิพลมาจากเชคสเปียร์ การศึกษาเน้นตัวละครภาครัฐมากเกินไป แต่ภาคสาธารณสุขกระจายไปองค์กรอิสระด้วย แต่ภาคการศึกษามีองค์กรอิสระน้อย  ถ้าศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง ก็พัง

Workshop

เสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษา 3 เรื่อง เน้นปัจจัยความสำเร็จและความล้มเหลว

กลุ่ม 3

แนวทางปฏิรูปการศึกษา

ปัจจัยความสำเร็จ

ปัจจัยความล้มเหลว

1. ปฏิรูปผู้เรียน

พวกที่ไม่ได้เรียนจะทำอย่างไร เช่น เรียนนอกระบบ เอกชนก็ต้องมีส่วนร่วม

ถ้าได้เรียน ก็แก้ปัญหาได้

ปัญหา

ให้เรียนภาคบังคับ บางครั้งนักเรียนออกกลางคัน ครูไม่ได้ติดตาม พ่อแม่ไม่ได้ดูแลเพราะทำงานอย่างเดียว พ่อแม่มีลูกก่อนวันทำให้ดูแลไม่ได้ จึงให้โรงเรียนดูแล

จากทำจพฐ. เด็กขาดการศึกษาส่วนใหญ่มาก ต้องมีการวิจัยว่าเด็กเรียนแล้วจบกี่คน

2.ประเมินครู

ต้องใช้ความสำเร็จของเด็กเป็นสำคัญในการประเมิน

ต้องดูความจริง วิธีการทำอย่างไรให้ตรงประเด็น ต้องใช้ HR architecture เกิด โตขึ้นมาเรียนแล้วไปทำงาน

เชิญคนทำงานในแต่ละอาชีพมาแนะแนวอาชีพแก่เด็ก ทำให้เด็กค้นพบตัวเอง

 

ใช้ความสำเร็จครูเป็นที่ตั้ง

เด็กจากโรงเรียนประจำจังหวัดสกลนครได้เกรดเอทั้งหมด ไม่ต้องสอบก็ได้

เด็กสงสัยว่าเรียนพิเศษเพราะติวเตอร์ให้ความรู้ที่ทันสมัยกว่าในโรงเรียน

3. หลักสูตร

ดู Mindset ปรับตามสมัยแล้วหรือไม่

ดูว่าสังคมต้องการอะไร  ทำหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการนายจ้าง

เรียนจบแล้วเด็กตกงานเพราะหลักสูตรไม่ตรงกับการทำงาน เรียนแต่ตำรา

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เป็นประเด็นที่ดี

กลุ่ม 2

แนวทางปฏิรูปการศึกษา

ปัจจัยความล้มเหลว

ปัจจัยความสำเร็จ

1.ใช้ตามแนวซีพี นำหัวหน้ามาอบรมก่อน

 

ผู้บริหาร

ต้องเรียนรู้เรื่องปัจจุบัน

เชิญคนเก่งมาพูด

กระทรวงศึกษามีออนไลน์ไปทุกแห่ง

เวียดนามเชิญอาจารย์สิงคโปร์และจุฬาไปออกแบบหลักสูตร

คุณสรรเสริญประสบความสำเร็จเรื่องนี้ ซีพีเชิญไปบรรยายเพื่อให้เห็นอนาคต

2.มีกิจกรรมนอกหลักสูตร เพิ่มทักษะ

เด็กเป้าหมายขาดแรงจูงใจและทักษะปฏิบัติจริง

ลดเวลาเรียน

มีคอร์สออนไลน์ให้เด็ก

สร้างแรงบันดาลใจ

มีกรรมการกำหนดเนื้อหา

3.เพิ่มแรงจูงใจครู

ครูขาดแรงจูงใจและวิธีการถ่ายทอด

ให้เงินเดือนสูงขึ้น

ไม่ให้ครูมีการสอนพิเศษ

อาจจะเพิ่มโอกาส โดยหาสื่อดิจิตอล อาจหาคนเก่งที่บรรยายทางวีดิโอมาให้ฟัง

เปลี่ยนความคิดครูว่าต้องทำให้เด็กใช้ความรู้ได้จริง

กระทรวงศึกษาต้องมี focus ว่า ต้องการอะไรแล้วลงทุนเรื่องนั้น

ใช้เทคโนโลยีมาช่วยแล้วจะประหยัดงบมาก

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจทำวิทยานิพนธ์เรื่อง education+digital

ขอบคุณที่ใช้ 2R’s ตลอด

กลุ่ม 1

แนวทางปฏิรูปการศึกษา

ปัจจัยความล้มเหลว

ปัจจัยความสำเร็จ

1. ปฏิรูปเด็กและครอบครัว

ทำได้แค่เป็นช่วง

ทำให้เด็กแสดงความคิดเห็นในห้องเรียน

ใช้ HRDS เคารพความคิดเด็ก เพราะเด็กทุกคนมีความคิด

สามารถนำแนวคิดนี้มาใช้ได้

เมื่อเคารพเด็กแล้ว เด็กก็มีความสุข ความภาคภูมิใจ

สุดท้ายจะเกิดความคิดสร้างสรรค์เป็นแนวคำเนินชีวิตและอาชีพ

2.ปฏิรูปสภาพแวดล้อม ครู นักเรียน โรงเรียน

สมัยก่อนมีครูแนะแนว มีเฉพาะช่วงต่อการศึกษา ยังไม่มีตัวอย่างอาชีพนำเสนอให้เด็กเห็น

เด็กอาจจะเบื่อตำรา

การเรียนปริญญาเอกและโท มักนำอาชีพมาสนทนาการเรียน ตรงกับความจริง น่าสนใจ

3. หลักสูตร

 

นำดิจิตอลมา

เด็กนักเรียนนานาชาติเรียนทางอินเตอร์เน็ตได้

เด็กประถมก็ส่งการบ้านทางอินเตอร์เน็ต

เรียนน้อย มีการเล่นกีฬา

เวลามีการบ้าน ทุกคนหาข้อมูล ไม่ต้องเรียนพิเศษแล้ว

การนำออนไลน์ไปใช้จะทำให้เรียนรู้ได้เท่ากันทั่วประเทศ

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

               ทั้งสามกลุ่มดีแล้ว นี่น่าจะเป็นภูมิปัญญาเรา

               ครูรู้แต่วิชาการแต่ไม่เข้าใจเด็ก เด็กอ่อนแอเพราะปัจจัยครอบครัว

               อยากให้นำความคิดนี้ไปแปรเป็นนโยบายของประเทศ

               ไม่ควรประมาทเรื่องสื่อเพราะดิจิตอลอาจมีอิทธิพลทางลบก็ได้

ดร.ทรงวุฒิ กันภัย

                อาจารย์จีระเน้นความต่อเนื่อง ปัญหาคือ คนเรียนแล้วหยุดพัฒนาการ เมื่อมีวิจัยมาเกี่ยวข้องมาก ก็จะไม่อ่านหนังสือและทำการบ้าน แล้วก็จะไม่ต่อเนื่อง เวลาที่เรียนก็สนุกได้เจอเพื่อน เมื่อ 3 เทอมผ่านไปก็ต้องสอบคิวอี ต้องทำเอง

                จากการหารือ ก็มีความหลากหลาย งานวิจัยดร.ทรงวุฒิมีเรื่องการเตรียมกำลังคนของประเทศ มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย  เวลาทำดุษฎีนิพนธ์ ต้องอ่านให้มาก เป็นการ review literature อาจารย์จีระเน้นความต่อเนื่อง 3ต.

                มีนักวิชาการชื่อ Charles Windom กล่าวถึง Implementalism เรามีนโยบายภาครัฐ แต่เราไม่เคยทำตาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย

                จากการที่เรียนที่สหรัฐอเมริกา อาจารย์ก็พูดไปเรื่อย ต้องจับประเด็นเอง

                ขอแนะนำ 5 Disciplines ของ Peter Senge เกี่ยวกับ Learning Organization เช่น บางกลุ่มบอกว่า ครูไม่มีความต่อเนื่อง

                จากการลงพื้นที่จันทบุรี ได้ทำเรื่องการบริจาคทุนการศึกษา ที่จันทบุรีมีครู 4 คน อุปกรณ์พร้อม นักเรียน 102 คน มีนักเรียนออร์โธปิดิกส์ด้วย ซึ่งต่างจากนักเรียนในกรุงเทพ มีอินเตอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง

                จากการทำงานภาคอุตสาหกรรม พบว่า คนเรียนจบก็ทำงานไม่ได้ทันที ตอนนี้มี Human resource and machine partnership ทำให้ไม่ต้องใช้พนักงานมาก ที่สหรัฐอเมริกาใช้ระบบสแกนตาเวลาเข้าทำงาน มี software คิดเงินเดือน การเรียนปริญญาเอกต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

                จากประสบการณ์การทำงานเป็น HR และทนายความ ได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทของญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

                บริษัทของญี่ปุ่นเน้นทำให้กรอบประสบความสำเร็จ ใช้ QCDMSE ประกอบด้วย

                1. Quality มีคุณภาพสร้างสินค้าไหม

                2. Cost ลงทุนมาเรียน ทำอย่างไรให้เป็นประโยชน์

                3. Delivery หรือ on time เวลาญี่ปุ่นมี Product line รถคันหนึ่งใช้ชิ้นส่วนมากมาย ก็จะวิ่งผ่าน Supply Chain

                4. Man ต้องทำให้เกิดความเสี่ยงน้อยลง

                5. Safety ต้องทำให้เกิดความปลอดภัย เช่น พยายามเรียนจบให้ตรงเวลา

                6. Environment จะเกิดจาก 4L’s sharing knowledge

                ต้องกลับไปดูว่า สร้างคนได้ดีหรือยัง อาจารย์จีระได้กล่าวถึงบทบาทครอบครัวเป็น supply side แม้จะมี demand มากในประเทศไทย ถ้าครอบครัวยังสร้างคนได้ไม่ดี ก็ยังทำนวัตกรรมไม่ได้

                กระทรวงศึกษามีข้อมูลว่า ประเทศไทยมีนักเรียนจบ 5 แสนคนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเหลือ 3 แสนกว่าคนที่เข้าสู่ระบบอุดมศึกษา ส่วนที่ตกหล่นไปที่ไหน

                งานที่จะต้องทำต่อไปคือ หันไปดูความถนัดของตนเอง ดร.ทรงวุฒิทำเรื่องความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ในการเตรียมกำลังคนของประเทศเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพแรงงานในภาคอุตสาหกรรม มี Keywords คือ Collaboration, Manpower, Efficiency, Labor และ Industry ก็ต้องกลับไปดูนิยามว่าจะทำอะไร

                สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องอ่านหนังสือ หนังสือเรื่อง shift ดีมาก เป็นเรื่อง innovation จะ shift ตัวเอง ประเทศและบริษัทอย่างไร

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                วันนี้มี Value Diversity มีคุณค่าจากความหลากหลาย ชอบหลักสูตรปริญญาเอกที่สวนสุนันทา

                การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของ HR architecture เป็นเรื่องสำคัญของทุนมนุษย์ ต้องเรียนรู้ที่จะเรียน ใช้ learn, share and care

                Environment เป็นบรรยากาศเรียนรู้ร่วมกัน แค่การเรียนครั้งที่ 2 เห็นโอกาสที่ได้พูดคุยกัน

                Learning Community ไม่ได้เรียนคนเดียว เรื่องเด็กตกหล่นเป็นเรื่องที่เราไม่เคยคาดคิด เมื่อมีวิธีการเรียนรู้ที่ดีก็มีการเก็บเกี่ยว ฟังแล้วเกิดแรงบันดาลใจ ไอทีช่วยเรื่องเด็กตกหล่นได้มาก ทุกเรื่องเชื่อมกันหมด

                การประเมินกลับด้าน ประเมินเด็กแทนครู ว่าครูสอนแล้วเด็กประสบความสำเร็จอย่างไร เป็นการย่นระยะทางถ้าใช้กรณีศึกษา

                มีประเด็นทิ้งท้าย คุณแอนนา เวย์ก็ฝากเรื่องไอที เด็กรุ่นใหม่เป็นปัจเจกมาก จึงควรมีเรื่องสังคมมาเกี่ยวข้อง

วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.  2561

ครั้งที่ 3

…………………………………………………………………………………………

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน


ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                แต่ละสัปดาห์ที่ผ่านไปขอให้ทุกคนทบทวนให้รอบคอบว่าทำอะไรไปบ้างและมีประโยชน์ต่อตนเอง

                สัปดาห์แรกก็พูดถึงหลักสูตรนี้ Chira Way ทุกคนได้แนะนำตัวแล้วแบ่งความรู้

                ครั้งที่สอง ฟังเทปการศึกษาแล้วทุกคนออกความเห็นด้านการปฏิรูปการศึกษา

                นอกจากการศึกษา มีตัวอย่างอื่นๆที่ลงทุนเรื่องคนด้วย เช่น บทบาทของครอบครัวที่ต้องปลูกฝัง เรื่องสุขภาพ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ก่อนเข้าสู่วัยทำงาน ในอนาคต หลักสูตรแบบนี้ก็ขยายเป็น Macro และ Micro

                เรื่อง Macro อีกเรื่องคือสื่อ ตอนนี้มีวิเคราะห์แล้ว social media มีดีและเสีย ทำให้เด็กยุคต่อไปถูกอิทธิพลเหล่านี้ ตอนนี้สังคมไทยคิดไม่เป็น เมื่อทำเรื่องการปฏิรูปการศึกษาแล้ว จะนำความเห็นทุกคนมาเป็นแก่นแล้วแบ่งปันไปให้คนอื่นเป็นผลงานรุ่นด้วย

                การพัฒนาทุนมนุษย์ที่ดีต้องมาจากการปลุกฝังมาตั้งแต่ก่อนทำงาน ต้องช่วยกันทำ นวัตกรรมเป็นเป้าหมาย แต่ขึ้นกับปลูก เก็บเกี่ยวและเอาชนะอุปสรรค

                อาจารย์จีระได้ขอให้อาจารย์พิชญ์ภูรีร่างแนวทาง Chira Way ขอให้นักศึกษาวิจารณ์

                ลูกศิษย์ชื่อ คุณศรัณย์ไปเยี่ยมอาจารย์จีระที่บ้าน ก็สนใจฟังรายวิทยุแล้วส่งไลน์มาบอกว่า อาจารย์มีประสบการณ์ที่ธรรมศาสตร์แล้วก็เดินทางบ่อยมี global view เคยเป็นประธาน APEC HRD กลุ่ม APEC เป็นการรวมตัวของ 21 เศรษฐกิจ มีการประชุม summit ทุกปี มีกรรมการรับผิดชอบในแต่ละเรื่อง อาจารย์จีระทำ HRD  จึงมีโอกาสได้ปะทะทางปัญญา เวลาคนที่คนผิวเหลืองเป็นประธาน มี Bias มาก คนผิวขาวรวมตัวโหวตเป็นบล๊อก

                ในด้านการปฏิรูปการศึกษา อาจารย์จีระถามลูกน้องว่ามีความเห็นอย่างไร คุณวราพรบอกว่า ควรพัฒนาภาษาอังกฤษ อาจารย์จีระบอกว่า ควรสอนให้ประยุกต์การศึกษาให้ใช้กับสภาพความเป็นจริงให้ได้ คนไทยควรมีความสามารถไปพูดในการประชุมภาษาอังกฤษ อาจารย์จีระเคยจัดการประชุมนานาชาติที่เมืองไทย

                ชาวบ้านก็ยังคิดถึงอาจารย์จีระเมื่อได้ไปให้ความรู้แล้ว

                อาจารย์จีระจะรับหน้าที่สอนปริญญาเอกให้ดีที่สุด หลักการเรียนคือทำให้เกิดปัญญาแล้วพัฒนาตัวเรา หลักสูตรนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ได้ปริญญาอีกใบ อยากให้เป็นบรรยากาศการเรียนที่มีคุณค่าต่อนักศึกษา แม้เรียนแค่หลักสูตรเดียวก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า คนที่ไม่ได้มาเรียน ก็ขอให้ติดตามใกล้ชิด

                Wisdom ที่เกิดในห้องกับ Moment ที่เกิดในแต่ละครั้งควรนำคิดว่ามีผลกระทบอย่างไร ใช้ 2R’s ความจริงและตรงประเด็น แลกเปลี่ยนความรู้เป็นทีมในช่วงที่ไม่ได้เรียนกับอาจารย์

กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับบทความเรื่อง ศาสตร์พระราชา ทรงเน้นทุนนิยมให้ทุกคนมีส่วนร่วมที่เต็มไปด้วยจริยธรรม มีการเคารพซึ่งกันและกัน มีความรักและความยั่งยืน

ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า คอลัมน์บทเรียนจากความจริง วันเสาร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                บทความนี้ลึกซึ้ง มีตัวอย่างหลายเรื่องประกอบ

                ในเรื่องปฏิรูปการศึกษา ควรทำเรื่องคนตกหล่นในระบบการศึกษา ควรทำเรื่อง 4L’s ในการปฏิรูประบบการศึกษา

                ทุกคนควรส่งไลน์ตอบว่า ควรจะปฏิรูปการศึกษาในด้านใดบ้างเพื่อให้เกิดผลอย่างแท้จริง

                อาจารย์ส่วนใหญ่สอนมีแต่สาระ แต่ขาดการสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษา

คนที่ 1

                บทความกล่าวถึงเรื่อง Trump บริหารประเทศเน้นเศรษฐกิจและ America First ตอนที่ไปพูด Davos ก็บอกว่าทำอะไรให้อเมริกาบ้าง ทำให้บางบริษัทจ่ายโบนัสได้ ในส่วนทุนนิยมที่เขาทำเน้นความโลภ แต่เศรษฐกิจพอเพียงลดความเหลื่อมล้ำ ให้ทางเลือกด้านจิตใจ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ควรทำวิทยานิพนธ์ ศาสตร์พระราชา

                อเมริกาเป็นทุนนิยมสอนให้ทำกำไรสูงสุด แต่ตอนนี้เศรษฐศาสตร์ต้องเป็น Multidisciplinary

อาจารย์จีระใช้เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ความสุข เวลาที่มาเรียนแต่ละคนจะได้อิทธิพลจากเพื่อนที่มาร่วมด้วย

คุณพูดเหมือนคนที่อ่านหนังสือ เป็น wisdom ที่ได้แรงบันดาลใจจากบทความนี้

คนที่ 2

                Trump มองประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก แต่ Macron มองโลกเป็นหลัก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ดีมาก

                Trump นำอเมริกาออกจากข้อตกลง Climate change อเมริกาควรช่วยเรื่องนี้

คนที่ 3

                Trump ทำตัวเป็นผู้นำโลกว่า นำเสนอเป็นตัวเลขเปรียบเทียบ มองตนเองว่าประสบความสำเร็จ คนผิวดำไม่ได้เห็นด้วย

ต่างจากศาสตร์พระราชา คิดถึงระดับรากหญ้าด้วยนอกเหนือจากเศรษฐกิจอย่างเดียว

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ควรแยกสิ่งที่วัดได้และวัดไม่ได้

                สิ่งที่วัดไม่ได้มีใน HRDS ความสุข การเคารพนับถือ เกียรติและศักดิ์ศรีและความยั่งยืน

                ถูกใจความเห็นนี้มาก

คนที่ 4

                บทความนี้สะท้อนว่า ศาสตร์พระราชาเติมเต็มทุนนิยม  อเมริกาสุดโต่งไป ต้องมีความยั่งยืนด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ตอนที่จัดสัมมนาระดับนานาชาติ มีทูตยุโรปจะเชิญอาจารย์จีระไปพูดที่ยุโรป ควรจะมีคนระดับหมอเกษมและดร.สุเมธไปพูดในระดับ Davos ด้วย ตอนนี้ระดับ UN เข้าใจแล้ว แต่นักธุรกิจยังไม่เข้าใจ ยังวัดจากตัวเลขมากกว่า

คนที่ 5

                น่าเห็นใจ Trump ถ้าเขาได้เรียน Chira Way กับอาจารย์คงไม่ถูกโจมตี Trump มองแต่ทุนนิยม และผลประโยชน์ต่ออเมริกา ไม่ได้มองความยั่งยืนของโลก ไม่รู้ว่าอเมริกาให้อะไรกับโลก HRDS, 2R’s สามารถนำไปตอบโจทย์ในโลกได้ จากการได้เรียนก็นำทฤษฎีไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในโลก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                รุ่นนี้ได้ Chira Way และ แรงบันดาลใจ ควรเขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษให้ฝรั่งอ่านบ้าง

                มารยาททางการเมืองสำคัญมาก ในการประชุม APEC มีอคติเกิดขึ้นตลอดเวลา

                ถ้าเรารู้น้อย ก็ทำได้ยาก หลักสูตรนี้ไม่ได้สอนให้เป็นอาจารย์หรือทำวิจัยเท่านั้น Wisdom ก็นำไปใช้ในชีวิตก็ได้

                ถ้า Trump คิดว่า คนอื่นเหมือนเขา ประเทศอยู่ไม่รอด

คนที่ 6

                ศาสตร์พระราชา เติมเต็มความเป็นมนุษย์ ถ้าเราคิดพัฒนาแล้วแบ่งปันให้คนอื่นเจริญ มีจิตใจมีคุณธรรม

                Trump เน้นต่างคนต่างทำ มองที่ตัวเลข ไม่คิดถึงคนอื่น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                Trump ต้องคิดถึงเกิดแก่เจ็บตาย คนแบบ Trump ไม่ได้มีบ่อย แสดงว่า ในอเมริกามีคนผิวขาวคลั่งความยิ่งใหญ่ในอดีต คนผิวขาวเหล่านี้เรียนจบมัธยมแล้วทำงานในโรงงานรถยนต์ ตอนหลังมีต่างชาติเข้ามาธุรกิจจึงล่ม เขาแค้นชาติอื่นๆ คนผิวขาวลืมตัวว่าเป็นผู้อพยพเหมือนกัน คนผิวขาวขวาจัด บ้าคลั่งศาสนา แต่สังคมไทยไม่เป็นแบบนั้น คนไทยมีความอดทนสูง มีหมอ ดาราเป็นเพศที่สามมากขึ้น แต่คนผิวขาวไม่เข้าใจพหุวัฒนธรรม Value Diversity คือการเข้าใจความหลากหลาย สังคมไทยไม่ควรจะเกิดการแบ่งแยกอีกครั้ง คนเราแตกต่างกันได้แต่ไม่ควรจะฆ่ากัน

                Wisdom ต้องนำมาประยุกต์กับความจริง โดยมาจากฐานข้อมูลที่มาเรียบเรียง ตอนท่ฟองสบู่แตก ถ้าไทยไม่มีเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่รอด

                พูดดีมาก

คนที่ 7

                Trump อยู่ในช่วง honeymoon มีอีโก้สูงมาก จะเน้นตัวเลขที่ดีขึ้นและคนชอบมาเสนอ

ศาสตร์พระราชาเน้นความยั่งยืนมากกว่า

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                Professor ที่ Harvard บอกว่า ความสำเร็จที่แท้จริงคือ Happiness and Sustainability คนที่เรียนจบ Harvard 5 ปีแรกมีความสุขงานทำดี ต่อมามีปัญหาครอบครัว โรคร้าย บางคนเข้าคุก เช่น ประธานเอ็นรอน ตอนหลังสังคมมีคนเข้าคุกมากขึ้น

                ตอนนี้มี Fintech ทำให้ธนาคารปลดคน ทำให้คิดถึง Employment and Employability ต้องมีความสามารถในการจ้างงานตนเองด้วย ช่วยกันทำงาน ไม่ควรประมาทกับชีวิต

คนที่ 7

                Trump อยู่ในช่วงที่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้

                ความดีกับความยั่งยืนนั้นวัดยาก คนที่ดูศาสตร์พระราชาที่ต่างจังหวัดก็ไม่เข้าใจแก่น

แล้ว Trump ก็จะเรียนรู้ทีหลัง

                นักธุรกิจมักดูผลลัพธ์วัตถุนิยม บางบริษัทก็ทำ CSR แต่ประชาชนก็ไม่ได้เรียนรู้ นายกรัฐมนตรีก็ดูแลความสุขของประชาชน มีศูนย์ดำรงธรรม โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ประสานความร่วมมือ 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ควรทำวิจัยเรื่อง ศูนย์ดำรงธรรม ควรแก้ปัญหาเด็กออกจากโรงเรียนกลางคัน

 

การนำเสนอหนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้

กลุ่ม 1

                แนวคิดทรัพยากรมนุษย์

                แนวคิดเดิมของทรัพยากรมนุษย์คิดถึงเรื่องแรงงานสัมพันธ์ มุ่งแก้ปัญหาความขัดแย้งด้านแรงงาน ยังเห็นว่าคนเป็นต้นทุนการผลิต ตอนนี้แนวคิดทรัพยากรมนุษย์ก็มีการเปลี่ยนแปลงว่า คนเป็นมูลค่าเพิ่ม คนเป็นผลกำไรขององค์กร จึงต้องดูแลเอาใจใส่เพิ่มศักยภาพคนอย่างจริงจังและเป็นระบบ

                แนวคิดทรัพยากรมนุษย์ของคุณพารณมองทรัพยากรมนุษย์เป็นมูลค่าเพิ่ม ต้องมีการพัฒนาทั้งระบบควบคู่ไปกับเรื่องจิตใจ ต้องมีการกระทำตนเป็นต้นแบบมีอยู่ 4 หัวข้อด้วยกัน

                1. มีแนวคิด 4 เก่ง 4 ดี

                    4 เก่งคือ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด เก่งเรียน

                    4 ดี ก็คือประพฤติดี มีน้ำใจ ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม

                2. ตระหนักในคุณค่าของคน คนมีค่ามากกว่าทรัพย์สินอื่นใดในองค์กร เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาคนเรื่อยๆ และรักษาคนให้ดี มีการลงทุนพัฒนาอบรม โดยที่ในปูนซิเมนต์ไทย มีการอบรมระดับล่าง กลาง บน นอกจากนั้นยังพัฒนาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรทั้งหมด เช่น Supplier ผู้รับเหมา ลูกค้า จะได้รับการพัฒนาได้รู้อะไรใหม่ๆอยู่เสมอ

                3.สุดท้ายแนวคิดการทำงานเป็นทีม คุณพารณชอบให้ทำงานแบบ Participative

นวัตกรรมความคิดด้าน HR ของคุณพารณ

                1. Remind Management ทัศนคติการตักเตือนผู้บริหาร เวลาที่ส่งใครไปนอกองค์กรเพื่อเป็นผู้บุกเบิกในการทำกิจกรรมใหม่ ตอนที่คุณพารณยังไม่ได้มาทำงานในเรื่องการบริหารงานบุคคล ก็ปล่อยผู้บุกเบิกออกไปไม่รู้ว่าจะกลับมาส่วนกลางเมื่อใด แนวคิดนี้สร้าง Remind Management

                2. สร้าง Corporate Culture อุดมการณ์ในการทำธุรกิจ

                3. การเพิ่มผลผลิต (Productivity Improvement)

HR concept ของอาจารย์จีระ

                มีความเชื่อว่า คนเป็นทรัพยากรที่มีค่า เป็นทุนที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะฉะนั้นต้องยกระดับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือต้องมองในลักษณะองค์รวม มีการเงิน การตลาดและขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต้องมีการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์

                ต้องพัฒนามนุษย์ให้เรียนรู้กระบวนการ ให้ชี้นำตัวเองและผู้อื่นได้ด้วย ไม่ต้องรอให้ใครมาสอน ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือผู้อื่นได้

ต้องสนใจเรื่องผลลัพธ์ เรื่องเก็บเกี่ยวเป็นเรื่องสำคัญ

                ต้องมีการรับมือความเปลี่ยนแปลงได้

นวัตกรรมความคิดด้าน HR ของอาจารย์จีระ

                1.ในช่วงแรกที่ทำงาน มีเรื่อง labor productivity และแบ่งปันผลประโยชน์แก่ผู้ใช้แรงงาน

                2.โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาผู้บริหารมหาวิทยาลัย

                3. การจัดตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปรัชญาทรัพยากรมนุษย์

                ไม่ใช่ Training แต่เป็นการเรียนรู้ ต้องรู้ตนเองก่อนว่า ตนอยู่ในระดับใด World Bank มีตัวชี้วัดเรื่องของคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ มีกรอบคือ

                1.คุณภาพของคน  อ่านออกเขียนได้เท่านั้นถือว่าไม่มีคุณภาพ

                2.คุณภาพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องของการอยู่รอดในยุคโลกาภิวัตน์และเรื่องระบบการบริหารจัดการ

                ถ้าต้องการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ต้องใช้การศึกษาสร้างและลงทุน แล้วจะได้คนที่มีความสามารถในการเพิ่มผลผลิตก็คือการเก็บเกี่ยว ประเทศไทยมีปัญหาในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาวที่ไม่เห็นผล นอกจากนั้นการเก็บเกี่ยวจากการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไม่ชัดเจน เมื่อลงทุนไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปจากองค์กรหรือไม่ ต้องมีการบริหารจัดการคนโดยจะให้ความรู้และพัฒนาด้านจิตใจ และทุนทางปัญญาไปพร้อมกัน ถ้าให้ความรู้เฉพาะ คนก็จะอยู่กับองค์กร ถ้าให้ความรู้ทั่วไป คนมีสิทธิ์ที่จะลาจากองค์กร คุณธรรมทำให้มีความรักในองค์กรและอยู่กับองค์กรได้

ตัวอย่างการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของปูนซิเมนต์ไทย

                สะท้อนในอุดมการณ์การทำธุรกิจของบริษัทปูนซิเมนต์ไทยคือ ต้องมีตั้งมั่นในความเป็นธรรม มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ เชื่อมั่นในคุณค่าของคน  ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม แล้วแปรออกมาเป็นปรัชญาของปูนซิเมนต์ไทยคือ เชื่อมั่นในคุณค่าของคน พนักงานเปรียบเสมือนคนในครอบครัว และต้องรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ทำให้บริษัทปูนซิเมนต์ไทยประสบความสำเร็จได้

                เมื่อมีทรัพยากรมนุษย์แล้ว ผู้บริหารระดับสูงต้องเชื่อว่าคนเป็น Asset และหัวใจขององค์กร มี 8K’s+5K’s สำหรับพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร

                8K’s ทุนมนุษย์ต้องมีปัญญา คุณธรรม ความสุข มีสังคม ความยั่งยืน ความเชี่ยวชาญดิจิตอล มีความสามารถ

เมื่อมีโลกาภิวัตน์ ก็มี 5K’s ใหม่ ต้องความคิดสร้างสรรค์

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ในการสอบจะเน้น HR architecture ต้องเข้าใจรากฐาน 8K’s+5K’s ก่อน มีรากมาจาก Gary Becker ซึ่งเป็น Professor จากชิคาโก ซึ่งได้รางวัลโนเบล รุ่น 16 จะขยาย 8K’s+5K’s มากขึ้น หนังสือแต่ละเล่มที่เรียนมีแรงบันดาลใจ

                หนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ มาจากการเห็นคุณค่าคุณพารณ

                หนังสือ 8K’s+5K’s  ได้แรงบันดาลใจจากการที่อาจารย์จีระไปสอนที่ภูเก็ต

                หนังสือ พลังแห่งคุณธรรม จริยธรรม ท่านว.วชิรเมธีให้เกียรติอาจารย์จีระเพราะยกตัวอย่างอธิการบดี 4 คนคือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ท่านวรรณ และ ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์

                หนังสือเล่มที่ 4 ได้แรงบันดาลใจจากอาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมลและคุณวราพร ชูภักดี

                รุ่น 15 ทำเรื่องภาวะผู้นำ ส่วนรุ่น 16 ในขณะเดียวกัน จะร่วมทำเรื่อง Chira Way

                คุณพูดถูกว่าหลักของอาจารย์คือ 8K’s+5K’s  อยากจะให้ลูกศิษย์ช่วยกันเขียนหนังสือด้วย ถ้ามาช่วยกันเขียนจะได้เป็นมรดกไว้ หนังสือทั้ง 3 เล่มเป็นภูมิปัญญาของคนไทย

กลุ่ม 1

                ในส่วน 5K’s มีทุนทางนวัตกรรม ทุนทางอารมณ์และทุนทางวัฒนธรรม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ยังไม่เคยเปลี่ยนลำดับ 8K’s 5K’s นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาหลังจากการมีพื้นฐานจริยธรรมและความรู้ใน 8K’s

กลุ่ม 1

                ตัวอย่างส่วนผสม 8K’s+5K’s ออกมาในแนวคิดเรื่องคุณภาพคนของปูนซิเมนต์ไทย

                1. ใช้ระบบ Merit ใช้ระบบคุณธรรมรับคน

                2. ให้ผู้บริหารระดับสูงเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินงาน ทุกสิ่งดำเนินไปได้อย่างสำเร็จ

                3. ทัศนคติฝ่ายบริหารจัดการ เน้นดูแลคนอย่างดีตั้งแต่แรกเข้าถึงเกษียณ ดูแลให้คนพัฒนาตนเอง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ระหว่างอาจารย์จีระกับคุณพารณคือคุณพารณไม่ใช่นักวิชาการแต่อาจารย์จีระมาจากสถาบันวิจัย ซึ่งตั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตอนที่คิดก็ไม่ได้คิดเป็นสถาบันทรัพยากรมนุษย์ แต่คิดเป็นสถาบันแรงงาน ที่มาช่วยคิดชื่ออาจารย์นิคม จันทรวิทุร ตั้งใจไว้ให้เป็นสถาบันที่ดูแลเรื่องค่าจ้าง และแรงงานสัมพันธ์แต่เสนอไปที่รัฐบาล รัฐบาลบอกว่าธรรมศาสตร์เป็นคอมมิวนิสต์ ตั้งสถาบันแรงงานไม่ได้จึงให้อาจารย์จีระเป็นประธานก่อตั้ง เขาจึงถามว่าจะใช้ชื่อใหม่หรือไม่ สถาบันประชากรศาสตร์มีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์จีระใช้คำว่า สถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เขาเห็นด้วยแต่สมัยนั้นตัดคำว่า พัฒนา ออกเพราะพัฒนาเป็นการเมือง ทำให้ผู้ใช้แรงงาน นี่คือค่านิยมคนยุคเก่า ถ้าได้ทรัพยากรมนุษย์ ก็ได้พฤติกรรมด้วย ถ้าใช้ประชากรศาสตร์ก็ได้แต่ Technical ทำแต่เรื่องโครงสร้างประชากร ทำให้ไม่มี Impact แต่ทรัพยากรมนุษย์ทำให้ได้ life cycle ทำตั้งแต่เกิดถึงตาย

กลุ่ม 1

                ทรัพยากรมนุษย์มีลักษณะเป็น Strategic Resources หมายความว่า ทรัพยากรมนุษย์ต้องมีความเป็นเลิศและทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ ทำได้โดยต้องเปลี่ยนทรัพยากรมนุษย์ให้เป็น knowledge worker คือมอง HR เป็นยุทธศาสตร์ ดึงศักยภาพคนให้เป็น global citizen

                บันไดความสำเร็จ

                1. ระดับ Macro เน้นคนเป็นสำคัญ มีวิสัยทัศน์วางแผนให้สอดคล้องกับธุรกิจในอนาคต ลงทุนในศักยภาพคนให้มีแรงจูงใจในการทำงานเพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับองค์กร นำ ICT มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน เรื่องสุขภาพก็สำคัญ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพต้องมีสุขภาพกายใจดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี มี global knowledge เช่น ภาษา เทคโนโลยี

                2. ระดับ Micro (องค์กร) ต้องพัฒนาความรู้ด้านธุรกิจ พัฒนาพนักงานในเรื่องการเพิ่มผลผลิตให้กับองค์กร ให้ทุนการศึกษาไปต่างประเทศคือการลงทุนด้านปัญญา กำหนดจำนวนวันเข้าฝึกอบรมและกำหนดทิศทางส่งเสริมพัฒนาคน ซึ่งส่วนนี้ปูนซิเมนต์ไทยก็ได้ทำ

                บันไดความสำเร็จ PPCO

                1. PDCA (Plan, Do, Check, Act) เป็นแผนที่วางไว้ก่อน

                2. Priority จัดลำดับความสำคัญ

                3. Participation ให้พนักงานและผู้บริหารในองค์กรมีส่วนร่วม

                4. Ownership การสร้างความเป็นเจ้าของแล้วจะรู้สึกว่า จงรักภักดีในองค์กร

                นำไปสู่การสร้างความจงรักภักดีในองค์กร ได้แก่ สร้างอย่างไร ทำให้ทั้งองค์กรพนักงานและได้ประโยชน์

                วิธีการสร้างความจงรักภักดีในองค์กร

                1. สร้าง long-term employment แทนระบบพันธะสัญญาที่เน้น Performance อย่างเดียว ดูแลตั้งแต่เข้าทำงานวันแรกจนถึงเกษียณ

                2. สร้างความเชื่อมโยงระหว่างพนักงานและประวัติศาสตร์องค์กร ให้ตระหนักคุณค่าประวัติศาสตร์ที่มีมายาวนานและต้องรักษา

                3. การมีส่วนร่วมของคนทุกระดับในองค์กร

                4. มองความภักดีเป็นหนึ่งเดียวเป็นทรัพย์สินทางปัญญา

                การทำให้ทั้งองค์กรพนักงานและได้ประโยชน์ (Win-Win Situation)

                1. สร้างองค์กรให้มีชีวิต นอกจากให้เงินแล้ว ต้องให้ความรัก ให้เกียรติ ให้งานที่ท้าทายความสามารถ ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม แล้วทุกคนจะมีความสุขที่จะอยู่ในองค์กร

                2. ทำให้ Knowledge Workers เป็น Global Citizens

                    2.1 มีวิสัยทัศน์ว่า จะเปลี่ยนคนไทยเป็นผู้เรียนรู้และกลายเป็นพลเมืองของโลก

                    2.2 เปลี่ยนวิสัยทัศน์เป็นพันธกิจคือ ให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่สูง

                คุณสมบัติ Global Citizens

               เป็นคนที่สามารถค้นหาข้อมูล เปลี่ยนออกมาเป็นข่าวสารและพัฒนาไปเป็นความรู้ คล่องภาษาไทยและอังกฤษ มีความรู้ด้านเทคโนโลยี มีคุณธรรม

                ตัวอย่างการสร้าง Global Citizens ด้วยการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นการลงทุน

                คุณพารณใช้ Learning Organization และ Constructionism ออกมาในรูปโรงเรียนดรุณสิกขาลัยและโรงเรียนบ้านสันกำแพง

                1. Learning Organization ทุกคนเรียนรู้ได้และเรียนรู้ตลอดชีวิต แล้วพัฒนาเป็นทฤษฎี 4L’s เริ่มตั้งแต่หมู่บ้านไปที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ภาคอุตสาหกรรม แล้วไปสู่ Nation that learns ประเทศแห่งการเรียนรู้

                2. Constructionism ผู้เรียนทำในสิ่งอยากรู้ ครูก็บูรณาการวิชาการ ให้คุณค่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก เตรียมความพร้อมให้เด็กเป็นพลเมืองในยุคโลกาภิวัตน์ ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องสนับสนุน ทำให้เด็กรุ่นใหม่เป็น Global Citizens ด้วยการศึกษา

                โรงเรียนดรุณสิกขาลัยและโรงเรียนบ้านสันกำแพงไปสู่ภาคอุตสาหกรรมคือกลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มเยื่อกระดาษแล้วไปจบที่ประเทศชาติ คือจาก Micro ไปสู่ Macro

                กรณีศึกษาการพัฒนาคนสู่ความเป็นเลิศ

                อาจารย์จีระมีตัวอย่างความสำเร็จคือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการ อาจารย์จีระใช้ 4L’s 8K’s 5K’s กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ (Eager to learn) บวกกับนวัตกรรม

                Eager to learn คือสามารถคิดวิเคราะห์ วิธีการสอนน่าสนใจ มีการคิดนอกกรอบ ทำให้เกิดนวัตกรรมซึ่งมีคุณสมบัติความใหม่ ต้องมีการลงมือ ทำต่อเนื่องและวัดผลได้

                ผลผลิตที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้าสมุทรปราการคือ

                1.มีหลักสูตรพัฒนาผู้บริหาร 48 ชั่วโมง

                2.มีหลักสูตรการเรียนการสอนในธุรกิจอุตสาหกรรม ให้นักเรียนเรียนอย่างมีแผนแล้วสุดท้ายมีงานทำ เป็น 2R’s คือ Reality และ Relevance

                3.เปลี่ยนภาพลักษณ์ของโรงเรียนให้ได้รับการยอมรับและได้รับรางวัล

                การรักษาคนในองค์กร

                1.เป็นการดูแลคนในองค์กรตั้งแต่เดินเข้ามาจนออกจากองค์กร

                2.บริหารด้วยความรัก นอกจากจะให้เงินที่ใช้เลี้ยงชีพ ต้องมีคุณค่าทางด้านจิตใจด้วย

                การแก้ปัญหาในองค์กรและฝึกฝนให้มีการเรียนรู้

                คนต้องเรียนรู้ด้วยตนเองเป็น แก้ปัญหาเองได้ ตรงกับ Learning Organization ทุกคนเป็นองค์กรการเรียนรู้และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

เวลาที่นำเรื่องคนไปใช้องค์กร มีเสาหลักในการบริหารงานบุคคล

                 ต้องเชื่อมั่นศรัทธาในคน

                 1. ด้านการบริหารงานบุคคล การบริหารคนเป็นหัวใจขององค์กร คนเป็นทั้งผู้สร้างปัญหาและแก้ปัญหา ถ้าบริหารคนได้ ทุกอย่างก็ราบรื่น

                 2. ด้านเศรษฐศาสตร์ คนเป็นผู้สร้างงาน ถ้าบริหารคนได้ ธุรกิจเองก็เจริญก้าวหน้าได้ดี คนเป็นทรัพยากรที่ใช้ไปก็มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ถ้ารู้จักพัฒนาคนก็จะมีคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ด้วย

                 3. ด้านเทคโนโลยี คนเป็นคนสร้างขึ้นมา เทคโนโลยีจึงเป็นผู้สนับสนุน เพราะฉะนั้นต้องเน้นเรื่องการใช้คนไปสร้างความสำเร็จในองค์กร

                 ปัจจัยที่ทำให้งาน HR ของคุณพารณและอาจารย์จีระลุล่วงไป

                 1. แม้ไม่ได้เรียน HR แต่คนเห็นคุณค่าความสามารถของท่าน จึงทำงาน HR ได้อย่างลุล่วง

                 2. ทั้งสองท่านมีความแน่วแน่มุ่งมั่น

                 3. มีอิทธิพลต่อสังคม

                 4. มีวิสัยทัศน์มองไปข้างหน้า ในเรื่องความเป็นจริงและบริบทที่เกี่ยวข้อง

                 5. มีความเป็นผู้ให้ ไม่ได้ต้องการผลอะไรตอบแทนนอกจากให้ปัญญาแก่สังคม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                หนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลในด้านการทำวิทยานิพนธ์อย่างไร

กลุ่ม 1

                ทฤษฎีต่างๆ สามารถย่อยออกไปเป็นหัวข้อได้ เช่น 8K’s 5K’s เป็นฐานทฤษฎีได้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                หนังสือเล่มนี้เป็นประวัติอาจารย์จีระที่ธรรมศาสตร์ ได้ไปปรึกษาคุณพารณ เชื่อว่า ทรัพยากรมนุษย์เป็นหัวใจสำคัญที่สุด แรงบันดาลใจนี้ทำให้รู้สึกว่าเรื่องคนสำคัญ

                ปัญหาไทยเป็น factor proportion นำทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นสัดส่วนทรัพยากรมนุษย์ ไทยเคยมีทรัพยากรสมบูรณ์ จึงลงทุนเรื่องคนน้อย แต่ลงทุนทรัพยากรธรรมชาติมากในอดีต แต่สิงคโปร์ไม่มีทรัพยากร ตอนนี้ซาอุดิอาระเบีย บรูไนมีปัญหาทรัพยากรมนุษย์

                ทรัพยากรธรรมชาติลดลง แต่ทรัพยากรมนุษย์ไทยในอดีตมีคุณภาพน้อย การขับเคลื่อนต้องมีคนที่คิดเป็นวิเคราะห์เป็น อาจารย์มีหน้าที่ยกบทบาททรัพยากรมนุษย์เป็นแบรนด์ประเทศผ่านการจัดการประชุมนานาชาติตลอดเวลา และมีคนระดับโลกมาพูด

                เป้าหมายอาจารย์จีระและคุณพารณเหมือนกัน แต่คนละเส้นทาง

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                จากที่นำเสนอ กลุ่มนี้เด่นในการนำเสนอแบบ KM ดูแล้วเข้าใจง่าย ผู้นำเสนอมีความเข้าใจดีมาก KM คือนำความรู้มาจัดการ

                อาจารย์จีระจะเชิญรุ่น 16 เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มใหม่ Chira Way ของดร.จีระ ก็จะทำคล้ายๆ Harvard Business Review มีรวบรวมงานมาจากปริญญาเอก

                เราได้ยิน Toyota Way, Chira Way เป็นเรื่องที่ต้องเก็บสะสม ต้องเลือกว่า เก่งอะไร แล้วนำมาเป็น Way ของตน การเลือกเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องเป็นเรื่องที่เราเก่งและสังคมสนใจ คนอื่นได้ประโยชน์แล้วนำไปใช้ได้

                การอ่านหนังสือเป็นการทบทวนวรรณกรรม ในวิทยานิพนธ์ต้องมีการสังเคราะห์งานที่ทบทวนวรรณกรรมต่อยอดองค์ความรู้

                ในชั่วโมงต่อไปต้องคิดต่อ SCG เปลี่ยนไปมากจากหนังสือ ต้องไปหาข้อมูลเพิ่ม ช่วงเวลาที่ต่าง บริบทเปลี่ยน

                รุ่น 16 ต้องคิดเพิ่มเวลาที่ทำหนังสือ

                คุณพารณต้องการให้เป็นองค์กรการเรียนรู้  

                เวลาที่ทำหนังสือ ต้องเริ่มจากประเด็นเดิม เช่น เด็กออกนอกระบบ คุณแม่วัยใส จะต้องดูว่า จะดึงกลับเข้าระบบ ต้องดูอาชีพที่คนกลุ่มนี้ชอบ เช่น ครูสอนการแสดง ขายเครื่องสำอางค์ หรือเป็นช่างแต่งหน้า ไม่ใช่แค่เอากศน.เข้าไปทำขนม ซึ่งเชย

                เมื่อบริบทเปลี่ยน โจทย์ก็เปลี่ยน ความจริงคือกระบวนความจริง ไม่ใช่ความจริงก้อนๆ สิ่งที่เป็น Way ก็ยังคงมี DNA อยู่

                SCG มี DNA อยู่คือ เป็นองค์กรการเรียนรู้   จากการที่ดูงาน SCG เหมือนเขาให้ไม่หมด ไม่ได้หัวใจมา เขาเริ่มตีเป็นทรัพย์สินทางปัญญาต่างจากในอดีต เป็นเพราะผู้บริหารเปลี่ยน

                เมื่อบริบทเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน แต่คนปัจจุบันไม่ต้องให้ดูแลตลอดชีวิต เด็กรุ่นใหม่เน้นความสมดุลงานและชีวิต 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                อาจารย์พิชญ์ภูรีมีประสบการณ์มาก ในเมืองไทยมักแยกสมองซีกขวาและและซีกซ้าย ต่างจากอเมริกา คนทำการเงินเรียนจบวรรณคดีอังกฤษ

กลุ่ม 2 และกลุ่ม 3

                ความแตกต่าง

                คุณพารณมีพื้นฐานการทำงานเป็นภาคเอกชน เป็นนักปฏิบัติ ทำงานบริษัทเชลล์ บริษัทต่างชาติ แล้วมาเป็นผู้บริหาร SCG คุณพารณให้คุณค่าทุนมนุษย์ ทำให้คนในองค์กรพัฒนาตลอดเวลา มีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

                อาจารย์จีระเป็นนักวิชาการ เป็นนักปฏิบัติแล้วจึงมาเป็นอาจารย์ มีส่วนเกี่ยวข้อง HR ตอนเป็นผู้อำนวยการสถาบันทรัพยากรมนุษย์

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ข้อดีคือมองลึก

กลุ่ม 2 และกลุ่ม 3

                ความแตกต่าง

                อาจารย์จีระมีการจัดประชุมนานาชาติ สามารถให้ความรู้หรือองค์กรการเรียนรู้ไปได้อย่างกว้างขวาง ตอนแรกสนใจแรงงานแล้วต่อมาสนใจทรัพยากรมนุษย์ อาจารย์จีระมองทรัพยากรมนุษย์เป็นสินทรัพย์มากกว่าต้นทุน

                ความเหมือน

ทั้งสองท่านมีความตระหนักในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ มองเป็นทุนหรือสินทรัพย์มากกว่าต้นทุน ทั้งสองท่านมีชื่อเสียงในวงการ HR และสังคม

                สิ่งที่หนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ช่วยให้ตระหนัก            

                1.ทำให้ตระหนักว่า โลกเปลี่ยนแปลง หลังแผน 8 เน้นทรัพยากรมนุษย์ ต้องมีการพัฒนาคน อาจารย์จีระเน้นภาษาและเทคโนโลยี ประเทศไทยยังขาดการผลิตเทคโนโลยีและการออกแบบ

                2. ในการกำหนดหัวข้อวิทยานิพนธ์แน่นอนพวกเราต้องสนใจหนังสือเล่มนี้เพื่อนำหัวข้อหรือทฤษฎีต่างๆ ไปทำวิจัยตามเรื่องที่ถนัด เมื่อสนใจแล้วก็ต้องกำหนดกรอบ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                เมื่อเรียนแล้ว ต้องนำไปใช้ในวิทยานิพนธ์ด้วย หนังสือ 3 เล่มและงานเขียนอาจารย์จีระเป็นหลักฐานทางวิชาการและต่อยอดได้ สิ่งสำคัญคือต้องเกี่ยวข้องกับวิทยานิพนธ์นั้น

กลุ่ม 2 และกลุ่ม 3

                สิ่งที่หนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ช่วยให้ตระหนัก            

                3.ทุนมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องลงทุนเพิ่มพูนความสามารถของบุคลากร เอกชนให้ความสำคัญพัฒนาทุนมนุษย์ ราชการจะสั่งจากบนลงล่าง เมื่อเพิ่มพูนความสามารถของบุคลากร เป็นการเพิ่มคุณค่าให้องค์กร แล้วทุกอย่างจะยั่งยืน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                วิชานี้เป็นทุนมนุษย์ตอบโจทย์นวัตกรรม ตอบโจทย์ 4.0 ปลูก เก็บเกี่ยวเรื่องคน นวัตกรรมเกิดขึ้น นวัตกรรมเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ที่ทำอะไรให้ดีขึ้น

กลุ่ม 2 และกลุ่ม 3

                สิ่งที่หนังสือ ทรัพยากรมนุษย์พันธุ์แท้ช่วยให้ตระหนัก            

                4.การเปิดโอกาสให้คนในองค์กรมีความคิดหลากหลาย เกิดเป็น Wisdom เป็นนวัตกรรม

ที่สำคัญที่สุด ถ้าทำแล้วต้องมีความต่อเนื่อง

                หนังสือเล่มนี้เป็นต้นทุนมนุษย์แท้จริง

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                กลุ่มนี้เน้นเฉพาะจุดเด่นคน เมื่อ 2 กลุ่มเชื่อมโยงกันจะทำให้เห็นภาพกว้าง อาจจะเตรียม Way ของตนเองแล้วนำพวกนี้ไปจับ

                Way ของคนไทยต้องเป็นที่ยอมรับในสากล ต้องเลือกประเด็นที่เด่นและเป็นที่สนใจในต่างประเทศด้วย จากเว็บไซต์สหรัฐ ตอนนี้ไทยเป็นอันดับหนึ่งด้านความสะดวกสบายในการลงทุน ลงทุนแล้วสามารถส่งต่อไป CLMV อาจจะไปอาเซียนใต้ก็ได้

                อาจารย์จีระกล่าวถึงวรรณกรรมไทย อาจารย์บางท่านไม่ยอมรับ ต้องนำเสนอให้อาจารย์เข้าใจว่า ตรงกับความจริง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ถ้ารวมตัวกันได้ก็มีโอกาสสำเร็จ

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                3 วงกลมสามารถ run equation ได้ จับบริบทนำเสนอ

                ก็เชื่อในความสามารถคนไทย คนไทยไม่ทำ how to

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ขอชมเชย

                หนังสือภาษาอังกฤษจะเน้นนวัตกรรมเป็นหลัก

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

                หนังสือที่จะทำใหม่ชื่อ หนังสือ ChiraWay วิถีแห่งการพัฒนาและจัดการทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน

บทนำ 

การที่"บุคคล"หรือ"องค์กร"หนึ่งใด จะสามารถสร้าง"วิถี"หรือ"แนวทาง"ในการบริหารจัดการใดๆ ให้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับ ว่าเป็นอัตลักษณ์ หรือลายเซ็นต์ (Signature) เพียงหนึ่งเดียวนั้น ต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการเรียนรู้ ผ่านประสบการณ์จริงของความล้มเหลว และความสำเร็จของบุคคลหรือองค์กรนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง จนก่อเกิดเป็นทักษะเฉพาะ ซึ่งนำไปสร้างเป็น"ระบบการจัดการความสำเร็จ" ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจ การดำเนินการ หรือสถานการณ์ต่างๆได้

 

"ChiraWay" คือ "วิถีแห่งจีระ" คือแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างยั่งยืน ที่ใช้ระยะเวลายาวนานกว่าสามทศวรรษในการดำเนินงานวิชาการ และการทำงานด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างคุณค่าและเพิ่มมูลค่าให้กับทุนมนุษย์ไทย ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศไทย และในระดับสากล

 

ChiraWay สามารถสรุปได้โดยย่อจากกรอบแนวคิด และปรัชญาพื้นฐานด้านทุนมนุษย์ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ สามประการ ที่ว่าด้วย "การปลูก การเก็บเกี่ยว และการทำให้เกิดความสำเร็จ" เป็นสามประการหลัก ที่เป็นทั้งปรัชญาขั้นมูลฐาน ที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ มองเห็นจากประสบการณ์ทางวิชาการ และผลสัมฤทธิ์จากการทำงานของตนเองอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเป็นกรอบการดำเนินงาน และกระบวนการความสำเร็จ ที่เป็น "DNA" หรือ "รหัสพันธุกรรม" ในรูปแบบของ ChiraWay

 

ChiraWay ซึ่งเกิดขึ้นจากรหัสพันธุกรรมหรือDNA ของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์นี้ ยังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวของผู้ก่อตั้งเอง และแนวคิดรวมถึงประสบการณ์อันแตกต่างหลากหลาย ของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ในสังคมแห่งการเรียนรู้ อันเป็นรูปแบบที่ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ยึดมั่น และรังสรรค์ให้เกิดพัฒนาการใหม่ๆ เพื่อสามารถนำไปจัดการทุนมนุษย์ไทย ให้สามารถเผชิญกับความท้าทายนานาประการ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ภาคที่หนึ่ง ความสำเร็จและที่มาของChiraWay

บทที่ 1 ความสำเร็จ และที่มาของChiraWay 

- ความสำเร็จในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เล่าผ่านสังคมแห่งการเรียนรู้ของลูกศิษย์หลายกลุ่ม และหลายรูปแบบ

- ความเป็นมาของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ทั้งด้านวิชาการ ประสบการณ์การทำงาน ทั้งของท่านเอง และนักวิชาการด้านทุนมนุษย์ที่ท่านสนใจ ที่ผสานและสังเคราะห์จนก่อให้เกิดปรัชญาและกรอบแนวคิดต่างๆ อันเป็นที่มาของ "วิถีแห่งจีระ" หรือ "Chira Way"

 

บทที่ 2 กรอบแนวคิด ปรัชญา และทฤษฎีทุนมนุษย์ แบบChiraWay

- เป็นบทที่รวบรวมกรอบแนวคิด ปรัชญา และทฤษฎีทุนมนุษย์แบบ ChiraWayไว้เป็นหมวดหมู่ โดยจัดเรียงในกรอบของ "การปลูก การเก็บเกี่ยว และการทำให้สำเร็จ" ซึ่งบางทฤษฎีสามารถนำไปใช้ได้กับทุกหมวดหมู่ มีที่มาและคำอธิบายของศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เพื่อความเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิผล 

 

บทที่ 3 การปลูก (Human Capital Development)

จะกล่าวถึงที่มา และกรอบแนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการปลูกแบบChiraWay ซึ่งเน้นที่"สามเสาหลัก"อย่างเด่นชัด คือ

 1) Learning How to Learn. 

 2) Life Long Learning.

 3) Learning Communities.

- 8K's ทฤษฎีทุนมนุษย์ 8 ประเภท

- 5K's ทฤษฎีทุนมนุษย์ 5 ประเภท ( New Theory)

- ทฤษฎีการเรียนรู้ 4 L' s

- ทฤษฎีการเรียนรู้ 3 L' s

และบทสรุป ด้วยบทสัมภาษณ์ รวมถึงกรณีศึกษาจากความสำเร็จจริงที่พิสูจน์ได้

 

บทที่ 4 การเก็บเกี่ยว (Human Capital Management)

บทนี้จะว่าด้วย"กรอบแนวคิด ทฤษฎี กระบวนการ และ เครื่องมือ" ในการเก็บเกี่ยว หรือการบริหารจัดการทุนมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ แบบChiraWay ที่เน้นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการทำงานที่มีคุณค่า อาทิ 

- ทฤษฎี 2 R' s (Reality & Relevance)

- ทฤษฎี 2 I' s (Inspiration & Imagination)

- ทฤษฎี H R D S

- ทฤษฎี 3 วงกลม เพื่อการบริหารจัดการทุนมนุษย์ อย่างมีประสิทธิภาพ

 

บทที่ 3 Execution หรือ การลงมือทำให้สำเร็จ 

ประกอบด้วยกรอบแนวคิด ทฤษฎี กระบวนการ และเครื่องมือแบบ ChiraWay ประกอบกับกรณีศึกษา ประสบการณ์ แนวคิดและยุทธศาสตร์ต่างๆ ทั้งของศ.ดร.จีระ และกูรูชั้นนำ ซึ่งเน้นการเอาชนะอุปสรรค และการทำงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยองค์ประกอบสำคัญ คือผู้นำ ตัวละครต่างๆ สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง และสภาวะแวดล้อม 

 

ทฤษฎีเพื่อการลงมือทำให้สำเร็จ

- Leadership

- CEO / HR./ Non HR

- Networking

- TEAMwork 

- ทฤษฎี 3 V.

- ทฤษฎี C- U -V

- C&E Theory

- ทฤษฎี 3 ต. ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง

- ทฤษฎี 3 ต.(ใหม่) แตกต่าง ติดตาม ต่อเนื่อง

- ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง แห่งความยั่งยืน

 

ภาคที่ 2 กรณีศึกษาความสำเร็จในภาพMacro และ Micro

บทที่ 5 ทุนมนุษย์ไทย 4.0 

-โลกในยุคคลื่นลูกที่ 4 และบริบทประเทศไทย 4.0

- Change / Social Communities / Internet of Things

-มุมมองของศ.ดร.จีระ ที่มีต่อความเปลี่ยนแปลง ความท้าทายและเครื่องมือสำคัญในการจัดการทุนมนุษย์ ยุค 4.0

 

บทที่ 6 ผู้นำในโหล

กล่าวถึงกรณีศึกษา การสร้างผู้นำเพื่ออนาคตอย่างต่อเนื่อง ด้วยกระบวนการแบบ ChiraWay ใน 12 องค์กร 12 รูปแบบ ซึ่งจะอธิบายถึงผลสัมฤทธิ์ ที่เหมือนกัน คล้ายคลึง หรือแตกต่างกัน ไปตามความแตกต่างของบริบท ประกอบด้วย

1) ผู้นำของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต 2) ผู้นำที่เป็นข้าราชการ (อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ ) 3) ผู้นำของคณะแพทยศาสตร์ และ 4) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 5) ผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยทักษิณ 6) ผู้นำชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7) ผู้นำจากต้วละคร 4 กลุ่ม งานท่องเที่ยวโดยชุมชน (โครงการของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา) 8 ) ผู้นำในโครงการนักศึกษาปริญญาเอก 9) ผู้นำเยาวชน (โรงเรียน เทพศิรินทร์) 10) ผู้นำAsean  และ CLMV.ในบริบทของการท่องเที่ยว 11) ผู้นำ Asean ในบริบทอื่นๆ 12) การสร้างภาวะผู้นำในห้องเรียนผู้นำระยะสั้น

 

บทที่ 7 การทูตภาคประชาชน

เป็นกรณีศึกษาการจัดการทุนมนุษย์ไทย เพื่อการร่วมมือกับต่างประเทศ

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                จากการไปบรรยายให้กระทรวงเกษตร ก็ทำเรื่องแรงบันดาลใจ

                Imagination สำคัญกว่า เป็นการมองนามธรรมและจับให้เป็นรูปธรรมให้ได้

                เหมือนรวมหนังสือ 10 เล่มมาไว้ในเล่มเดียว

ารบ้าน ขอให้คิดถึงบทบาทรุ่น 16

คุณวราพร ชูภักดี

                นักศึกษาสามารถช่วยได้ในบทที่ 5 อาจจะเน้นหน่วยงานที่กำลังทำงานอยู่ ในภาคเอกชนหรือราชการควรพัฒนาทุนมนุษย์ไปในทิศทางใด

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                ประเทศไทยไม่ขาดการเขียนแผนแต่ขาดการนำแผนไปปะทะกับความจริง น.พ.วิจารณ์เห็นด้วยว่า ต้องตั้งวิสัยทัศน์ว่าทำอะไร ม.อ.เน้นคุณภาพแต่มีไซโลสกัดกั้นคุณภาพ

                รุ่นนี้มี Execution

                อาจารย์จีระได้เปรียบเพราะความต่อเนื่อง สอนทั้งแพทย์และวิศวะแล้ว และสอนปริญญาเอกมาเป็นรุ่น 16 แล้ว

คุณวราพร ชูภักดี

                หนังสือเล่มนี้ อาจารย์พิชญ์ภูรีออกแบบได้ดีมาก

                อาจารย์อยากเห็นพลังนักศึกษาปรับเปลี่ยนพัฒนาประเทศ ความคิดเห็นทุกท่านเป็นประโยชน์ถ้าได้มารวมหนังสือเล่มนี้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

                เรื่องช่วยเหลือเด็กออกจากโรงเรียนกลางคันควรจะเป็นนโยบายต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 4

……………………………………………………………………………………………………………………..

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

สำหรับรุ่น 16 จะวิจารณ์หนังสืออีก 2 เล่ม คือ 8K’s และพลังแห่งคุณธรรมจริยธรรม แล้วจะได้อ่าน Harvard Business Review on Innovation

จากรายการวิทยุ อาจารย์จีระ แนะนำให้ถามตนเองว่าเรียนๆ แล้วได้อะไร

หนังสือ 8K’s เป็นแนวโนเบลอยู่แล้ว วันนี้เป็นการอธิบายการเกิด 8K’s และ 5K’s

        วิธีการเรียนรุ่น 16 ต้องใกล้ชิดกับอาจารย์และจะมีความรู้ลึก มีแนวคิดที่ดี

8K’s และ 5K’s มาจาก Prof. Gary Becker

พลังแห่งคุณธรรมจริยธรรมเป็นหนังสือลูกเล่มเดียวของ 8K’s และ 5K’s ควรทำวิทยานิพนธ์จาก 8K’s และ 5K’s

        ทุนมนุษย์เกิดในสมัย Prof. Gary Becker

        ทุนมนุษย์เป็น 1 ใน 4 ของทุนที่ใช้ในปัจจุบัน ในประเทศไทยมีปัญหาการพัฒนาคนเพราะมีทรัพยากรอื่นๆ มากเกินไป ถ้าดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 1-5 เน้นการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้จนมีคำพูดว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ตอนนี้กระทรวงเกษตรใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด แต่คนในภาคเกษตรยากจน แต่ก่อนมีกระทรวงเกษตรศึกษาทรัพยากรธรรมชาติ อาจารย์จีระตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์ขึ้นมา HR Architecture ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย ควรศึกษาคนหลังเกษียณเปรียบเทียบชีวิตคนมีงานทำและไม่มีงานทำ

        ทุนทางการเงิน เมืองไทย ใครอยู่ในสาขาการเงินได้เปรียบ จะได้รับการยอมรับมากกว่าคนสาขาทรัพยากรมนุษย์ เช่น กองการเจ้าหน้าที่และกองการฝึกอบรม อาจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ก็เก่ง ถ้าเรามีเงินออม มันก็จะกลายเป็นทุนทางการเงิน แต่ถ้าบริโภคเกินตัว ก็เป็นหนี้ เมืองไทย สิ่งสำคัญที่สุด คนไทยไม่เคยคิดที่จะออม เมื่อทำงานแล้วก็จะกู้เท่านั้น ไม่รู้ว่าอนาคตจะจัดการการกู้อย่างไร ควรสอนความรู้ทางเงิน (Financial Literacy) แต่เด็กจะดีมาก ธนาคารแห่งประเทศไทยควรทำหลักสูตรแบบนี้

        ทุนจากโรงงานอุตสาหกรรม คนไทยทำมาก

        ทุนมนุษย์เป็นคุณภาพของคน ทุนมนุษย์ต้องอยู่ในทุกทุน ทุนมนุษย์ต้องเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม

        8K’s และ 5K’s แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติของคนในอนาคต

        ทำไม 5K’s ต้องมาหลังจาก 8K’s

        มนุษย์ไม่ได้วัดจาก Tangible     

        8K’s และ 5K’s ไม่ได้ครบทุกเรื่อง รุ่น 16 อาจจะเสริมได้แต่ต้องมีการอ้างอิง

        อาจารย์จีระได้ฝึกข้าราชการแทบทุกกระทรวง เมื่อได้ 2I’s Inspiration ก็พัฒนาขึ้น

        ทุนมนุษย์แตกต่างกับอีก 3 ทุนคือ หายใจได้ คิดได้ วิเคราะห์ได้ มนุษย์มีทุกอย่างที่วัตถุไม่มี ขณะนี้คนเริ่มมองว่า Artificial Intelligence และ Robotics เริ่มทดแทนงานบางอย่างของมนุษย์ มนุษย์ต้องทำงานร่วมกับ Machine มากขึ้น Machine เก็บข้อมูลได้หมด แต่มนุษย์เข้าใจบางส่วน มีหนังสือของนักประวัติศาสตร์อิสราเอลบอกว่า ใน 50 ปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่าง Homo sapiens และ machine

        คนที่กล่าวถึงทุนมนุษย์ไม่ได้มีแค่ Prof. Gary Becker แต่ยังมี Adam Smith เข้าใจทุนมนุษย์แต่ไม่ได้เรียกเป็นทุนมนุษย์โดยตรง เขายกตัวอย่างความแตกต่างระหว่างค่าจ้างของสองคน เป็นเพราะคุณสมบัติของคนไม่เท่ากัน ต้องวัดจากค่าจ้าง อาจจะเป็นเพราะแต่ละคนมีความรู้และทักษะมากกว่าอีกคนหนึ่ง วุฒิการศึกษาต่างกันก็ค่าจ้างต่างกัน

        Prof. Gary Becker ก็วิเคราะห์เรื่องของคน แต่ก่อนนักจิตวิทยาวิเคราะห์เรื่องคน Prof. Gary Becker ตั้งโจทย์ว่า คน 2 คนเกิดมาเท่ากัน (เหมือน HR Architecture) ได้รับการลงทุนการศึกษา โภชนาการ ครอบครัวไม่เท่ากัน เมื่อเข้าทำงานแล้ว ค่าจ้างอาจจะไม่เท่ากัน คนมีการศึกษาสูงก็มีรายได้มากขึ้น การวิเคราะห์ของ Prof. Gary Becker เรื่องนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล

        ทุนทางจริยธรรมที่เสนอโดยอาจารย์จีระเป็นส่วนประกอบของทุนมนุษย์ เป็น 2R’s คนที่เรียนจบปริญญาตรีอาจจะฉลาดกว่าปริญญาเอกก็ได้

        Paul Schultz เป็นอาจารย์ของอาจารย์จีระ เขาค้นพบว่า ถ้านำชาวนา 2 คนมาเปรียบเทียบ และถ้าคนใดมีความรู้และปัญญามากกว่า ผลผลิตของสินค้าเกษตรสูงกว่า เป็นที่มาของ Smart Farmers คือเกษตรกรที่ใช้ความรู้เป็น

        การวิเคราะห์ทุนมนุษย์ได้เปลี่ยนไปมาก การมองปริมาณปีที่เรียนและวุฒิการศึกษามีความสำคัญน้อย แต่พบว่า คนเรียนน้อยอาจจะมีคุณภาพดีมากกว่าคนที่เรียนมากก็ได้ จึงคำพูดว่า “ปัญญาอาจจะไม่ใช่ปริญญา” ตัวอย่างที่ดีคือ Bill Gates และ Mark Zuckerberg คนที่มีปัญญาไม่จำเป็นต้องเรียนจากมหาวิทยาลัยก็ได้ การเรียนในห้องเรียนควรจะให้ทั้งปัญญาและปริญญาด้วยจึงจะคุ้ม

        อาจารย์จีระจึงบอกว่า คนเรียนจบปริญญาเอกอาจไม่ได้ดีกว่าคนจบปริญญาตรีมากเท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีคุณสมบัติอะไร

        Karl Mark เขียนหนังสือ The Kapital

        อาจารย์จีระเพิ่งอธิบาย 8K’s เป็นรูปธรรมเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว Human Capital ต้องบวกปริมาณและคุณภาพเข้าด้วยกัน ประเทศไทยมีคนจบปริญญาตรีเป็น 3 เท่าของเวียดนาม แต่ปัญญาคนไทยสู้คนเวียดนามไม่ได้ นักศึกษาปริญญาเอกควรไปดูงานที่โรงเรียน ถ้าเขาทำให้เด็กคิดเป็นได้ก็ดี เมื่อเน้นคุณภาพทุนมนุษย์ ก็มีอีก 7 ทุนตามมา

        คนที่ประสบความสำเร็จเป็นทุนมนุษย์ที่ดีได้ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม สีจิ้นผิงบอกว่า ต้องการให้คนจีนมีคุณธรรม จริยธรรมและเป็นมืออาชีพ เรื่องนี้สำคัญมาก การเป็นมืออาชีพไม่เหมือนกับการได้ปริญญา คนจบปริญญาอาจทำอะไรไม่เป็นก็ได้

        ทุนทางปัญญาเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หมายถึง คิดเป็น วิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น มองอนาคตเป็น

        ทุนแห่งความสุข ไม่เหมือนกับ Happy Workplace (มีความสุขในการทำงานที่องค์กร) เป็นการเก็บเกี่ยว แต่ทุนแห่งความสุขเป็น Happiness at work หมายถึงคนชอบทำงาน เป็นการปลูก Happiness at work มาแรงเพราะแนวโน้มโลกคือ ทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา

        ต้องถามว่า งานที่ทำมีสิ่งเหล่านี้หรือไม่

        1. Passion

        2. Purpose

        3. Meaning

        เมื่อคนทำอะไรซ้ำจะเกิด Law of Diminishing Return ต้องทำให้เกิด Law of Increasing Return คือหาความรู้เพิ่ม

        มีนักศึกษาปริญญาเอกรามคำแหงทำวิทยานิพนธ์สำรวจว่า คนมีความสุขในการทำงานจะทำงานได้ดีขึ้นหรือไม่

        เมื่อคนมีความสุขก็จะทำงานได้ดี ไม่เครียด ไม่เจ็บป่วยง่าย ระบบที่เจ้านายมากำกับดูแลที่ทำงานอาจทำให้ทำงานอย่างไม่มีความสุข

        ทุนทางสังคม ยุคต่อไปไม่มีทุนมนุษย์ใดอยู่รอดโดยไม่มีเครือข่าย Networking เป็นการทำงานแบบหลวมแต่ต้องมีคุณสมบัติ

        1.Trust ซึ่งกันและกัน

        2.อดทน

        3.แบ่งปันต้นทุนและกำไร

เครือข่ายพวกนี้ ในทุนธุรกิจคือ Linked in  ในอนาคตจะเป็น Hollywood Model รวมตัวกันทำงานใหญ่ ในที่สุดงานประจำลดลง กลายเป็นงานรายชิ้นมากกว่า

        ทุนแห่งความยั่งยืนเป็นพฤติกรรม ไม่ว่าจะทำอะไรต้องคิดถึงระยะยาว เรียนแล้วได้ความรู้และปัญญาจริงหรือไม่ ควรทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ให้มากขึ้น ประเทศไทยต้องอยู่ด้วยความยั่งยืน

        5K’s ใหม่ ตอบโจทย์ Thailand 4.0

        เบื้องหลังของการทำ 8K’s และ 5K’s คือ อาจารย์จีระมีพื้นฐานดีใน 8K’s แล้วลงลึกใน 5K’s นวัตกรรมต้องมาจากพื้นฐานที่ดี เช่น จริยธรรม เครือข่าย ฯลฯ

        ทุนทางอารมณ์เป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ได้แปลว่า ไม่มีอารมณ์เลย บางคนเก่งมากแต่อารมณ์ร้อน จึงไม่ประสบความสำเร็จ ทรัมป์อารมณ์รุนแรงแล้วไม่ประสบความสำเร็จ

Workshop

กลุ่ม 1

1.วิเคราะห์ข้อดีของทฤษฎี 8K’s และ 5K’s และจะนำมาใช้ได้อย่างไรในยุค 4.0

2. วิเคราะห์ข้อเสียทฤษฎี 8K’s และ 5K’s มีจุดอ่อนอะไรบ้างและจะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง

8K’s เป็นเรื่องพื้นฐาน ส่วน 5K’s เป็นเรื่องที่เสริมโลกาภิวัตน์เข้ามา ส่วนที่ดีของ 8K’s และ 5K’s คือการมีการสร้างความสมดุลระหว่างคุณสมบัติด้าน Tangible และ Intangible Asset เกี่ยวกับเรื่องของทุนมนุษย์ ทั้ง 8K’s และ 5K’s มีส่วนผสมของความเป็น 4.0 เรื่องของการใช้เทคโนโลยีไอที 8k มีทุนทางดิจิตอลอยู่แล้ว ในส่วนของ 5K’s มีทุนทางความรู้ จากการรวบรวมส่วนของ Data มาเป็น Information และจาก Information มาเป็น Knowledge โดย 5K’s ใช้ส่วนเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือ จึงเป็นแนวทางพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพที่จะอยู่รอดและแข่งขันได้ในยุค 4.0

มนุษย์เรามีหลายวัย ตั้งแต่เด็กมาก็ถูกปลูกฝัง อาจจะทำไม่ทันทุกข้อ อาจจะมี guidelines เป็นกระบวนการที่จะนำข้อใดมาใช้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ประเด็นข้อแรกดีแล้ว ส่วนประเด็นข้อสอง วันนี้ คนรู้จัก 2R’s มาก แต่รุ่นนี้ชอบ 2I’s

รุ่นนี้ควรทำ 8K’s ให้กระชับขึ้น  ในทางวิชาการ สามารถนำมาทำวิทยานิพนธ์ได้

ท่านผู้ตรวจกล่าวถึง Health ซึ่งอยู่ใน Happiness Capital แล้ว เรื่อง Health สำคัญมาก

ในรุ่น 16 นำ 8K’s ไปใช้ในเรื่องวิชาการได้แล้ว 2R’s วงกว้าง

ทุนแห่งความสุขและทุนแห่งความยั่งยืน Talented Capital เรื่อง Attitude สำคัญ คล้าย mindset เชื่อมโยงกับทุกอย่าง ทุกคนมี Talented Capital ควรช่วยกันคิดให้ชาวบ้านและเด็กเรียนโดยแบ่งระดับตามการเรียนรู้ 8K’s และ 5K’s

กลุ่ม 1

การได้รับการศึกษาอาจจะไม่ทำให้เกิดปัญญา อาจารย์บอกว่า ปัญญามาจากการคิดเป็น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ปัญหาคือ คนรุ่นใหม่บ้าปริญญา ผู้ใหญ่ต้องสนับสนุนให้เกิดปัญญา

กลุ่ม 1

ทุกคนต้องปฏิบัติและทำอย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ทุกเรื่องที่อาจารย์จีระสอนก็ขยายได้มากขึ้น

อาจารย์จีระยังไม่เคยเปลี่ยน 8K’s และ 5K’s จริยธรรมต้องมาก่อน จริยธรรมและทุนทางอารมณ์ทำให้ไม่ทำอะไรใหญ่โต มีความระมัดระวังมากขึ้น

ทุนทางอารมณ์คือการควบคุมอารมณ์ เวลาที่เจอวิกฤติ โต้ตอบสื่อมวลชน เรื่องสีหน้าก็สำคัญ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ แต่เป็นคนวางแผนดีมีการเตรียมพร้อมในการทำงาน

การจัดลำดับทุนทำให้เข้าใจว่าอะไรมาก่อนหรือหลัง

กลุ่ม 1

8K’s และ 5K’s เป็น Guidelines ที่จุดประกาย

กลุ่ม 2

1.วิเคราะห์ข้อดีของทฤษฎี 8K’s และ 5K’s และจะนำมาใช้ได้อย่างไรในยุค 4.0

2.วิเคราะห์ข้อเสียทฤษฎี 8K’s และ 5K’s มีจุดอ่อนอะไรบ้างและจะต้องปรับปรุงอะไรบ้าง

8K’s คือพื้นฐาน ถ้าจะติดวิทยายุทธ์เพิ่มขึ้นก็ต้องต่อยอดด้วย 5K’s

ข้อดีคือ 8K’s และ 5K’s ทำให้เกิดการพัฒนาตนเอง แล้วต่อเนื่องไปยัง ครอบครัว กระจายไปสังคม จนสามารถแข่งกับต่างประเทศได้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รุ่นนี้ควรนำ 8K’s และ 5K’s ไปให้เยาวชนได้รับทราบ บางโรงเรียนยัดความรู้ที่ไม่

Relevance ต่อเด็ก มีการบ้านมาก

จะปลูกฝังแนว 8K’s และ 5K’s ในครอบครัวและให้สังคมอื่นได้อย่างไร

กลุ่ม 2

จะเกิดการพัฒนาตนแล้วขยายวงออกไปเรื่อยๆ

คนต้องผสมผสานการใช้ 8K’s และ 5K’s จึงไม่สามารถใส่เปอร์เซ็นต์ในการใช้แต่ละทุนได้ จริยธรรมสำคัญมากกว่าทุนอื่น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจจะจับคู่จัดกลุ่มทุนให้ไปด้วยกัน

ทุนทางจริยธรรมเป็นสิ่งสำคัญ ต้องคู่กับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ทำให้มีคุณค่าต่อสังคม ในอดีตมีนวัตกรรมเพื่อความคอรัปชั่น

คานธีบอกว่า การเมืองแบบไม่มีหลักการก็ไม่ได้ การค้าขายโดยไม่มีสำนึกก็ไม่ได้

ถ้ากลุ่ม 1 อยากให้ 8K’s และ 5K’s กระชับ อาจจะใช้แนวสีจิ้นผิง เป็นแนวทางในการจัดกลุ่มให้กระชับ

กลุ่ม 2

อิตัลไทยประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญญา ความสุข แต่สังคมไม่ยอมรับ ตอนที่บริษัทแย่อยู่ประธานบริษัทก็ได้บริษัทมาร่วมทุน เมื่อได้ข้อมูลหุ้นใหญ่ก็นำข้อมูลมาใช้ทำให้หุ้นขึ้น 30 % ภายในอาทิตย์เดียว ถือเป็นมายา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ในวงการการเงิน ถ้าไม่มีจริยธรรม ก็อยู่ไม่รอด

กลุ่ม 2

ทุกคนมี knowhow

อารมณ์สำคัญมาก จะบริหารสิ่งแวดล้อมอย่างไร นายกชวน หลีกภัยเป็นคนตั้งหลักก่อนโต้ตอบ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องควบคุมอารมณ์ก่อน แล้วจะมีวิธีการตอบที่ดี ถ้ามีการควบคุมอารมณ์ที่ดี ก็ได้เปรียบคนอื่นในการดำเนินชีวิต

8K’s และ 5K’s ก็มีข้อเสีย คนพื้นฐานที่เกิดมาไม่เท่ากัน ทำอย่างไรให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพ

เรื่องความยั่งยืน สังคมมีนโยบายประชานิยมเน้นระยะสั้นทำให้ไม่ให้ยั่งยืน

บางคนมีจริยธรรมในชีวิตแต่ไม่มีในอาชีพ นวัตกรรมบางอย่างทำให้คนอื่นเดือดร้อน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

8K’s และ 5K’s ถูกกำหนดให้เป็นคุณสมบัติคนทำงาน ต้องทำให้สมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและงาน คนประสบความสำเร็จต้องมีความสมดุลด้วย

ในเรื่องกีฬา ต้องดูนอกสนามว่า นักกีฬาทำอะไรเมื่ออยู่บ้าน มีความสมดุลชีวิตและงานหรือไม่

8K’s และ 5K’s ต้องเป็นองค์รวม

อาจารย์หมอ ม.อ. บอกว่า ต้องฟังความคิดเห็นอาจารย์จีระตอนที่ไม่คาดมาก่อน ซึ่งคนไทยไม่ค่อยมี คนไทยมักหยุดที่การฟัง ไม่มีการต่อยอด

คนต้องมีการคิดเป็นวิทยาศาสตร์ ความแตกฉานสำคัญ

กลุ่ม 2

8K’s และ 5K’s ถ้าต่อยอดให้คนมีความรู้ ก็ยากเพราะคนมีพื้นฐานไม่เท่ากัน

จากการอยู่ที่ต่างจังหวัด ชนบท ทำให้เห็นความแตกต่างของศีลธรรมและจริยธรรม ศีลธรรมคือศีล 5 แต่จริยธรรมรวมการทำงานด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Morality คือความถูกต้อง

กลุ่ม 2

เราให้ความรู้ได้เท่านั้น ในชีวิต บางคนก็เข้าบ่อน ยังมีจุดอ่อน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คนที่เคยเป็นผู้ว่าก็ประยุกต์จาก 2R’s Reality

กลุ่ม 2

มนุษย์ก็มีความหลากหลาย สิ่งที่ให้ก็ไม่ใช่ตรงประเด็น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เป็นการเริ่มต้นกระบวนการแบบ Chira Wayการเรียนแบบ 4L’s, Constructionism นำไปสู่ปัญญา

กลุ่ม 2

บางคนขาด Attitude มักทำเพื่อตนเอง ไม่ได้รักองค์กร

การแก้ไขข้อเสีย 8K’s และ 5K’s ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา และกับทุกกลุ่ม แล้วจะเป็นสังคมการเรียนรู้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว อาจารย์จีระก็ได้รับโทรศัพท์มาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตที่มีอาจารย์มาเรียนปริญญาเอกกับอาจารย์จีระเชิญไปชุมชนบ้านม่าหนิก ในอำเภอถลางมีชลประทานอยู่ เชิญอาจารย์จีระไปบรรยายให้ชาวบ้านฟัง ถ้าคนมีโลกเปิด มีความตั้งใจแม้ไม่จบปริญญาเอก ก็ได้ทำ workshop เรื่องทุนมนุษย์ จริยธรรมและการทำงานเป็นทีม แล้ว 2 ปีต่อไป ชุมชนนี้ทำสิ่งประดิษฐ์คือสบู่และแชมพูกระเจี๊ยบเขียว ได้รางวัลจากสภาวิจัย กำลังจะจดสิทธิบัตร เขาได้ 2I’s เมืองไทยต้องมีจุดเล็กๆที่สามารถจุดประกายเขาให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่อง

เมื่อจุดอ่อน ต้องพูดความจริงกัน หนังสือ 8K’s ถ้าปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็มีส่วนดี 4L’s กระตุ้นให้คิด

กลุ่ม 2

ปัญหาไอที มีทุนเรื่องนี้เข้ามามาก ต่างจังหวัดใช้น้อยมาก ใช้ไอทีในทางไม่สร้างสรรค์ ไอทีเป็นทุนที่ดี แต่ใช้ไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร

ถ้าจะต่อยอดพื้นฐานทุนมนุษย์ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับอีกหลายทุน เป็นสิ่งที่ต้องใช้

การพัฒนาบางอย่าง ต้องใช้เวลามาก สิ่งที่ให้หรือเกิดขึ้นในสังคมยังช้า ไม่เข้าเป้า

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

วันนี้ได้ความรู้มาก ในห้องนี้มี 3V’s

ทุกคนได้มูลค่าเพิ่มแล้ว

Value Creation เริ่มมีความคิดสร้างสรรค์

Wisdom ไม่ได้เกิดจากทฤษฎีเท่านั้นแต่มาจากการนำไปประยุกต์กับความจริงด้วย

 

วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 5

……………………………………………………………………………………………………………………..

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

การนำเสนอหนังสือเรื่อง 8K’s + 5K’s ทุนมนุษย์ของคนไทยรองรับประชาคมอาเซียน

กลุ่ม 1

เริ่มด้วย การนำเสนอเส้นทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของอาจารย์จีระ

ขั้นที่ 1 การตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ขั้นที่ 2 มูลนิธิการพัฒนทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ

ขั้นที่ 3 โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กลุ่มประเทศแม่น้ำโขง

ขั้นที่ 4 APEC HRD Working Group

ขั้นที่ 5 แผนธุรกิจแห่งชาติ นำไปสู่ การพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อธุรกิจแห่งชาติ

ขั้นที่ 6 APEC HRD Working Group

ขั้นที่ 7 สร้างสรรค์งาน “สื่อ” สร้างคุณภาพทุนมนุษย์

สรุปได้ว่า เส้นทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของอาจารย์จีระนำความรู้ และ ประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจต่อสังคม

ต่อมาหนังสือได้อธิบายทฤษฎี 8K’s พื้นฐานเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ 8K’s มีรากฐานมาจาก Prof. Gary Becker ในเรื่อง Human Capital 

8K’s ประกอบด้วย

Human Capital                         ทุนมนุษย์

Intellectual Capital                 ทุนทางปัญญา

Ethical Capital                         ทุนทางจริยธรรม

Happiness Capital                   ทุนแห่งความสุข

Social Capital                           ทุนทางสังคม

Sustainability Capital       ทุนแห่งความยั่งยืน

Digital Capital                         ทุนทาง IT

Talented Capital             ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ

Human Capital มีรากฐานมาจาก Prof. Gary Becker โดยมีข้อแตกต่างจาก Human Capital ของอาจารย์จีระดังนี้

Prof. Gary Becker

อาจารย์จีระ

เน้นการทุ่มเงินไปพัฒนาคน ลงทุนการศึกษาให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษา

มนุษย์ต้องมีสมรรถนะและทักษะในการทำงาน

Intellectual Capital แบ่งเป็น

1.การมองเชิงยุทธศาสตร์

2. เห็นอนาคต อันนี้ยังเป็นปัญหาสำหรับประเทศไทยเพราะระบบการศึกษายังขาดการวิเคราะห์ การใช้เหตุผล การคิดนอกกรอบและการคิดสร้างสรรค์

ถ้าจะทำให้เกิดทุนทางปัญญาต้องทำให้คิดเป็น โดยใช้เครื่องมือคือ

4L’s

1. Learning Methodology   มีวิธีการเรียนรู้ที่ดี

2. Learning Environment    สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้

3. Learning Opportunities   สร้าง/เกิดโอกาสจากการเรียนรู้

4. Learning Communities   สร้าง/เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้

2R’s

1. Reality - มองความจริง      

2. Relevance - ตรงประเด็น   เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับความต้องการที่แท้จริงในปัจจุบัน

Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม คิดดี ทำดี เพื่อส่วนรวม มีจิตสาธารณะทำได้โดยมีศีล สมาธิ ปัญญา

Happiness Capital ทุนแห่งความสุข ควรมีความสมดุลในชีวิตและการงาน ชีวิตมีคุณค่า ใช้ชีวิตสอดคล้องกับงานที่ทำ เรื่องนี้สามารถนำไปทำวิทยานิพนธ์ได้ เรื่องนี้น่าสนใจโดยส่วนตัวแล้วมาจากสายกฎหมาย มีประสบการณ์ทำงานกับบริษัท International Law Firm บริษัทกฎหมายไม่มีสินค้าอย่างอื่นนอกจากความรู้ ทำงานในบริษัทกฎหมายเป็นงานที่หนักมาก ล่าสุดมีบริษัท Weerawong ที่แตกออกมาจาก White & Case กำหนดนโยบายใหม่ว่าจะให้ทนายความลดชั่วโมงการทำงาน ชั่วโมงการทำงานจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น จะเข้างานเวลาใดก็ไม่สำคัญแต่ต้องทำงานครบวันละ 8 ชั่วโมง แล้วต้องมีผลงานดี

Social Capital ทุนทางสังคม ถ้าต้องการทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพก็ต้องมีเครือข่ายคุณค่าต่อการทำงานเริ่มจากใกล้ตัวเรา ขยายออกไปให้กว้างขึ้นจะมีต้นทุนเครือข่ายที่น้อยที่สุด

Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน เป็นศักยภาพการมองอนาคตเชื่อมโยงกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บนฐานความรู้คู่คุณธรรม จะทำให้พัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างยั่งยืน

Digital Capital ทุนทาง IT จะต้องมีเรียนรู้ ค้นคว้า แสวงหาข้อมูลที่ทันสมัย โดยใช้เทคโนโลยี การสื่อสารเข้าถึงลูกค้าได้มากและเร็ว มีการแบ่งปันข้อมูล และมีภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการหาความรู้จากเว็บไซต์ต่างประเทศก็จะนำไปสู่ Talented Capital

Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ มีอัจฉริยภาพในตัว สามารถพัฒนาทักษะความรู้ของตัวเองตลอด และ พร้อมทำงานเชิงรุก

เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์เข้ามาก็จะมีอีก 5 ทุนที่มีความสำคัญ

5K’s ประกอบด้วย

Creativity Capital  ทุนแห่งการสร้างสรรค์ คือ การมีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ

Knowledge Capital ทุนทางความรู้ มาจาก 2R’s เปลี่ยน Data เป็น Information และไปยัง Knowledge ได้ ทำให้เกิดวัฒนธรรมการเรียนรู้ ต้องระวัง Overlearning ข้อมูลมากเกินไป

Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม ความสามารถในการทำสิ่งใหม่ให้สำเร็จ และ มีคุณค่า

Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม มีความรู้ความเข้าใจ ตระหนักในความสำคัญของนวัตกรรมที่เป็นรากฐานของการดำรงชีวิตมนุษย์

Emotional Capital ทุนทางอารมณ์ การรู้จักควบคุมอารมณ์ และ มีภาวะผู้นำ

เมื่อ 8K’s + 5K’s กลายเป็นการสร้างทุนมนุษย์ที่สมบูรณ์ในยุคโลกาภิวัฒน์

                เมื่อ 8K’s + 5K’s มาประสานกับ AEC

                1. ความเข้าใจใน AEC ว่า AEC ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวแต่มีแรงงานมาเกี่ยวข้องด้วย

2. รู้ขีดความสามารถในการแข่งขัน

3. รู้ช่องว่างประชาคมอาเซียน

4. บูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก แล้วนำ 8K’s+5K’s ปรับจุดอ่อนของทรัพยากรมนุษย์ให้ประเทศอยู่รอดและแข่งขันกับโลกภายนอกได้

นอกจากนี้ ต้องกลับมาดูอุปสรรคในการพัฒนาทุนมนุษย์

1. ในอดีต แผนพัฒนาเศรษฐกิจเดิมไม่มีการพัฒนาทุนมนุษย์ หน่วยงานที่เกี่ยวกับกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ต้องทำงานแบบบูรณาการสร้างแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์

2. นโยบายการศึกษา และ ค่านิยมให้ความสำคัญกับ “คุณภาพมนุษย์” สายอาชีพ              

3. เอาชนะความไม่ใฝ่รู้ โดย 4L’s 2R’s 2I’s เพื่อนำไปสู่ชุมชนการเรียนรู้ได้

มุมมองนักคิดเรื่อง AEC+ทุนมนุษย์

นักคิด

มุมมอง

อาจารย์สมชาย

ยกระดับขีดความสามารถมนุษย์ = Cultural, Digital, Innovative Capital

คุณดนัย

White Ocean = Ethical Capital

ความยั่งยืน = Sustainable Capital

ม.ล.ชาญโชติ

การจัดการให้เกิดความเจริญอย่างยั่งยืน โดดเด่นเหนือคู่แข่ง ไม่เสียเอกลักษณ์ พัฒนาเรื่องภาษา = 8K’s+5K’s

คุณฉัตรชัย

ทุนมนุษย์ภาคบริการ รวมจุดแข็งเป็น package = prompt to ASEAN = 8K’s+5K’s

ดร.รัชดา

Team Thailand ความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในทุกองคาพยพ = Social Capital

คุณสุดใจ

สร้างวัฒนธรรมการอ่านเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ = Intellectual, Knowledge Capital

จุดกำเนิด 8K’s + 5K’s

ด้าน

ตัวอย่าง

ครอบครัว

มีต้นแบบ

การศึกษา

ได้รับการศึกษาที่ดีทำให้มีวิสัยทัศน์ มองโลกกว้าง เรียนรู้จากความจริง

กีฬา

ดูกีฬาเชิงวิเคราะห์

การทำงาน

การทดสอบความรู้

                2R’s

                3L’s

สมาธิ

ทบทวนเรื่องราวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความใฝ่รู้

การเรียนรู้ไม่สิ้นสุด เกิดจากการอ่าน และ การสนทนากับผู้รู้

 

ลูกศิษย์นำไปใช้

1. การนำแนวคิด Digital Capital พัฒนาการจัดการเรียนการสอนในสายอาชีวะ

2. การยกระดับการแข่งขันของประเทศในระดับประชาคม และ ระดับโลกโดยใช้ 8K’s 5K’s

3. การนำเสนอ Happiness Capital ในระดับนานาชาติ

4. ความรู้เรื่อง คน = Core ขององค์กร

5. การบริหารธุรกิจโดยใช้ 8K’s และ 5K’s เพื่อขจัดจุดอ่อนก่อนเข้าสู่ AEC

6. การใช้ 4L’s ในภาคปฏิบัติ

ทุนมนุษย์ไทย และ AEC ต้องพัฒนา “ทุนมนุษย์” โดยให้ความรู้โดย

1.เรียนรู้การเปิดเสรีอาเซียน

2.สำรวจตนเอง องค์กร ชุมชน สังคม ในด้านโอกาส ความเสี่ยงและภูมิคุ้มกัน

3.เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ = 8K’s+5K’s

4.ช่วยครอบครัว องค์กร ชุมชน สังคม และ ประเทศให้พัฒนาโดยผ่านกระบวนการศึกษา สำรวจ ทำ เอาชนะอุปสรรค วัดผลแล้วทำอย่างต่อเนื่อง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรรวมพลัง กลุ่มนี้สรุปได้ดี ในอดีตไม่เคยให้อ่านหนังสือ 8K’s แล้วนำเสนอ

หนังสือเล่มนี้ทำให้รู้จักความคิดอาจารย์จีระ รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ได้ทำ

อาจารย์จีระกล้าที่จะมีแนวคิดของตัวเอง 8K’s 5K’s เป็นเอกสารที่ไม่ใช่หนังสือมาตั้งแต่รุ่น 1-8

กระทรวงพาณิชย์เชิญอาจารย์จีระเป็นประธานอนุกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ กระทรวงพาณิชย์ จึงคิดนำ 8K’s+5K’s มาใช้ในวงการธุรกิจ

วันนี้ควรคุยกันลึกๆ ว่า ที่อ่านหนังสือมีแก่นอะไร

อาจารย์จีระมีแนวคิดที่ดีจากพื้นฐานเศรษฐศาสตร์ หลักสูตรนี้เรียนนวัตกรรมจึงมีเหตุผล อธิบายได้ เบื้องหลังคืออะไร คุณพิชญ์ภูรีคิดเป็น คนคิดเป็นไม่จำเป็นต้องเรียนมาก คิดเป็นคือต้องรู้ว่าในโลกมีตัวแปรตาม ตัวแปรอิสระ อยู่ในสมมติฐาน ซึ่งอาจเกิดจากทฤษฎีหรือความจริงที่เกิดเป็นประจำ เช่น ทางเศรษฐศาสตร์ ราคาสินค้าเพิ่ม ปริมาณการใช้สินค้านั้นลดลง อาจใช้อันนี้เป็นสมมติฐาน แล้วทดสอบมัน ควรมีสมมติฐานหลัก 1 อัน

การอ่านหนังสือเป็นการค้นหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ ควรต่อยอดจากการทบทวนวรรณกรรม

สิ่งสำคัญต้องมี 2R’s ปะทะกับความจริงให้มาก อาจารย์ต้องออกไปเจอลูกค้าที่นอกเหนือจากนักศึกษา

ตอนที่เรียนต่างประเทศ ข้อสอบไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ทำให้ได้คิด ในโลกความจริง คำตอบขึ้นอยู่กับสมมติฐาน ต้องตีโจทย์ให้แตก วิทยานิพนธ์อาจารย์จีระได้ความคิดมาจากเบน โมรัม และจากการอ่านหนังสือ เวลาทำ coursework ก็จะรู้จักอาจารย์หลายคน แล้วนำความฉลาดของแต่ละคนที่พบมาผสมผสานกันเป็นความฉลาดของตนเองแล้วจะค้นพบหัวข้อวิทยานิพนธ์ ในการเขียนวิทยานิพนธ์ต้องตั้งสมมติฐาน มีตัวแปรตามและตัวแปรอิสระ บางครั้งมีตัวแปรอิสระมาก วิทยานิพน์มหาวิทยาลัยรามคำแหงกำหนดทุนแห่งความสุขผ่านความผูกพันในองค์กร ทุนแห่งความสุขต้องไปอยู่ที่ผลประกอบการด้วย บางครั้งคนทำงานมากก็ฆ่าตัวตายถ้าไม่สมดุลในชีวิต

ต้องวิเคราะห์ความสำเร็จอาจารย์จีระให้ออก 5 ปีที่แล้วก็ฝึกคนระดับ Ph.D. ถ้าสอนตามตำรา ก็ไม่ได้ คนเหล่านี้มีความสามารถแล้ว แต่เน้น learning how to learn กระตุ้นให้คนเป็นเลิศ

ทุนทางปัญญา ทำให้แก้ปัญหา วิเคราะห์เป็น มองอนาคต การศึกษาต้องสอนให้เด็กคิดเป็นและได้อะไร 2 อย่าง ขอให้นักศึกษาคิดถึง Contribution ของอาจารย์จีระต่อนักศึกษา ไม่ใช่เหมือนแค่ที่ฮาร์วาร์ด แต่อาจจะมากกว่านั้น อะไรที่แตกต่างจากคนอื่น ยิงเข้า DNA อย่างไร รุ่นนี้น่าจะขยายผลจากหนังสือ 8K’s

ถ้าเราใช้เศรษฐศาสตร์ทุกเรื่อง ก็จะได้ความจริงไม่ต่ำกว่า 50% จึงต้องมี 8K’s 5K’s ในโลกตะวันตก ใส่เงินในการศึกษามาก ครูดี แต่ในเมืองไทย บางครั้งเรียนมากก็ไม่ได้ประโยชน์ บางคนเรียนโรงเรียนนานาชาติเพราะทำให้คิดเป็นวิเคราะห์เป็น นักเศรษฐศาสตร์วัดทุกอย่างด้วยวัตถุ แต่คนที่ได้รางวัลโนเบลในรอบ 10 ปี เป็นเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม วัดโดย intangible ก็ได้

 

กลุ่ม 1

Prof. Gary Becker

อาจารย์จีระ

เน้น Market Drive approach

ผสานระหว่าง “การลงทุน” และ ความรู้สึก

                Happiness

                Emotion

                Ethics

มุ่งใส่เม็ดเงินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาการศึกษา

เน้นความสำคัญเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคม

                Culture

                Network

 

จุดปรับปรุง

การผสาน 8k’s และ 5k’s โดยรวมสิ่งที่สามารถนำมารวมกัน หรือ group เป็นกลุ่มเดียวกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้น

จุดที่ควรเพิ่มเติม

Core Value (หลักยึดเหนี่ยวจิตใจที่ไม่ใช่ศาสนา)

Growth Mindset (กรอบความคิดที่ไม่ยึดติด)

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

นี่เป็น contribution ของรุ่นนี้

กลุ่ม 1

ความรู้ และ intelligence รวมกันได้ ส่วนทุนอื่นๆก็รวมกันเองได้

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้

ควรมีการสัมภาษณ์เชิงลึกคนเก่ง Expert Opinion Survey เป็นวิธีการที่ดีมาก ทำให้รู้จักคนเก่ง

ไม่ขัดข้องเรื่อง core value เป็นประโยชน์มาก

                4 เรื่องนี้สำคัญ

1.Mindset

2.Attitude

3. Habit

4. Belief

4 เรื่องนี้เกี่ยวกัน Growth คือพร้อมเรียนรู้ Mindset เปลี่ยนได้จากการเรียนรู้

Mindset เป็นที่ 1

Attitude ผลของ Mindset

Habit อยู่ตรงไหนก็ได้

Belief มาจาก Mindset และ Attitude

คนจะเปลี่ยนพฤติกรรมต้องเปลี่ยน Mindset ก่อนเพราะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ครอบครัว

 กลุ่ม 1

กรณี weerawong Wonderful ways เป็นบริษัทกฎหมายคิดเป็นเงินเป็นทอง Turnover สูงด้วยปัญหาสุขภาพ ครอบครัว บริษัทกฎหมายมีวิธีคิดใหม่ให้ทำงานที่บ้านได้ ตรงทุนทางความสุข

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รุ่นนี้มีการหารือ แนวโน้มการทำงานในอนาคต คือ ทำที่ใดเมื่อใดก็ได้ แต่ต้องมีวินัย คนสิงคโปร์บ้างานไม่มีความสุข แต่มีความสุขเวลามาเที่ยวเมืองไทยแล้วกลับไปทำงานที่เครียดต่อ

ล่าสุดมีหนังสือออกมาว่า performance อันตราย ต้องวัดโดยคิดถึงด้านความสุขด้วย

ก่อนเรียนจบควรรู้ 2-3 ประเด็นกระเด้งมาจากชั้นเรียน

ผู้นำคนใดไม่มีจริยธรรม ปัญญาและความสุข ก็ไม่ควรไปสู่นวัตกรรม คอรัปชั่นคือนวัตกรรมเชิงลบ

ก่อน 8K’s 5K’s มีหนังสือ Intellectual Capital เขียนโดยฝรั่ง Happiness ฝรั่งเน้นแค่ Happy Workplace ต่างจาก Happy at Work สิงคโปร์กังวลว่า คนที่เป็น Talent อ่อนเรื่องทัศนคติ

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

เคยเสนอให้มีทุนทางสุขภาพ แต่อาจารย์จีระบอกว่าอยู่ในทุนแห่งความสุข

อาจารย์จีระเคยไปสอนคณะแพทย์ ม.อ. ระดับผู้บริหาร เขามีปัญหาบุคลากรลาออก เพราะงานเครียด ติดเชื้อ

คณะแพทย์ ม.อ.กำลังวิเคราะห์งานวิจัยทำอย่างไรให้คนอยู่กับองค์กรนานๆ อาจารย์จีระสอนทุนแห่งความสุข Happy at work สำคัญเกิดใน Mindset ถ้าคนไม่มี ก็ต้องหาเครื่องมือเสริมความสุข

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Happiness ต้องคิดถึง

1. Passion ชอบงานที่ทำ

2. Purpose ต้องมีความสูงส่ง ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม เช่น อีลอน มัสก์เป็นผู้นำที่มีเป้าหมายสูงส่ง ไป space industry เพราะโลกจะมีทรัพยากรไม่พอ คิดว่าชีวิตต้อง collaborative ทุกเรื่องคิด simple แต่จะไป space industry เขาบอกว่า เขาจะดูแลคนทำงานเอง แล้วให้ทำงานที่เหมาะสม มี job description ถ้าทำงานนั้นไม่สำเร็จ ก็ต้องให้คนอื่นทำ

3. Meaning ทำแล้วมีความหมายต่อผู้อื่น แนวโน้มของโลกมาทาง internal happiness

 

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

8K’s มาก่อน

ยุคนี้มีความกดดันมาก ทุนทางอารมณ์สำคัญทำให้มีสติในการตัดสินใจทำอะไร

ฝรั่งค้นพบว่า คนจะมีความคิดสร้างสรรค์ต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นเปลี่ยนจากการซื้อของจากในซุปเปอร์มาร์เก็ตเป็นตลาดสด

ความสุขในใจเป็นความสุขที่แท้ ทำให้คนกระตือรือร้น

ทฤษฎีคนไทยก็ใช้ได้ เหมาะสมกับประเทศไทย Bloomberg วิเคราะห์แล้วพบว่า ประเทศไทยมีความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เขียนเรื่องทุนทางอารมณ์เพราะตอนหนุ่มก็ใจร้อน

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

คนเราต้องลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ ทุกคนมีสิทธิ์จะคิดเรื่องทุนต่างๆเพิ่มเติมจาก 8K’s และ 5K’s

ฝรั่งบอกว่า ยุคนี้ต้องเติมไฟ เติมความรู้แล้วต้องนำไปจุดประกายทำให้สำเร็จ

8K’s และ 5K’s วิเคราะห์ตัวตนของคน

ควรทำวิจัยเด็ก Gen Y ว่ามีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร แล้วจัดระบบการทำงานให้เหมาะสม

ควรหาคนประสานกับคนรุ่นใหม่

เวลาที่คนออกจากองค์กรแบบจากกันด้วยดี ก็จะนำโครงการมาให้องค์กรเดิมด้วย

ต้องทำให้คนรุ่นใหม่มีความภาคภูมิใจที่อยู่ในองค์กร

ต้องวางแผนถ้าคนหนึ่งลาออก จะฝึกคนแบบใดขึ้นมาทดแทน

บางครั้งคนลาออกไปแล้ว ก็ต้อง outsource มาได้

ยุคปัจจุบัน ก็ทำงานเป็น alliance กันได้

ควรทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง Gen Y

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ขอบคุณการวิจารณ์หนังสือครั้งนี้

ยกตัวอย่างกรณีศึกษาความสุข ต้องนำไปปฏิบัติ ต้องเป็นของวัดได้จริง การพูดเรื่องทุนแห่งความสุขต้องเน้น การนำไปปฏิบัติไม่ใช่นามธรรม   ทุนแห่งความสุขต้อง Authentic คือเป็นของแท้ไม่ใช่จอมปลอม และอยู่อย่างยั่งยืน

Happiness Capital ไม่ใช่แนวคิดแบบก้อน ๆ จะต้องเน้นเปรียบเทียบจาก Happy มาเป็น Happier หรือ เปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ  Relative Happiness Capital     

การมีทุนแห่งความสุข เป็นจุดเริ่มต้น คือ จำเป็น แต่เป็นสิ่งที่จะต้องไปเชื่อมโยงกับทุนอื่น ๆ เช่น มี Heart (Happiness) ต้องมี Head ปัญญา และต้องมี Execution ต้องทำให้สำเร็จ               คล้ายกับทฤษฎี Fact หรือ Feeling แต่การมี Happiness อย่างเดียวไม่พอ ต้องมี Strategy ต้องมี Data ด้วย จึงไปสู่ความสำเร็จ 

การเรียนรู้เรื่องทุนแห่งความสุขมีความสำคัญ..ที่มหาวิทยาลัย Harvard เริ่มหลักสูตรนี้ เมื่อ 1998 ปัจจุบัน เด็ก Harvard ทั้งมหาวิทยาลัย กว่า 20 %  ลงทะเบียนเรียน

Concept: ทุนแห่งความสุข

(1) แนวคิดทุนแห่งความสุข (Happiness Capital) เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital) ความสุขเป็นเป้าหมาย แต่ต้องมีพฤติกรรมไปสู่ความสุขนั้น

ในทฤษฎี 8K’s  Happiness Capital ได้มาจากตัวอาจารย์จีระเองที่ทำงานมาก แต่ขาดความสุขในการทำงาน จนกระทั่งช่วง 10 ปีที่แล้วจึงได้วิเคราะห์เรื่องทุนมนุษย์และทุนแห่งความสุขเป็นทุนที่สำคัญของทุกคน

(2) ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ทุนแห่งความสุข (Happiness Capital)” กับ “Happy Workplace” ซึ่งในการสำรวจวรรณกรรม 95% เน้น Happy Workplace ซึ่งหมายความว่า Unit of Analysis จะเป็นองค์กร คือ CEO+HR สร้างบรรยากาศในการทำงานให้มีความสุข แต่ Happiness Capital คือ ส่วนบุคคล (Individual) เกิดขึ้นเพราะชอบงาน มีความสุขที่ได้ทำงาน

(3) เพื่อให้เกิด Outcome หรือ Impact ต่อองค์กร การมีทุนแห่งความสุข (Happiness Capital) เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ผู้นำต้องทำให้เขามีบรรยากาศในการทำงานแบบ Happy Workplace ด้วย ก็จะเกิดเป็น “ทฤษฎีความสุขแบบ ++”

แต่ก็ยังมีสถานการณ์แบบที่ 2 คือ มีทุนแห่งความสุข (Happiness Capital) ในการทำงานแต่ไม่ใช่ Happy Workplace เกิดเป็น “ทฤษฎีความสุขแบบ +-” ซึ่งก็จะทำให้ Impact ที่ได้น้อยลง

และสถานการณ์แบบที่ 3 คือไม่มีทุนแห่งความสุข (Happiness Capital) ในการทำงานแต่องค์กรพยายามสร้าง Happy Workplace เกิดเป็น “ทฤษฎีความสุขแบบ -+” ซึ่งก็ทำให้ Impact ที่ได้น้อยลงเช่นกัน

และสถานการณ์แบบสุดท้ายซึ่งแย่ที่สุด คือ ไม่มีทุนแห่งความสุข (Happiness Capital) ในการทำงานและองค์กรก็ไม่สร้าง Happy Workplace เกิดเป็น “ทฤษฎีความสุขแบบ --” ซึ่งก็ทำให้เกิด Impact ด้านลบมากมาย

(4) ปัจจุบันมีการนำเอาแนวคิดของผมไปทำวิทยานิพนธ์และงานวิจัยมากขึ้น โดยให้ Human Capital เป็นตัวแปรตาม (Dependence Variable) ซึ่งต้องหาปัจจัยที่ทำให้ทุนแห่งความสุขสูงขึ้น เช่น ชอบงานที่ทำ รู้เป้าหมายของงาน รู้ความหมายของงาน 

ซึ่งถ้าจะมีการวิจัยก็ต้องสำรวจ ทำ Questionnaires ขึ้นมา

Happiness Capital (Dr. Chira Hongladarom’s Model)

1. สุขภาพทางร่างกายและจิตใจพร้อมไม่หักโหม (Healthy)

2. ชอบงานที่ทำ (Passion)

3. รู้เป้าหมายของงาน (Purpose)

4. รู้ความหมายของงาน (Meaning)

5. มีความสามารถที่จะทำให้งานสำเร็จ (Capability)

6. เรียนรู้จากงานและลูกค้าตลอดเวลา (Learning)

7. เตรียมตัวให้พร้อม (Prepare)

8. ทำงานเป็นทีม อย่าทำงานคนเดียว (Teamwork)

9. ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ทีมงานและลูกทีม (Coaching)

10. ทำงานที่ท้าทาย (Challenge)

11. ทำงานที่มีคุณค่า (Enrichment)

               อาจนำกฎนี้ไปให้เด็กใช้ก็ได้

อาจารย์จีระได้เขียนแนวทางการสร้างทุนแห่งความสุข (แสดง 2 ตาราง)

              ตารางหนึ่งเป็นวิธีคิดจากประสบการณ์ของอาจารย์จีระในช่วงเวลากว่า 30 ปี และอีกตารางหนึ่งท่านได้ปรับปรุงจากแนวคิดของDr.Timothy Sharp นักจิตวิทยาชาวออสเตรเลียที่สนใจเรื่องความสุข หรือ Happiness ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง 100 Ways to Happiness. (A guide for busy people)

กฎในการสร้างทุนแห่งความสุขแบบ (Sharp/Hongladarom’s Model)

Happiness Capital

(Dr. Chira Hongladarom’s Model)

Happiness Capital

 (Sharp/Hongladarom’s Model)

1.สุขภาพทางร่างกายและจิตใจพร้อมไม่หักโหม  (Healthy)

2.ชอบงานที่ทำ (Passion)

3.รู้เป้าหมายของงาน (Purpose)

4.รู้ความหมายของงาน (Meaning)

5.มีความสามารถที่จะทำให้งานสำเร็จ

(Capability)

6.เรียนรู้จากงานและลูกค้าตลอดเวลา

(Learning)

7.เตรียมตัวให้พร้อม (Prepare)

8.ทำงานเป็นทีม อย่าทำงานคนเดียว (Teamwork)

9.ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ทีมงานและลูกทีม

(Coaching)

10.ทำงานที่ท้าทาย (Challenge)

11.ทำงานที่มีคุณค่า (Enrichment)

1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (Exercise)

2.อย่าแบกงานที่หนักเกินไป

(Put down your burden)

3.ศักยภาพในการถ่ายทอดในงาน

(Communicate Effectively)

4.ทำงานในจุดแข็งของตัวเอง

(Recognize your strengths)

5.มุ่งมั่นในงาน (Keep Focus)

6.ทำในสิ่งที่อยากทำไม่ใช่เพราะต้องทำ

(Reduce the ‘shoulds’)

7.ทำงานในองค์กรที่มองคุณค่าของคนและงานคล้าย ๆ กัน (Clarify your values)

8. อย่าทำงานเครียดและวิตกกังวล(Overcome worry and stress)

9.บริหารภาระงานให้เหมาะกับตัวเอง

(Refine your workload)

10.ใช้คำว่าขอบคุณกับลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน (Choose your words)

11.สร้างบรรยากาศในการทำงานให้มีความสุขร่วมกัน

(Create good environment)

ส่วนงานวิจัยอีกแนวหนึ่งก็จะทำให้ Happiness Capital เป็นตัวแปรอิสระ เพื่อวัด Outcome ขององค์กร ซึ่งเทรนด์ล่าสุด คือ การวัด 3 V ประกอบด้วย

Value added

Value Creation

Value Diversity

ทฤษฎี 8 H ของคุณหญิงทิพาวดี..ก็เน้นความสุข

8 H

8 K

•                   Heritage

•                   Home

•                   Hand

•                   Head

•                   Heart

•                   Happiness

•                   Harmony

•                   Health

Human Capital     

Intellectual Capital           

Ethical Capital   

Happiness Capital

Social Capital                     

Sustainability Capital

Digital Capital   

Talented Capital

 

 

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9  เป้าหมาย คือ ความสุขและความสมดุลของชีวิต

หนังสือ Tal Ben-Shahar มีประเด็นดีมาก การทำงานที่เน้นทุนแห่งความสุขไว้ 3 - 4 เรื่อง 

  • ทุนความสุข เกิดจากงานที่ทำใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่
  • งานที่ทำ อย่าให้ทำเป็นท่อน ๆ ให้เข้าใจ Process ตลอด
  • งานที่ทำต้องมี Impact ต่อคนอื่น
  • และสุดท้าย..การทำงานอย่างมีความสุขต้องถามตัวเองว่า เวลาทำงานต้องการเน้นเรื่องอะไร?
    • Job (งาน)/Career(อาชีพ)/Calling (ความปรารถนา ทำแบบสุดฝีมือ แบบทิ้งมรดกไว้)

อาจารย์จีระต้องเปลี่ยนจากการเป็นนักเศรษฐศาสตร์อาชีพมาเป็นนักเศรษฐศาสตร์ทรัพยากรมนุษย์ซึ่งมูลค่ายังไม่สูงเท่าทุกวันนี้ เพราะคนไม่เห็นความสำคัญ

ประโยชน์ 10 ข้อของการมีทุนแห่งความสุข

1. ช่วยทำให้ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ง่ายและได้ผลสูงสุด

2. ทำให้ตัวเองมี Creativity สูงขึ้น  ถ้าเราไม่มีความสุขเราก็คิดอะไรไม่ออก แถมยังคิดแง่ลบด้วย 

3. ทำให้เราหาทางออกแทนที่จะบ่นว่าปัญหายากจัง 

4. มองโลกในแง่ดี (Optimism) 

5. มีพลัง (Energy) เพิ่มขึ้น

6.ทำให้กระตุ้น/Motivate and Inspired ได้ง่ายกว่า

7.ไม่ค่อยจะป่วย

8.สามารถเรียนรู้ได้เร็วและสนุก สร้าง Learning Culture ได้ดีกว่าคนที่ไม่มีความสุข

9.มีความมั่นใจว่าจะกล้าทำอะไรนอกกรอบได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีความผิดพลาด อันนี้จริงเพราะถ้าเรามีความกลัว (Fear) เราก็ไม่สำเร็จ ต้องมั่นใจว่ากล้าทำ

10.ทำให้ตัดสินใจได้ดีและรอบคอบ อันนี้จริง เพราะถ้าคน IQ สูงแต่เครียดมักจะผิดพลาดเรื่องการตัดสินใจ

ล่าสุด.. หนังสือ เรื่อง How To Be Happy ของ Liggy Webb เปรียบเทียบกับตารางของ ดร.จีระ

ทุนแห่งความสุข มี 5 ข้อที่สำคัญ คือ

1.ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง (Self Confidence)

2.ทำงานไป..แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้ด้วย (Eager to learn from work)

3.มีทัศนคติที่เน้นความกตัญญู (Gratitude) ต่อผู้ร่วมงานและผู้บริหาร

4.สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน (Healthy Relations)

แนวทาง 5 K’s คือ ใช้ทุนทางอารมณ์ (Emotional Capital) เพื่อแก้ปัญหา อย่าใช้ความเครียดแก้ปัญหา Happiness Workers จำเป็นจะต้องอยู่ในบรรยากาศการบริหารจัดการให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด

ดังนั้น ตัวละคร 3 กลุ่ม ต้องมีความสามารถและจะต้องทำงานร่วมกันกลุ่มแรก คือ CEO – ต้องเป็นคนที่มีความสุขด้วยไม่ใช่เป็น “Unhappy CEO” ก็คงไม่มีใครอยากทำงานด้วย แต่มี “Happy CEO” ก็ไม่พอต้องมี “Smart and Happy CEO” คือ รู้จักใช้ศักยภาพของเขาเหล่านั้นอย่างเต็มที่ เช่น

มอบหมายงานที่เพิ่มความสุข (ท้าทาย)

ลดการขัดแย้งในองค์กร

ดูแลวัฒนธรรมองค์กรให้ไปในทางสร้างให้พนักงานเป็นเลิศให้ได้

กลุ่มที่ 2 คือ HR นอกจาก Smart HR แล้วในองค์กรยังต้องมี Smart and Happy HR” บุคคลที่ทำงานกับ Happy People ในองค์กรก็ต้องรู้จัก “ทุนแห่งความสุข” ดี

กลุ่มสุดท้าย คือ Line Managers หรือ Non-HR ก็คงจะต้องเน้นความสามารถในการบริหารพนักงานให้เปลี่ยนจาก สุขน้อย เป็น สุขมาก” หรือ “มีความสุขแล้วได้สร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเต็มที่”

สรุป

คำว่า งาน หรือ Work ภาษา Hebrew แปลว่า Slave คนไทยส่วนมากจะเป็นทาสของงาน  อย่าให้งานมากำหนดชะตาชีวิตเรา  เราต้องกำหนดทางเลือกของอนาคต    

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ที่อาจารย์จีระไปสอนคณะแพทย์ ก็มีวิชาความสุขในองค์กร จึงเชิญอาจารย์จากมหิดลสอน happynometer วัดความสุข อาจารย์จีระสอน happy at work คณะแพทย์คิดว่า happynometer ไม่พอที่จะดึงดูดคนในองค์กรจึงทำตารางใหม่ว่า คณะแพทย์ ม.อ.มีอะไรดึงดูดคนทำงานได้ ชื่อ magneto meter ถือเป็นแรงบันดาลใจ

เราต้องรู้กระบวนการทั้งหมด แต่ไม่ต้องทำเอง นำข้อมูลป้อนเข้าไปในคอมพิวเตอร์

สร้างแรงบันดาลใจและตั้งคำถาม จะทำให้เก่งขึ้น

magneto meter ต้องมีการเปรียบเทียบปัจจัยต่างๆเพื่อค้นหาปัจจัยที่ทำให้คนออกจากงานจะได้แก้ปัญหา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

จุดแข็งของ happiness capital ของดร.จีระคือการค้นหาตัวเอง

คนที่เรียนปริญญาเอกควรนำความรู้ไปสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอด

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

เรื่องนี้ถูกใส่เข้าไปทุกเรื่อง

การทำสวนน้ำต้องศึกษาให้กว้าง เช่น คิดแบบ Theme Park แม้จะทำเล็กๆในไทยก็ตาม

ต้องมีความช่างสังเกต คิดแล้วต่อยอดไปใช้เรื่องอื่นๆ ดุษฎีนิพนธ์ควรจะเป็นเรื่องที่ยังเป็นปัญหาในใจ

กรมพระยานราธิป “กลึงเข้าไปแล้วระเหยมาเป็นเหงื่อ” ไม่ว่าจะทำอะไรมีแนวคิดดีก็ใส่เข้าไป ก็ออกมาเป็นงานของเรา

อาจเสนอบางงานให้มหาวิทยาลัยทำวิจัยก็ได้ แต่ทุกเรื่องต้องทำเกี่ยวข้องกับเรื่องคน

เวลาทำงานถ้าทำเป็นเครือข่าย จะดีที่สุด ได้งาน ความรักและ CSR ถ้าบริหารเครือข่ายดี

กรณีศึกษากฟผ. อาจารย์จีระมีลูกศิษย์เป็นผู้ใหญ่บ้านและชุมชน ตามปกติชุมชนสีเขียวไม่ชอบการไฟฟ้าอยู่แล้ว อาจารย์จีระนำชุมชนเกาะพิทักษ์มาคุยกับกฟผ. เขาก็จะเจรจากับชุมชนได้ ทำให้เห็นประโยชน์ของ social capital

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ขอขอบคุณที่กล้าวิจารณ์หนังสือ ทำให้เกิดประโยชน์มาก ขอให้ทุกคนกลับไปเขียนใน blog ว่าได้ประโยชน์อะไร

อาทิตย์หน้า ก็วิจารณ์หนังสือพลังแห่งคุณธรรม จริยธรรม เป็นเรื่องของอธิการธรรมศาสตร์ 4 คน ท่านว.วชิรเมธีช่วยวิเคราะห์ทุกครั้ง ใช้เวลาเกือบ 3 ปีกว่าจะเสร็จ

แล้วอาจารย์จะสอนเรื่องทุนทางสังคม networking ต้องทำแล้วมีประโยชน์ แล้วจะวิจารณ์หนังสือภาษาอังกฤษ ซึ่งกล่าวถึงความหมาย Relevance แล้วจะวิจารณ์ Harvard 2 ครั้ง แล้วสอบ

ในอนาคตอาจจะทำหนังสือด้านทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ทุนทางอารมณ์

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 6

……………………………………………………………………………………………………………………..

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

การสอบ

1. ระยะเวลาในการสอบ 1 ชั่วโมงครึ่ง

2. จะมีแนวข้อสอบให้เตรียมตัวข้อสอบ 8-10 ข้อ

3. หัวข้อที่จะสอบ

3.1 เน้น Macro มากหน่อย 40% ของ Micro

3.2 นำทุนมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรม โดยเป็น Input หลักสูตรนี้ต้องการทำให้ทุนมนุษย์มีประโยชน์ในการทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้น นวัตกรรมเป็นตัวแปรอิสระ ทุนมนุษย์เป็นตัวแปรตาม

3.3 ส่วนประกอบทุนมนุษย์

3.3.1 มองภาพใหญ่ (Macro) ไปสู่ Micro ต้องรู้ HR Architecture

ตัวอย่างเรื่องระดับ Macro มีการจ้างงานซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง เช่น ตอนที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี มีฐานเสียงคือคนทำงานในอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียม เมื่อมีการค้าเสรี คือมีภาษีศุลกากรเป็น 0 การขาดดุลการค้าไม่ใช่เรื่องเสียหาย แค่แสดงว่าเป็นการขายมากหรือขายน้อย การที่มองว่า การขาดดุลการค้าเป็นเรื่องเสียหายถือเป็นทฤษฎีสมัยเก่า คือ Mercantilism หมายถึง ถ้าประเทศใดส่งสินค้าไปขายยังประเทศอื่นแล้วมี Balance of Trade Surplus คือกำไร เช่น ไทยส่งสินค้าไปขายที่อินโดนีเซียได้กำไร แม้อินโดนีเซียขาดดุลการค้าแต่ก็นำสินค้านั้นไปเป็นปัจจัยการผลิตต่อ ถ้าไม่มีภาษี ก็ทำให้ Input ของสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ Production Function ของประเทศเหล่านั้นมีประสิทธิภาพแล้วเกิดการจ้างงานสูงขึ้น การที่ทรัมป์คิดแต่อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมของสหรัฐอเมริกา เมื่อตั้งกำแพงภาษี ก็แสดงว่า อุตสาหกรรมนั้นมีความสามารถในการแข่งขัน แต่ก็มีปัญหาคือ เหล็กไม่ได้ทดแทนอุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ แต่เป็นวัตถุดิบผลิตสิ่งต่างๆ การจ้างงานจึงไม่ทดแทนตรง 1 ต่อ 1 แต่ทำให้ต้นทุนการผลิตในสหรัฐอเมริกาสูงขึ้น พบว่า การจ้างงานโดยตรงของอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมเพิ่มขึ้น 20% แต่การจ้างงานอ้อมของอุตสาหกรรมอื่นๆ ลดลง ถ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ก็จะคิดว่า Tariff มีผลต่อเฉพาะอุตสาหกรรมที่นำเข้ามา แต่อุตสาหกรรมที่มีต้นทุนราคาแพงก็เป็นต้นทุนการผลิตของธุรกิจอื่น

ดังนั้นต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า การจ้างงานเกิดขึ้นหรือลดลง ถ้าเป็นการจ้างงานโดยตรงก็จะมีปัญหา จะมีเรื่องเกี่ยวกับภาษีนำเข้า ต้องมองอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบเหล่านั้น เมื่อต้นทุนแพงขึ้น ก็จ้างงานลดลง การค้าระหว่างประเทศมีผลหลายด้านโดยเฉพาะการจ้างงาน

จะมีการวิจารณ์ว่า แรงงานต่างด้าว และสังคมผู้สูงอายุจะอยู่ตรงไหนใน HR Architecture เมื่อแบ่งโครงสร้างอายุ ทำให้ศึกษา HR Architecture ชัดเจนขึ้น กรมอนามัยมีทฤษฎี Miracle 1,000 วัน ควรจะมีการดูแลเรื่องสมองตั้งแต่เด็ก แต่อบจ. อบต.ต่างจังหวัดจะไม่ได้ดูแลทรัพยากรมนุษย์ในวัยเด็ก บางคนขาดสารอาหารและไอโอดีน จึงจะมีปัญหาด้านสมองในอนาคต

อาจารย์จีระได้แนะนำให้อาจารย์จากมหิดลทำวิจัยเรื่อง สุขภาพและทุนมนุษย์มากๆ

3.3.2 ระดับ Micro

3.3.2.1 ปลูก (HRD) ทำทุกช่วงเวลา ตั้งแต่เกิด เข้าโรงเรียน ทำงาน มี lifelong learning

3.3.2.2 เก็บเกี่ยว ทฤษฎี 3 วงกลม

3.3.2.3 เอาชนะอุปสรรค คือ Execution ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำเล็กๆ ชนะเล็กๆ ก่อน

3.4 Happiness Capital

3.5 8K’s 5K’s คือ Micro จำเป็นอยู่ ควรมองนวัตกรรมให้กว้างขึ้น อย่ามองแค่ระดับองค์กร

3.6 สิ่งที่มาแรงมากคือความสัมพันธ์ระหว่างคนในวัยต่างกัน

3.7 เราได้เคยพูดถึงเรื่องปฏิรูปการศึกษา สิ่งสำคัญคือ ปฏิรูป Mindset จะเรียงสี่ข้อนี้อย่างไร

3.7.1 Mindset

3.7.2 Attitude

3.7.3 Habit

3.7.4 Belief

ตามความเห็นของอาจารย์จีระ Mindset มาเป็นอันดับที่หนึ่ง Attitude เป็นผลจาก Mindset แต่ Mindset เปลี่ยนได้

เนื้อหา

นโยบายรัฐเรื่องไทยนิยม ส่งคน 7 พันกว่าทีมเข้าไปในหมู่บ้าน อาจารย์จีระเสนอที่จะเข้าไปเสริม โดยจะสร้างสังคมการเรียนรู้ที่ต่างจังหวัด ถ้าให้ 7 พันทีมใช้ 4L’s ก็ดี กระตุ้นให้คิด ปะทะกันทางปัญญา สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ นักวิชาการที่ดีควรจะเข้าไปเสริมรัฐบาล ควรนำภูมิปัญญาชาวบ้านขึ้นมาต่อยอดให้เป็นประโยชน์ก็จะได้เรียนรู้ขึ้นมา อาจารย์จีระสร้าง Platform กระตุ้นให้คนเป็นเลิศ อาจจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องเกี่ยวกับชุมชนก็ได้

การนำเสนอหนังสือ 8K’s

กลุ่ม 2

1. รากของ Becker เหมือนและแตกต่างจาก 8K’s และ 5K’s อย่างไร

Becker เน้น

1.การลงทุนการศึกษา โภชนาการ การฝึกอบรม การเลี้ยงดูของครอบครัวซึ่งทำให้เกิดคุณภาพของทุนมนุษย์ 2.เน้นเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ในการวัดระดับการศึกษา คนมีระดับการศึกษาสูงมีรายได้มากกว่า แต่ปัจจุบันคนไม่จบปริญญาก็มีรายได้สูงได้ เช่น Bill Gates หรือ Steve Jobs

สิ่งที่ Becker ตรงกับ 8K’s และ 5K’s

1.การสร้างทุนมนุษย์ การฝึกอบรม การเลี้ยงดูของครอบครัว ตรงกับทุนมนุษย์

2.การมีปัญญาไม่ใช่ปริญญา เช่น Bill Gates หรือ Steve Jobs หรือ Jack Ma  แม้ไม่จบปริญญา ก็สามารถสร้างรายได้ นำไปสู่ทุนทางปัญญา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อยู่ที่วิธีเรียน learning how to learn คนมีเงินส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ เรียนแล้วประยุกต์ มีกรณีศึกษาให้คิดวิเคราะห์เป็น ประเทศไทยยังสอนให้คนรู้ สอบได้ สอบมาก

50 ปีที่แล้ว ต้องวัดการลงทุนทุนมนุษย์ด้วยปริมาณ  สมัยนี้ นอกจากจำนวนปีที่เรียน ต้องมีวิธีการเรียนที่ดีด้วย ความแตกต่างคือ วิธีการ กระบวนการคืออะไร ไม่ใช่แค่ได้ปริญญาอีกใบ ถ้ากระทรวงศึกษานำหลัก Becker และอาจารย์จีระไปจับก็จะเกิดผลดี

ทุนมนุษย์จะต้องทันเหตุการณ์

แต่ก่อนคนคิดว่า ทุนทางวัฒนธรรมไม่ได้คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของทุนมนุษย์

ทุนมนุษย์เป็นตัวแม่ อีก 7K’s เป็นลูกมาก่อน 5K’s ทั้ง 7K’s และ 5K’s ต้องตอบโจทย์ทุนมนุษย์ด้วย

เราสร้างความคิดได้ตลอดเวลา  เกิดเป็นภูมิปัญญา

กลุ่ม 2

ประเด็นของดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย กล่าวถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ในภาคธุรกิจ การพัฒนาทุนมนุษย์ต้องมี work skill (ทักษะการทำงาน)  innovation skill (ทักษะการสร้างนวัตกรรม) และ life skill (ทักษะชีวิต) ทำให้ได้ white ocean ได้จาก 8K’s และ 5K’s ต้องมีจริยธรรม คือ มี ISR คนต้องมีคุณธรรมในการทำธุรกิจด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

สีจิ้นผิงเป็นผู้นำจีนเน้น

1.คนจีนต้องปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเร็ว ไม่แน่นอนและทายไม่ได้ เมื่อเกิดแล้ว ต้องจัดการมัน 

2.มนุษย์ต้องมีคุณธรรม จริยธรรม

3.ต้องการให้คนจีนเป็นมืออาชีพเพื่อปกป้องประเทศตน เป็นพลเมืองดี

กลุ่ม 2

Dr.Timothy Sharp กล่าวถึงวิธีทำงานให้มีความสุข ในทุกงานจะมีองค์ประกอบว่า ทำอย่างไรให้ทำงานอย่างมีความสุข ปัจจุบัน คนทำงานเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้น 

อาจารย์จีระเน้นว่า ต้องทำตัวตัวเราให้มีความสุขก่อน เช่น การไม่โกรธ การมีสมาธิ การใช้หลักจริยธรรม ศีลธรรม เข้ามาในการทำงาน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องแยก happy workplace และ happy at work

ข้อเสียคือ ดร.จีระมองเรื่องงานมาก จึงไม่ได้ดูความสมดุลงานและชีวิต คนที่เล่นฟุตบอลสำเร็จ นอกสนามก็สำคัญ ถ้าเป็นไปได้น่าจะมีสมมติฐานระหว่าง happy at work and work-life balance ต้องนำ happy workplace (ตัวองค์กร) และ happy at work (บุคคล) มาเปรียบเทียบกัน

ดร.จีระเน้น P and M คือ

Passion ทำงานแบบมีความสุข หลงใหลในการทำงานนั้น

Purpose เป้าหมายการทำงานเป็นเป้าหมายที่สูง เช่น Elon Musk, Steve Job

Meaning แต่ก่อนคนดูถูกอาจารย์มหาวิทยาลัยและข้าราชการ แต่คนเหล่านี้ทำงานที่มีความหมายและคุณค่า

ข้อดีของกลุ่มนี้คือจับประเด็นมาให้ฟัง

ควรศึกษา Becker และดูทฤษฎีอาจารย์จีระ K2-8 ทำไมคนที่ไม่ได้เรียนมีรายได้สูง การเรียนยุคใหม่ต้องเป็นแบบนิเวศวิทยา เรียนที่ไหนอย่างไรก็ได้

คนจบสแตนฟอร์ดต้องสร้างความคิดใหม่แล้วนำไปประยุกต์กับความจริง ทุกอย่างอยู่ที่โลกแห่งความจริง 2R’s จึงสำคัญ

หนังสือเล่มต่อไปที่จะอ่านคือ Relevance

2. 8K’s และ 5K’s มีคุณค่าต่อทุนมนุษย์อย่างไรบ้าง อธิบายที่เป็นจุดแข็ง

กลุ่ม 2

1.สร้างโอกาส

2.ความเสี่ยง

3.หาวิธีป้องกัน

4. 8K’s และ 5K’s ช่วยขยายไปสู่ครอบครัว องค์กร ชุมชน สังคม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เรื่องนี้ควรเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ได้ ถ้าคิดถึงประโยชน์ของ 8K’s และ 5K’s

ยุคต่อไป วิศวกรกฟผ.ต้องคิดเรื่องชุมชน ยกย่องให้เกียรติชาวบ้าน สร้างชุมชนการเรียนรู้ ทำให้ชาวบ้านเห็นความจำเป็นของไฟฟ้าและลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

กลุ่ม 2

5. 8K’s และ 5K’s ช่วยพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อการแข่งขันระหว่างประเทศใน AEC, GMS, CLMVT

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

นวัตกรรมเป็นทั้งพฤติกรรม means and end  ส่วน Sustainability เป็นทั้งทุน work and objective

นวัตกรรมไม่ใช่ผลสุดท้ายเท่านั้น แต่รวมถึง Innovative Management ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ แม้ไม่มีนวัตกรรมแต่ Innovative Behaviors ก็ยังคงต้องมี

Social Innovation เป็นการเข้าไปอยู่ในชุมชนแล้วทำให้ชุมชนคิดดีกับเรา การเปลี่ยนพฤติกรรมให้ชุมชนเข้าใจสิ่งแวดล้อมมีปัญหาแต่ก็ควรมาแลกเปลี่ยนกัน ถ้าไม่มีชุมชนการเรียนรู้ จะมีทั้งคนต้านและสนับสนุนโรงไฟฟ้า

นวัตกรรมไม่ได้เป็นก้อนแต่เป็นกระบวนการวิ่งไปสู่นวัตกรรม เช่น มีความคิดใหม่ที่ยังไม่สำเร็จก็จะเกิดการสร้างให้ดีขึ้น

นวัตกรรมการเรียนถือเป็นเรื่องใหม่

กลุ่ม 2

8K’s และ 5K’s พัฒนาทุนมนุษย์ของตนเองและขยายวงกว้างขึ้น โดยค้นหาจุดอ่อน วางแผนยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงสร้างเครือข่ายทางสังคม การศึกษา ในเรื่องของการอบรมเลี้ยงดู สิ่งสำคัญคือ การประเมินผล ทำให้ขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ได้อย่างมีคุณภาพ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ดีมาก พูดถูก

8K’s และ 5K’s สามารถขยายเป็นหนังสือได้อีกหลายเล่ม เล่มนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้น

ความสำเร็จของปริญญาเอกคือลูกศิษย์ต้องเก่งกว่าอาจารย์

3. จุดอ่อนของ 8K’s และ 5K’s มีอะไรบ้าง ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อย่างไร

กลุ่ม 2

หนังสือเล่มนี้ดีอยู่แล้ว อาจจะนำไปต่อยอดเรื่องการสอนและวิจัยที่ทำกับชุมชน

อาจเพิ่มประเด็น Edward Deming คือ PDCA ประกอบด้วย Plan, Do. Check, Act  อาจจะนำทฤษฎีอาจารย์จีระมาทำเป็น Prototype แล้วขยายวงกว้างให้นักศึกษานำไปใช้เชื่อมโยงได้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

มีคนเคยแนะนำให้กระจายทฤษฎีไปยังจุดต่างๆ อาจารย์ริเริ่ม แต่ลูกศิษย์เป็นคนทำ

8K’s และ 5K’s ไม่ได้ครอบคลุมทุกอย่าง อาจจะเพิ่มอย่างอื่นเข้ามาได้ตามความเหมาะสม

4. หนังสือ 8K’s และ 5K’s ช่วยในการเขียนวิทยานิพนธ์อย่างไร

กลุ่ม 2

2I’s ทำให้มีแรงบันดาลใจคิดจาก 8K’s และ 5K’s สู่วิทยานิพนธ์ และต้องมีจินตนาการจาก 8K’s และ 5K’s แล้วต่อยอดงาน

Thinking outside the box ฝึกคิดนอกกรอบขยายจาก 8K’s และ 5K’s

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

วิเคราะห์ได้ดี อาจจะต้องแยกส่วน 8K’s และ 5K’s เป็นเรื่องคน ตัวตั้งต้น เป็นเศรษฐศาสตร์เชิงวิเคราะห์

Happiness วัดไม่ได้ เป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาตามวิถีในแต่ละช่วงของสังคม

7K’s และ 5K’s อาจจะวัดไม่ได้ แต่ต้องมี จึงอยู่ในส่วนการปลูก ส่วน 4L’s, 2R’s, 2I’s เป็นเครื่องมือ

ชุมชนการเรียนรู้คือเรียนรู้ร่วมกัน เกิดขึ้นเรื่อย ทำให้เกิด 8K’s และ 5K’s ตลอด

Happy at work เป็น intangible ทำให้ยึดติดเครื่องมือน้อยลง

เมื่อกลับไปดู 3 วงกลม บริบทเป็น happy workplace วงที่ 2 เป็น competency ถ้าวงที่ 1 มีมาก ก็มีวงที่ 2 มาก แต่ Happy at work อยู่ใน Motivation  ทำงานที่ใดก็ได้ ไฟดับ ก็ไปทำงานที่ร้านกาแฟ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เรื่องนี้ควรเป็นวิจัยในอนาคตว่าคนจะทำงานในรูปแบบใด ไม่มี full-time workers แต่มี alliance

ควรพยายามเข้าใจความแตกต่าง แต่บางครั้งก็อาจจะมีการคาบเกี่ยวกันบ้าง

กลุ่ม 2 (นักวิชาการคุณภาพ รามา)

ทางกลุ่มมองการเชื่อมโยงทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ หลายข้อเป็น management  เช่น การนำองค์กรที่ดี การบริหารเชิงกลยุทธ์ การฟังเสียงลูกค้า สิ่งสำคัญคือต้องนำทฤษฎีอาจารย์ไปปฏิบัติ มีการ monitor มีตัววัด

ในองค์กรก็มี Talent ในคณะแพทย์ รามามีการวัดบุคลากรในด้านความผูกพันในองค์กร การลาออก การมาสาย การประเมินบุคลากร แต่ละคนมี Career Path ขึ้นสู่ระดับบริหารได้

หนังสืออาจารย์แต่ละเล่มมีการเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบและนำไปปฏิบัติได้ชัดเจน

กลุ่ม 2 (ผู้ตรวจ)

สิ่งที่ยากคือ คนในชุมชน เพราะความรู้พื้นฐานไม่เท่ากัน เมื่อนำเป้าหมายไปใส่ กระบวนการก็เป็นเรื่องยาก ก็ต้องทำร่วมกัน

กลุ่ม 2 (นักวิชาการคุณภาพ รามา)

ในแง่ชุมชน ต้องมี Engagement Community ต้องมี Segment Community วิธีปฏิบัติต้องดูเป้าหมายของแต่ละชุมชน

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

การเป็นนักวิทยาศาสตร์มักมองว่าต้องมีตัวชี้วัด แต่คนเราต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

จากการที่อาจารย์จีระลงชุมชน ก็วางตัวละคร มองตัวละคร 4 กลุ่ม

1. รัฐมาก่อนเพราะบอกว่าประเทศจะเคลื่อนไปทางใด ต้องการนำสิ่งที่ชุมชนมีมาต่อยอด

2. ชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วม อปท.ก็อยู่ในส่วนชุมชนเป็นทีม แต่ชุมชนเป็น network

3. เอกชน ทำให้มีความทันสมัย ถ้าเข้าใจชุมชน ก็จะช่วยดูแลชุมชนด้วย

4. วิชาการ ตอบโจทย์ ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลอย่างยั่งยืน นักวิชาการก็มีปราชญ์ชาวบ้านด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ชาวบ้านมีมุมมองที่ต่าง ก็ถือเป็น Value Diversity แล้วต้องทำอย่างต่อเนื่อง อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ต้องมีความเข้าใจ ในอนาคตอาจจะไปดูงาน บางชุมชนพึ่งตนเองได้แล้ว

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

ต้องมีกระบวนการ เช่น learning how to learn ชาวบ้านมีทุนทางวัฒนธรรม มีทุนแห่งความสุข

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คุณจินตนาที่ชุมพรบอกว่า ดร.จีระเข้าใจเขา เวลาไปที่ชุมชน ก็กระตุ้นให้ชาวบ้านแสดงความเห็น สรุปให้ทุกคนเข้าใจ ชาวบ้านมีภูมิปัญญาอยู่แล้ว

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

คุณจินตนาอยู่ชุมพร เป็นจังหวัดที่ใช้เศรษฐกิจพอเพียง มีโครงการจากภูผาสู่มหานทีที่ เราเคยไปแนะนำให้ทำน้ำส้มจี๊ดขาย เขาจึงไปร่วมมือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้เพื่อทำขาย ตอนนี้มีหมู่บ้านส้มจี๊ด ที่ทอน-อม มีการเชิญคนมาดูงานถ้ารองรับเชิงพาณิชย์ได้ ก็เดินไป  การทำงานต่อเนื่อง ทำให้ชุมชนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจแล้วนำไปสู่ทุนแห่งความสุข

วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 7

……………………………………………………………………………………………………………………..

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

----

ช่วงเช้า

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ขอให้ทุกคนทำงานกลุ่มทำหนังสือ Chira Way ร่วมกับอาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมลและคุณวราพร ชูภักดี ในแต่ละอาทิตย์ อาจารย์จะกำหนดให้นักศึกษาทำหนังสือแต่ละบท อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมลและคุณวราพร ชูภักดีเป็นบรรณาธิการ

ช่วงเช้าวิจารณ์หนังสือพลังแห่งคุณธรรม จริยธรรม

ช่วงบ่าย เรียนเรื่อง Networking มีการเปิดวีดิโอโครงการที่ทำร่วมกับม.อ.เรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เห็น Networking ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องความมั่นคงภาคใต้น่าเป็นห่วง ประเทศไทยใช้เงิน 3-4 หมื่นล้านบาท ดูแลแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้

หนังสือ พลังแห่งคุณธรรม จริยธรรมเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ท่านว.วชิรเมธีนำข้อมูลของท่านไปลงอินเตอร์เน็ต ท่านพูดถึงดร.ปรีดี พนมยงค์ด้วยความเข้าใจ อาจารย์จีระทำงานร่วมกับดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และศ.สัญญา ธรรมศักดิ์

ดร.ป๋วยมีความเมตตาต่อลูกศิษย์ ท่านเคยอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ขอมาเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์เป็นรุ่นพี่ของบิดาอาจารย์จีระเมื่อไปเรียนที่อังกฤษ ท่านเป็นอธิการบดีที่มีความเมตตา

ตอนหลังอาจารย์จีระรู้จักธิดาพระองค์วรรณ

วิจารณ์หนังสือ พลังแห่งคุณธรรม จริยธรรม

กลุ่ม 2

ทุนทางจริยธรรมมีรากมาจากอะไร

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ถ้าคิดร่วมกันเรื่องรากทุนทางจริยธรรม ก็จะดี ถ้าผู้ใหญ่บ้าน กำนันนำเล่มนี้ไปอ่าน จะคิดดี ทำดี โปร่งใส ทุนนิยมสามานย์ทำให้คนเห็นแก่เงิน

การเรียนยุคใหม่ต้องสร้างความคิดใหม่ซึ่งมาจาก Reality ของแต่ละคน นักศึกษาควรมีแนวคิดของตนที่กระเด้งมาจากแนวคิดอาจารย์จีระ และหนังสือที่ให้อ่าน แล้วนำไปทดสอบกับ Reality

ยุคนี้ต้องส่งเสริมทุนทางปัญญา มองอนาคตเป็น สร้างนวัตกรรมเป็น

กลุ่ม 2

หนังสือเล่มนี้มี 10 กว่าท่านมาวิจารณ์เรื่อง คุณงามความดี พลังแห่งคุณธรรม จริยธรรมของอดีตอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ท่านว.วชิรเมธี

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ศ.(พิเศษ) วิชา มหาคุณ

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์

ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

ศ.คุณหญิงนงเยาว์ ชัยเสรี

นายชวน หลีกภัย

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์

รศ.สุขุม นวลสกุล

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์

ทั้ง 10 ท่านอยู่ธรรมศาสตร์ บางท่านเคยทำงานใกล้ชิดกับทั้ง 4 ท่าน

ทุนทางจริยธรรมเป็นส่วนหนึ่งของ 8K’sและ 5K’s

การริเริ่มทางจริยธรรม ก็มาจากปัญหาการเมือง

การเข้าใจความหมายเชิงลึก สามารถนำคุณธรรมจริยธรรมไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

จริยธรรมคือการประพฤติดี นำไปสู่สังคมประเทศชาติได้

การปลูกฝังทุนทางจริยธรรมและทุนทางวัฒนธรรม ต้องมีระบบความเชื่อที่ดี ภูมิปัญญา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรจะเรียนรู้และเข้าใจวัฒนธรรมอิสลามบ้าง เป็นศาสนาไม่เน้นวัตถุนิยม ชาวมุสลิมค่อนข้างประหยัดและมีวินัย ละหมาดวันละ 5 ครั้ง มีกฎหมายอิสลาม

หนังสือเล่มต่อไปควรเน้นคุณธรรมจริยธรรมของศาสนาอื่นด้วย

กลุ่ม 2

ความเชื่อ ภูมิปัญญา จารีต การเรียนรู้ ค่านิยม ข้อห้าม เป็นสิ่งที่ปลูกฝังทุนทางวัฒนธรรม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อยากให้อ่านส่วนเนื้อหาท่านว.วชิรเมธีอีกครั้ง สามารถนำไปทำวิทยานิพนธ์ได้ ท่านมีการเรียนรู้เชิงญาณ

กลุ่ม 2

ท่านว.วชิรเมธีพยายามสอดแทรกธรรมะ ท่านเป็นนักอ่าน รู้เรื่องบริหารจัดการทางโลก นำไปผสมผสานได้ดี

จุดแข็ง 4 อธิการบดีเป็นต้นแบบทุนทางจริยธรรม

พระองค์วรรณ

ดร.ปรีดี พนมยงค์

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

มหาวิทยาลัยของโลกมีจุดเด่นที่ทุนมนุษย์ ไม่ใช่ตึก อธิการทั้ง 4 ท่าน ไม่มีใครเทียบได้ กลุ่มนี้วิจารณ์ได้ดี

กลุ่ม 2

จุดแข็ง 4 อธิการบดี ทำงานเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติ ยึดยุทธศาสตร์เดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ดร.ปรีดี พนมยงค์ มีคุณธรรมและความกล้าหาญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 2475

ให้เกียรติท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ซึ่งแก้ปัญหาและสู้ชีวิตร่วมกัน เป็นคนที่มีจิตสาธารณะ เสียสละ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาค เวลาทำงานก็ทำเป็นตัวอย่าง

ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์ กล้าหาญ ยุติธรรม เมตตา เน้นคุณธรรมผ่านธรรมะ ระบบสหายธรรม ใช้ธรรมะผสมผสานกฎหมาย

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีคุณธรรม กล้าหาญ ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีมนุษยสัมพันธ์ดี ให้โอกาสคนอื่นตลอด ขยายธรรมศาสตร์ไปรังสิต

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์เชิญอาจารย์ฝรั่งมาและหางบได้ด้วยแล้วนำมาช่วยเหลือประเทศ

กลุ่ม 2

ทั้ง 4 ท่านเป็นต้นแบบนักการเมือง มีความกล้าหาญ คุณธรรม จริยธรรม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรให้กกต.แจกหนังสือเล่มนี้ให้นักการเมือง

ดร.ป๋วย เวลาจอมพลถนอม จอมพลประภาสปฏิวัติ ท่านก็ไปสอนเคมบริดจ์ เขียนจดหมายในนามเข้ม เย็นยิ่ง สะท้อนความกล้าหาญ กลับไทยก็ชีวิตปั่นป่วน มีรถทหารขับตาม การเป็นผู้นำที่มีคุณภาพและเสียสละ มีต้นทุนต่อครอบครัวสูง ชีวิตไม่สงบ ท่านเสนอให้มีการปกครองโดยธรรม

อาจารย์สัญญาสนใจศาสนาพุทธ มีจดหมายน้อยสนทนาธรรมท่านพุทธทาส ท่านกล้านำพลเอกสุรจิตเข้าคุก

ดร.ปรีดีเป็นคนฉลาด ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงเร็วมาก ไม่ใช่คนหัวรุนแรง เมื่อหมดมลทินการเมือง ก็สามารถกลับไทยได้

กลุ่ม 2

ความกล้าหาญทั้ง 4 ท่าน ท่านปรีดีและดร.ป๋วยไปร่วมกับเสรีไทย

นักศึกษา

มีเสรีไทยบางส่วนอยู่ที่ระนอง ตรงสิ้นสุดหัวรถจักร

กลุ่ม 2

อ่านเล่มนี้แล้ว คนไทยต้องค้นหาตนเอง หว่านเมล็ดพันธุ์ความดีให้สังคม

Local สร้างแรงบันดาลใจ นำไปใช้กับตนเอง ครอบครัว ขยายวงไปสังคมแต่ละระดับ

Global เรื่อง good governance มุ่งประเทศไทยใสสะอาด ปฏิรูปจิตสำนึก โครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจสังคม การศึกษา กฎหมาย ตั้งเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่นระดับชาติ สร้างค่านิยมพอเพียง

อธิการ 4 ท่านเน้นความโปร่งใส

ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนด้วยพลังคุณธรรม จริยธรรมทุกระดับ

คุณธรรม จริยธรรมเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำการเมือง

ท่านว.วชิรเมธี บอกว่า เวลาขอพรพระ

ขออย่าให้โลภจนหน้ามืด

ขออย่าให้โกรธจนทำร้ายตนเอง

ขออย่าให้หลงจนไม่รู้ดีรู้ชั่ว

ขออย่าให้ตายในสงครามระหว่างคนไทยด้วยกันเอง

ความคิดเห็น

คุณวราพร ชูภักดี

ประทับใจที่วิเคราะห์ได้ดีมาก เชื่อมโยงทุนทางจริยธรรมและวัฒนธรรม

อยากให้ใส่บทวิจารณ์นักศึกษาลงหนังสือด้วย

คนที่ 1

วิจารณ์ดีมาก

ค่านิยมไทยเริ่มเปลี่ยน คนเก่งไม่จำเป็นต้องมีจริยธรรม ควรนำเรื่องนี้มาปลูกฝังตั้งแต่พื้นฐานและครอบครัว

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ปัญหาคือคนสนใจแต่วัตถุนิยม

การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมมาจากหลายแหล่ง เช่น ครอบครัว วัด โรงเรียน 

คนที่ 2

อยากให้เล่มนี้ไปอยู่ในบทเรียนเด็กทุกระดับชั้น จัดเป็นทอล์คโชว์ก็ได้

คนที่ 3

ผู้นำต้องซื่อสัตย์และทำงานเพื่อส่วนรวม

ศาสนาคริสต์เน้นรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง รักพระเจ้า

คนที่ 4

ผู้นำทั้ง 4 ท่านเป็นคนเก่งทั้งหมด เล่มนี้บอกได้ คนเก่งสร้างได้ แต่คนดีสร้างยาก

ผู้นำทั้ง 4 เน้นความโปร่งใส

คนที่ 5

การสร้างคุณธรรม จริยธรรมต้องทำร่วมกันทุกภาคส่วน ต้องปลูกฝังให้เป็นธรรมชาติในตัวคน

คนที่ 6

เล่มนี้สอนให้กล้าทำดี ทำให้สังคมยั่งยืนและมีความสุข

คนที่ 7

ศาสนาสอนแบบพิธีกรรม แต่ท่านว.วชิรเมธีสอนในสิ่งที่จับต้องได้

จากการฟังวิจารณ์ ทำให้รู้สึกดี

ในอดีต คนมีคุณธรรมมากกว่า คนไปเรียนในวัด ในโรงเรียนมีการสอนคุณธรรมจริยธรรม ตอนหลังสื่อก็ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม มีวิกฤติศรัทธา ต้องมีการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมจริง

สังคมไทยเริ่มตื่นตัวทำเรื่องนี้มากขึ้น จะให้เจ้าคณะจังหวัดไปพูดเรื่องนี้ให้นักเรียนฟังแบบง่ายๆ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

จะทำรายการโทรทัศน์เรื่องนี้ก่อน

คนที่ 8

ควรยกตัวอย่างให้เห็นชัด เม็ดเงินมหาศาลไม่ได้ทำให้คนมีคุณธรรมจริยธรรม คุณธรรมจริยธรรมแทรกทุกจุด

คนที่ 9

ภาพรวม หลักแนวคิดมีหลายทาง มีจริยธรรมมาใช้ในการตัดสินใจ น่าจะนำแนวคิดมาทำงาน ท่านสัญญาใช้ธรรมะระงับความขัดแย้ง ทุกเรื่องขึ้นกับพื้นฐานจิตใจของคน ปลูกฝังมาโดยครอบครัว เริ่มจากตนเอง สอนลูกหลาน นำแนวคิดมาบริหารองค์กร โตขึ้นมาก็เห็นภาพใหญ่

วิจารณ์หนังสือ พลังแห่งคุณธรรม จริยธรรม

กลุ่ม 1

ที่มาของการขาดคุณธรรมคือ

ผู้นำขาดคุณธรรมทำให้เกิดปัญหาต่างๆขึ้น

ขาดการยกย่องคนดี

สังคมแข่งขันมากจนลืมจริยธรรม

วิธีแก้ปัญหา

ผู้นำขาดคุณธรรม แก้โดย ให้ความสำคัญ ส่งเสริมพัฒนา

ขาดการยกย่องคนดี แก้โดย นำบุคคลต้นแบบมาวิเคราะห์หลักการและแนวคิดอย่างไร

สังคมแข่งขันมากจนลืมจริยธรรม

การปลูกฝัง

คุณธรรม จริยธรรมที่ควรประยุกต์ใช้ได้กับความเป็นจริงของชีวิต

ครอบครัวประสานโรงเรียนและศาสนาหรือ ค่านิยมที่ยึดถือและสังคมจุดประกาย

สื่อ ต้องสื่อสารเพื่อปวงชน สื่อข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ผู้รับสื่อต้องใช้วิจารณญาณมาก (Media Literacy)

สังคม ควรให้ความสำคัญกับคนดี เชิดชูคนดี

วิเคราะห์บุคคลต้นแบบ

 

ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์

เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติภรรยา

สร้างโอกาสให้คนในสังคม ท่านเป็นผู้ประศาสน์การธรรมศาสตร์ คนจนเข้าถึงการศึกษาได้

 

ศ.สัญญา ธรรมศักดิ์

เน้นธรรมะ ธรรมะคือธรรมชาติ

ยุติธรรมคือยุติโดยธรรม

มีเมตตา

 

พระองค์วรรณ

มีปิยวาจา เป็นราชบัณฑิตและนักการทูต

ฟังทุกอย่างรอบด้าน ไม่ว่าเป็นคนระดับใด

 

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

มีความกล้า

วิสัยทัศน์

ปฏิบัติจริง

แสดงจุดยืนโดยสันติ

 

ทั้ง 4 ท่าน มีความดีภายใต้ความแตกต่างของอาชีพ แต่ละท่านผ่านสิ่งต่างๆ กว่าจะบรรลุเป้าหมาย แสดงถึง passion ที่จะทำ

ทุกท่านเมื่อพบอุปสรรคก็ทำต่อให้คนสานต่อได้

 

เล่มนี้สะท้อนมุมมองจากนักคิดและนักวิชาการที่มีชื่อเสียง มีเกร็ดประสบการณ์ต่างๆ

คุณชวนบอกว่า อาจารย์สัญญามาจอดรถที่เน ให้คุณชวนติดรถไปด้วย

อิทธิพลหนังสือ

สร้างความประทับใจ ทำให้เห็นความสำคัญแล้วค้นหา สร้างกระตุ้นคุณธรรมจริยธรรมให้เกิด แล้วพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

 

ความคิดเห็นนักศึกษา

ผู้ตรวจ

นำเสนอได้ยอดเยี่ยม

เริ่มจากความประทับใจ

ในสังคมไทย ไม่มีคนดี 100% แต่มีอะไรบอกที่อะไรควรหรือไม่ควรทำ ทุกคนต้องแข่งขันไปถึงเป้าหมาย

อยากให้มีตัวชี้วัดคุณธรรมจริยธรรม

วัดควรมาหาโรงเรียน เพราะยากที่จะนำเด็กเข้าวัด

คนแก่เข้าวัดตักเตือนลูกหลานได้บ้าง

การที่สังคมมองว่าไม่ถูกจะเกิดการ boycott ทางสังคม ทำให้คนทำผิดน้อยลงแล้วสังคมจะดีขึ้น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

หลายท่านได้เห็นการนำเสนอของทั้งสองกลุ่ม

จากการวิจารณ์ครั้งนี้ โปรดตอบคำถาม

1.เสนอแนะบุคคลตัวอย่างด้านคุณธรรมที่ไม่ใช่ 4 คน แล้วอธิบายเหตุผล

2.ถ้านำเล่มนี้ให้เป็นประโยชน์มากกว่าเรียนปริญญาเอก นำไปปรับปรุงอย่างไรให้เด็กรุ่นใหม่ได้รับทราบ

คนที่ 1

อธิการ ดร.ฤๅเดช ท่านเน้นวิจัย มีงานวิจัยมาก ท่านให้ความช่วยเหลือทุกคน

คนที่ 2

นายกชวน มีเมตตา ไม่ถือตัว ให้ความเป็นกันเอง นิด้าแม็กซ์ก็เชิญท่านมาเรียนและเป็นวิทยากรด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

นายกชวนบอกว่า อย่าลืมให้บัณฑิตเป็นคนดีด้วย

คนที่ 3

ปอ ทฤษฎี เป็นตัวอย่างตั้งแต่รุ่นเด็กจนถึงคนแก่ นำแนวพระราชดำริมาดำเนินชีวิต และเป็นสุภาพบุรุษ ซื้อที่ให้เกษตรกรทำกินแบบฟรี ปอได้รางวัลช่วยเหลือสัตว์ ช่วยเหลือทุกคน

อาจารย์จีระ กำลังสอน

คนที่ 4

ณเดชณ์ ไม่เที่ยวเตร่ แม่ส่งเสริมให้เขาทำบุญนั่งสมาธิ

อาจารย์สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ เป็นแบบอย่างที่ดี สอนแนวคิดศีลธรรม

คนที่ 5

น.พ.สงวน เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง รับนโยบาย 30 บาท ตอนที่เป็นมะเร็ง อุทิศร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ ทำงานจนวาระสุดท้าย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรมีอีกหลายเล่มที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมจริยธรรม

คนที่ 6

สืบ นาคะเสถียร ซื่อสัตย์ ช่วยเหลือประชาชน

คนที่ 7

ท่านพุทธทาส ท่านให้ตั้งรับความเปลี่ยนแปลง วัตรปฏิบัติล้วนเกี่ยวกับธรรมะ เป็นเสาหลักของพุทธศาสนา

คนที่ 8

ท่านปัญญานันทภิกขุ เทศน์เข้าใจง่าย เป็นการสอนคุณธรรม จริยธรรมดี

คนที่ 9

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เน้นปลูกจิตสำนึกคนไทย

คนที่ 10

นายกอานันท์ ปันยารชุร ประกาศเป็นรัฐบาลที่โปร่งใส รับใช้สังคม

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้ประโยชน์อะไรจากหนังสือเล่มนี้

คนที่ 1

เป็นแนวทางให้เรามีความสุขและอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างมีสุข

คนที่ 2

ทำให้เห็นภาพชัด ไม่ใช่เข้าวัด ฟังธรรม แต่เรื่องนี้นำมาใช้ได้จริง

คนที่ 3

แต่ละตัวอย่างทำให้เห็นคุณภาพของชีวิตที่ดี คนดีบางทีก็พูดยาก ทำให้ทราบลักษณะคุณธรรม แก่นที่ดี ทำให้ทราบว่า เป็นคุณภาพที่ดี ทำให้คนเป็นคนดี อยู่ร่วมกันแล้วสังคมสงบสุข

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

คุณธรรมเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์พระราชา ส่งเสริมคนดีให้มีบทบาท

ซีเรีย อัฟกานิสถาน อิรักเกิดความวุ่นวาย เป็นรัฐที่ล้มเหลว ไทยโชคดีเวลามีวิกฤติแล้วมีบางองค์กรมาช่วย

ควรนำเล่มนี้ไปคิดแล้วไปเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับทราบ

คนที่ 4

เห็นแนวทางดำเนินชีวิต ทุกท่านทำเพื่อส่วนรวม ต้องมีคนยกย่องคนดี

คนที่ 5

ประทับใจจุดยืนแต่ละท่านยึดมุ่นคุณธรรม จริยธรรมในการเผชิญชีวิต ทุกท่านมี passion แล้วจุดยืนนำไปสู่ความยั่งยืนของสังคม

คนที่ 6

ไทยยังขาดธรรมาภิบาล การปลูกฝังการต่อต้านคอรัปชั่น เล่มนี้ช่วยแก้ปัญหานี้

คนที่ 7

การบูรณาการความคิด 4 ท่านคือ ท่านมีความพอเพียงในการดำรงชีวิต นำคุณธรรมจริยธรรมเข้ามา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ทั้ง 4 ท่านเป็นผู้นำสมถะ เสียสละ

คนที่ 7

ทำให้ได้รับทราบประวัติแต่ละท่าน รวมถึงประวัติอาจารย์ ที่ลงรถแล้วก็เดินเข้าไปเองในโรงเรียน ไม่ได้ให้รถมาจอดหน้าโรงเรียน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เป็นค่านิยมที่ไม่ฟุ้งเฟ้อ

ต้องทำตัวให้มีความพอเพียง

ตอนอาจารย์อยู่มัธยม เอาสมุดพกไปซ่อน พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกหลอกลวง

คนที่ 8

พลเอกเปรมให้มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็นำไปสู่การแสดงออกทางคุณธรรม จริยธรรม

คนที่ 9

การรักษาความดีของแต่ละคนให้อยู่ตลอดไปทำอย่างไร

คนที่ 10

อาจารย์ต้องการให้หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนใจคนให้เป็นคนดี

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

การเป็นคนดีทำให้มีชีวิตยั่งยืน มีเกียรติและศักดิ์ศรี

รัชกาลที่ 9 ทรงมีความพอเพียง ใช้ยาสีฟันประหยัด

ทุกคนควรจะศึกษาประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง

ช่วงบ่าย

ชมวีดิทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมอีสานใต้ และการท่องเที่ยวชุมชน 5 จังหวัดชายแดนใต้สู่อาเซียน+6

ทำให้เห็นวิธีการทำ networking

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

การสร้างเครือข่าย เจ้าภาพหลักคือศูนย์อาเซียนม.อ. อาจารย์จีระเป็นบทบาท และศูนย์อาเซียนเป็นผู้สนับสนุนจึงประสบความสำเร็จ ตอนนั้นยังไม่มีงบประมาณ แต่เป็นความร่วมมือระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ แสดงว่า เราไม่จำเป็นผู้นำที่ 1 ในการนำบทบาท แต่ต้องมีคนที่เป็นที่ยอมรับเป็นผู้นำ ประเด็นยุทธศาสตร์ชายแดนใต้เป็นเรื่องที่คม ที่ชูโดยอาจารย์จีระบวกเครือข่าย คนในชุมชนประกาศตัวสร้างสันติสุขในชายแดนใต้ ถ้าคนทำท่องเที่ยวชุมชน จะไม่เกิดความรุนแรง คนจะปกป้องพื้นที่ สำคัญที่สุดต้องเป็นเครือข่ายที่ไปสู่ประโยชน์สุขร่วมกัน

ในเรื่องภาวะผู้นำ ทุกคนต้องมี แล้วจะเกิดการช่วยเหลือ ผู้นำต้องรู้กาลเทศะ แล้วลุกขึ้นมาพูดด้วยกัน ชาวบ้านถูกบรรจุให้ทำ workshop ปะทะกันทางปัญญา ในการทำงานมาทุกครั้งก็พบประเด็นแหลมคม เป็นทฤษฎีกระเด้งของอาจารย์จีระ ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ คือ เครือข่าย

ความจริงคือความจริงในพื้นที่ คนในชุมชนไม่ได้ต้องการให้ภาครัฐนำ แต่ต้องการให้ถามความต้องการชุมชน ต้องมีทิศทางชัดเจน และต้องมีการสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ก่อนที่จะมา คิดจะนำยูทูปมาประกอบการสอน เลือกเรื่องเกี่ยวกับเครือข่าย และมีความสำคัญต่อปริญญาเอกด้วย เพราะเป็นเครื่องมือทำวิจัย ถ้าทุกคนรวมตัวกันเรื่องสังคม กิจกรรม แต่รวมถึงวิชาการด้วย วิชาการเป็นเรื่องความจริง ต้องค้นหาตัวเอง และดูว่ารู้จริงหรือไม่

คุณวราพร ชูภักดี

เรื่องแรกที่ดูเป็นงานกระทรวงการท่องเที่ยว ในวิจัยเราก็ค้นหาแนวทางพัฒนาเครือข่าย  เมื่อได้วิจัยแล้ว ก็ลงพื้นที่ พัฒนาเครือข่ายในพื้นที่ มี 4 ตัวละคร พยายามหาโจทย์ให้ชุมชนคิดสิ่งสร้างคุณค่าใหม่ๆร่วมกัน แต่ละจังหวัดมีของดีต่างๆ เชื่อมโยงแล้วเกิดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ทุกคนได้ความคิดไปทำเองโดยไม่ต้องรอภาครัฐ กลยุทธ์จากวิจัย จากอาจารย์จีระ แนวทางต่างๆสำเร็จได้จริง

เรื่องผู้นำ 5 จังหวัด ศูนย์อาเซียนมาปรึกษาทีมเรา จึงมองว่าสร้างเครือข่ายท่องเที่ยวได้ง่ายที่สุดเริ่มจากผู้นำมีเครือข่ายเข้มแข็ง เมื่อจบโครงการ ภาครัฐเห็นโครงการ จึงให้งบมาสนับสนุนการทำงานต่อ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รายการแบบนี้ต้องยกย่องคน ให้ผู้ว่ามาเปิด อาจารย์จีระมาเป็นส่วนร่วม

เรื่องที่จะสอบเพิ่มคือหนังสือพลังแห่งคุณธรรม จริยธรรมและ Networking

Networking ดีต่อการธุรกิจด้วย แต่ละองค์กรต้องพึ่งพากัน

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

Networking อยู่ในทุนทางสังคมใน 8K’s ทุกทุนต้องเกี่ยวกัน ต้องมีทุนทางปัญญาคิด

โครงการที่ม.อ.ได้มีมูลค่า 10 ล้านบาท

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องให้เกียรติทุกคนตามแนว HRDS

ทุนมนุษย์เป็น Intangible

ตอนหลังเน้น ทุนแห่งความสุข ทุนแห่งความยั่งยืนเป็นพลังแฝงแห่งความสำเร็จ

ผู้ใหญ่ต้องไม่ดูถูกคน

คุณวราพร ชูภักดี

รายการโทรทัศน์เสนอเทคนิคการทำเครือข่ายให้สำเร็จ เมื่อทำแล้วต้องมีเป้าหมาย ทำให้เครือข่ายมีพลังเดินต่อหรือเดินได้ด้วยตัวเอง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เรามีตัวละคร 4 ตัว ต้องให้ทุกคนเสมอภาคกันเป็นอันดับแรก มีความศรัทธากัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน อย่าให้คนอื่นรู้สึกต่ำต้อย ควรให้เกียรติผู้อื่นและรับฟังเขา วิธีการไทยนิยมน่าเป็นห่วง ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วมเพราะต้องฟังอย่างเดียว ควรจะให้คนอื่นมีส่วนร่วม

เวลาทำหลักสูตร ต้องศึกษาให้รอบคอบ ไม่ควรมองผิวเผิน แล้วจะพบคำตอบ อาจารย์จีระเน้นความจริงและตรงประเด็น

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

หลักสูตรอาจารย์จีระมีศาสตร์และศิลป์ บางครั้งคนเก่งเหมือนมีดินแล้ว แต่ต้องพรวนดิน ใส่ปุ๋ยและอากาศ ต้องพัฒนาตนเอง แล้วจะทำให้เติบโตอย่างยั่งยืน

องค์ประกอบของเครือข่าย ต้องมีความแตกต่าง มาจาก 4 กลุ่ม ใช้แล้วครอบคลุม ภาควิชาการและชุมชนสำคัญ วิชาการต้องช่วยเติมความรู้ให้ชุมชน ชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่

คนในกลุ่มมีความชอบหลากหลาย นำมาซึ่งความสามารถไม่เหมือนกัน บางคนเป็นผู้ประสานเชื่อมเครือข่าย

นักศึกษา

สนใจวิจัย sport tourism ในอนาคต การท่องเที่ยวน่าจะเป็นแบบใด

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เป็นไปได้ทุกเรื่อง เช่น health, cultural tourism อาจจะเป็นเรื่องอาหารหรือศาสนา อาจนำมุสลิมและพุทธมาพบที่นครศรีธรรมราช

แนวโน้มคือท่องเที่ยวที่ใช้ภูมิปัญญา เป็นท่องเที่ยวชุมชนที่มีความสบาย

กีฬาเชื่อมกับการท่องเที่ยวจะไปได้เร็ว คนมาดูกีฬามี feeling สูง แต่การท่องเที่ยวเชิงกีฬาต้องมีการวางแผนล่วงหน้า

เนื้อหา กฎ 19 ข้อเรื่อง Networking จากประสบการณ์ของ ดร.จีระ

1.เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ “How to Win Friend and  Influence People” แต่งโดย Dale Carnegie ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีความน่าสนใจมาก และเป็นจุดเริ่มต้นของทฤษฎี Networking

2.หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจและมีชื่อเสียงมาก คือ “Never Eat Alone” โดย Keith Ferrazzi หนังสือเล่มนี้เป็นจุดที่ทำให้เกิด Motivation ว่า เขาน่าจะศึกษาเรื่องเหล่านี้ให้ถ่องแท้ – How to create friends and keep friends และบริหาร Relationship ให้เกิดคุณค่า

3.  มี Quotations ที่น่าจะนำมาพูด ได้แก่ “High Tech and High Touch” ซึ่งมีความหมายว่า มี Hardware ก็ต้องมี Software มีเครื่องจักร มี Technology ก็ต้องมีมนุษย์ มนุษย์ก็ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี จึงจะเกิดประโยชน์ และบริหารความสัมพันธ์ให้ได้มูลค่าเพิ่ม รู้จักบริหารความสัมพันธ์ที่เหมาะสม มีเพื่อนมากก็มีอิทธิพลมาก ทำอย่างไรจึงจะชอบและพอใจในความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

4. Network และ Partnership เพราะงานที่ทำอยู่ทุกๆ วัน ก็เน้นความสำคัญเรื่องนี้ ก็น่าจะนำมาเล่าให้ฟัง ไม่ว่าสมัยที่ทำงานที่ธรรมศาสตร์ หรือการทำงานในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการเป็นอาจารย์เก่าและ การมีโอกาสสร้าง Network ในต่างประเทศ

5. Networking and Partnership จำเป็น เพราะ

          - โลกยุคเปลี่ยนแปลง

          - โลกยุคโลกาภิวัตน์

          - โลกยุคการแข่งขัน

          - โลกที่ต้องเน้นความสมดุล และความยั่งยืน

          - โลกที่เน้นธรรมาภิบาล

6. Networking เป็นส่วนหนึ่งของทุนมนุษย์ ผมเรียกว่า “Social Capital”

7. วันนี้วัตถุประสงค์น่าจะดูว่า คำจำกัดความของ Networking and Partnership คืออะไร

          - ทำอย่างไรจึงจะปลูกฝังให้เกิด

          - จะหลีกเลี่ยงปัญหา และสร้างประโยชน์ต่อตัวเอง และองค์กรได้อย่างไร

8. Network คือ การที่เรารู้จักบุคคลจากหลายๆ วงการ นอกจากเครือญาติ หรือเพื่อนฝูงแล้ว ความรู้จัก และความสัมพันธ์ที่ดีนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

  ดังนั้น โดยหลักแล้ว มี Network ที่มีคุณภาพและลึก  ก็มีโอกาสสร้างพันธมิตรได้มากขึ้น     และตัวเราเองก็ต้องได้ประโยชน์ และองค์กรมีความสามารถในการแข่งขัน และอยู่รอด

9. การจะสร้างเครือข่ายที่ดี จะต้อง..

คบหาสมาคมกับคนหลายๆ กลุ่ม

มีทัศนคติที่พร้อมจะเรียนรู้ และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น

มีโลกทัศน์ที่กว้าง

มีบุคลิกที่เข้ากับคนได้ง่าย

เตรียมตัวศึกษาบุคคลที่เราอยากจะรู้จัก เช่น ศึกษาจุดอ่อน จุดแข็ง วิถีชีวิตของเขา

ทำงานเป็นทีม ทำกิจกรรม และเล่นกีฬา

ไม่ชอบอยู่คนเดียว หรือใช้ชีวิตสันโดษมากเกินไป

มีทัศนคติที่เป็นบวก (Positive Thinking)

ชอบความหลากหลายในความคิด และวิถีชีวิตต่างๆ

มีการติดตาม (Follow up) การสร้างเครือข่ายให้ได้ผลสูงสุด

10. หลักการที่สำคัญของการสร้างเครือข่าย คือ

จะต้องสร้างให้เกิดความสัมพันธ์ที่ลึก โดยเน้น..

การจะคบกับใครอย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ระยะสั้น

ความสัมพันธ์ที่ดีจะต้องเกิดจากความสุข และความสบายใจที่คบหากัน (Comfort Level)

ค่อยๆไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน

ต้องเน้น Trust ความไว้เนื้อเชื่อใจ ต้องยอมรับ และนับถือในบุคคลเหล่านี้ (Respect) ไม่ได้มองจากบุคคลเหล่านั้นแค่ภายนอก หรือวัตถุ และเพิ่มคำว่า ศักดิ์ศรีของมนุษย์ (Diversity) และการสร้างความเสมอภาค

และน่าจะเน้นความแตกต่างกันทางความรู้ หรือทักษะ และศักยภาพ เพื่อสร้าง Synergy ให้ได้จริงๆ

11. ต้อง Clear Concept ให้ดี อย่าสับสน Networkingแตกต่างจาก Teamwork

12. Cooperation หรือ Collaboration บางเรื่องเหมือน บางเรื่องแตกต่าง Networking คือ สร้างความสัมพันธ์อย่างหลวม ๆ ก่อนให้เกิด Trust และจึงไปมีเป้าหมาย อาจจะสร้างประโยชน์ได้ต่อมา

13. แรก ๆ ยังไม่ต้องมี Agenda ว่าจะทำอะไร การจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คือ Relationship ที่ดี แต่สร้างบรรยากาศให้สบาย ๆ ทุกคนมีความสุข (Happiness) ที่อยู่ใน Network นี้ อย่าเครียด และในที่สุดจะเกิดคุณค่าขึ้นมาได้

14. ตัวละครที่สำคัญ ต้องเน้น Diversity หรือเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า “Competitive Advantage” คือ มีศักยภาพ เพราะจุดแข็งแตกต่างกัน แต่ตัวละครเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีบทบาทเท่ากัน ก็อาจจะมาเป็นช่วง ๆ แล้วแต่สถานการณ์

15. Case Study ของจีระ เรื่อง เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชน โดยเฉพาะที่เกาะพิทักษ์ที่วันนี้ได้ต่อยอดไปร่วมกับ กฟผ. ด้วย เรียกว่าเป็น Networking   ยกกำลัง 2 ยกกำลัง 3

8 องค์ประกอบ แนวทางการพัฒนาศักยภาพองค์กรเครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬาด้านการบริหารจัดการ แบบมีส่วนร่วมในเชิงบูรณาการรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน

องค์ประกอบที่ 1 การสร้างความตระหนักและการพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร

องค์ประกอบที่ 2 การสื่อสารและการเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย

องค์ประกอบที่ 3 การแบ่งปันคุณค่าร่วมเพื่อประสานผลประโยชน์ร่วมกัน

องค์ประกอบที่ 4 การพัฒนาโครงการความร่วมมือซึ่งกันและกันในการปฏิบัติ

องค์ประกอบที่ 5 การแบ่งปันความรู้และข่าวสารด้วยการสร้างศูนย์ข้อมูล    

องค์ประกอบที่ 6 การจัดกิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการวิจัย       

องค์ประกอบที่ 7 การติดตามและการประเมินผล

องค์ประกอบที่ 8 การขยายการพัฒนาด้านท่องเที่ยวและกีฬาไปสู่เครือข่ายอื่น

5 ยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อการพัฒนาศักยภาพองค์กรเครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬาด้านการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมในเชิงบูรณาการรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน

Relations : สร้างความสัมพันธ์อันดี

Trust: สร้างศรัทธา

Mutual Benefits: สร้างประโยชน์ซึ่งกันและกัน

Synergy: ผนึกกำลังกัน เสริมแรงกัน

Results Oriented -Turn networks ideas into action with 3V’s : มุ่งสู่ผลลัพธ์ – เปลี่ยนไอเดียในการพัฒนาเครือข่ายต่าง ๆ ไปสู่การปฏิบัติให้เกิดคุณค่าและมูลค่า

(อาจใช้แนวคิด 3 V คือ V1: การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added), V2: การสร้างมูลค่า/คุณค่าใหม่ และ

V3: การสร้างมูลค่า/คุณค่าจากความหลากหลาย)

17. ปัจจัยสำเร็จ.. เพราะ

ต่อเนื่อง

Trust ร่วมกัน

ผลประโยชน์ร่วมกัน

Mutual Respect

Mutual Benefits

มี Equality

มี Equity

เมื่อมีปัญหาต้องแก้ไข   อย่างฉลาด

18. ไม่หยุดในการพัฒนา Network เหล่านั้น เรียกว่า “Capacity Building” และ Learn - Share - Care ทำให้ Network มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างในกรณีของท่องเที่ยว เน้นเรื่องภาวะผู้นำ IT การเงิน การตลาด และการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

19. การปรับ Mindset จึงเป็นหัวใจสำคัญ หลักสูตรนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะหาทางไปสู่ Networking ที่มีคุณภาพ

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

การบริหารจัดการเครือข่ายยากกว่าทีม ในองค์กรตั้งทีมได้ แต่ในเครือข่ายเป็นอิสระจากกัน ผู้นำต้องมีบทบาทบริหารจัดการจากข้างหลัง ต้องเริ่มจากเครือข่ายไม่เป็นทาการ แล้วจะพบประเด็นที่ดีในการร่วมมือกัน

เครือข่ายเป็นเรื่องที่บังคับไม่ได้

คุณวราพร ชูภักดี

จากการวิจัย ได้มีแบบสอบถาม สัมภาษณ์เชิงลึก และจากข้อเสนอผู้เชี่ยวชาญ พบว่า

การทำเครือข่ายให้สำเร็จต้องมี 8 องค์ประกอบที่สลับกันได้

8 องค์ประกอบ แนวทางการพัฒนาศักยภาพองค์กรเครือข่ายท่องเที่ยวและกีฬาด้านการบริหารจัดการ แบบมีส่วนร่วมในเชิงบูรณาการรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน

องค์ประกอบที่ 1 การสร้างความตระหนักและการพัฒนาองค์ความรู้ที่จำเป็น สำหรับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร

องค์ประกอบที่ 2 การสื่อสารและการเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย

องค์ประกอบที่ 3 การแบ่งปันคุณค่าร่วมเพื่อประสานผลประโยชน์ร่วมกัน

องค์ประกอบที่ 4 การพัฒนาโครงการความร่วมมือซึ่งกันและกันในการปฏิบัติ

องค์ประกอบที่ 5 การแบ่งปันความรู้และข่าวสารด้วยการสร้างศูนย์ข้อมูล    

องค์ประกอบที่ 6 การจัดกิจกรรมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการวิจัย       

องค์ประกอบที่ 7 การติดตามและการประเมินผล

องค์ประกอบที่ 8 การขยายการพัฒนาด้านท่องเที่ยวและกีฬาไปสู่เครือข่ายอื่น ทำเมื่อเครือข่ายเราเข้มแข็งแล้ว ถ้าทำในประเทศสำเร็จ ก็ขยายไป CLMV

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ในการวิจัย อาจจะทำการสัมภาษณ์เชิงลึกได้ เมื่อทำแล้ว ก็ควรดูว่าเกิดโมเดลอะไรขึ้นมา

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

การทำเครือข่ายมีต้นทุนต่ำกว่าตั้งทีม

ความคิดเห็นนักศึกษา

คนที่ 1

ได้ความรู้มาก ที่คุณวราพรพูดน่าสนใจ ที่อาจารย์พิชญ์ภูรีสรุป คิดว่า น่าจะได้ใช้เครือข่ายทำงานโดยตรงและใช้มาก ต่อยอดธุรกิจในหลายเรื่องแล้วสร้างเครือข่ายใหม่ ดีใจที่ได้มาฟัง การรวมตัวสร้างสิ่งใหม่ เครือข่ายต่อยอดมาจากเครือข่ายหลายกลุ่ม ขอขอบคุณที่ให้โอกาสมาฟัง

คนที่ 2

จากการทำงาน ภาวะผู้นำสำคัญในการผลักดัน ไม่ต้องเด่น อยู่เบื้องหลังก็ได้ แต่ต้องรู้จักบทบาท ผลงานสำเร็จ ตัวเราสำเร็จด้วย นำมาใช้ในชีวิตได้

คนที่ 3

แต่ก่อนเป็นการทำโดยระบบ ระบบราชการไม่มีตัวละคร ตอนนี้ราชการนำมาใช้มากขึ้น บางครั้งมีปัญหาบ้าง แต่ก็พยายามทำเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์โดยราชกรไปสร้างองค์ความรู้ให้

การท่องเที่ยวสำคัญเชื่อมโยงกับหลายเรื่อง การเรียนวันนี้ทำให้ได้รับรู้เรื่องระดับประเทศ

คนที่ 4

เราได้ใช้เครือข่ายในฐานะหัวหน้าสาขา เครือข่ายไม่มีต้นทุนแต่เกิดมาจากการสร้างความสัมพันธ์ ทำโดยเชิญอาจารย์ที่มีความชำนาญพิเศษมาสอน มีกระเช้าให้

คนที่ 5

เมื่อมาเป็นอาจารย์ ก็ต้องใช้เครือข่ายเช่น การดูแลนักศึกษา ส่งนักศึกษาประกวด ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีกับเอกชน ทำให้การฝึกงานดี ทำให้รับรับเด็กเราเข้าทำงาน

คนที่ 6

เครือข่ายระดับบุคคล ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง

เครือข่ายระดับองค์กร เราไปให้ความรู้ชุมชน ชุมชนสามารถยืนได้เอง

การมีเครือข่ายไม่ว่าระดับใดก็สำคัญ และทุกองค์กรควรจะมี

คนที่ 7

การมีเครือข่ายเป็นเรื่องที่ดี ทำให้ขยายความเป็นอยู่ เวลาร่วมงานจังหวัดจะได้ทราบความเห็นฝ่ายต่างๆ ระนองกำลังจะเกิดร่องน้ำ ท่าเรือระนองจะเกิดเส้นทางขนถ่ายสินค้าและการท่องเที่ยว เครือข่ายสำคัญมาก เราควรพร้อมไปเชื่อมด้วย

คนที่ 8

2-3 ปีหลังๆ เราแปรจากผู้ขายมาเป็นตัวกลาง เราใช้ 5 ยุทธศาสตร์ แต่เราก็มีจุดอ่อน เราทำร่วมกับ supplier ญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ และเชื่อมั่นเรา เรามีหุ้นส่วนญี่ปุ่นอยู่แล้ว ทำให้ทำงานง่าย

คนที่ 9

ในแง่การสร้างเครือข่ายจำเป็นทั้งภายในและนอก บริษัทสามารถมีหลายบริษัทในเครือ ภายนอกก็ต้องมี partner วันนี้ที่ได้คือ เวลาร่วมมือกัน ทุกภาคส่วนต้องเสมอภาค ให้ศรัทธากัน อ่อนน้อมสำคัญที่สุด และทุกคนต้องได้ประโยชน์ร่วมกัน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

HR architecture

มีวงจรชีวิต human capital

เป็นโครงสร้างอายุ HRD แต่ละช่วง ล้มเหลวแต่เด็ก ก็จะล้มเหลวเมื่อเป็นผู้ใหญ่

Investment เป็นส่วนหนึ่งของทุนมนุษย์ ถ้าลงทุนในด้านที่เหมาะสม ก็ได้คนมีคุณภาพดี เป็นการปลูก

ตลาดแรงงานมีหลาย sector ทุกคนเข้าตลาดแรงงานเป็นระดับ Micro

ปัญหาคือ คุณสมบัติทุนมนุษย์ไทยยังเน้น copy

การแข่งขันไม่เกิด ความยากจนมากขึ้น ขาดคุณธรรม

ในที่สุดมีเป้าหมายไปสู่ความยั่งยืน

การลงทุนอยู่ที่ how to do it?

ในกรณีมีปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงมากระทบ ถ้า CEO ไม่สนใจพัฒนาคน ก็ไม่มีคุณภาพ

ประชากรมาจากการย้ายถิ่นด้วย ไม่ใช่การเกิดอย่างเดียว ในอนาคต จะมีการย้ายถิ่นระหว่างอาเซียนมากขึ้น และจะมีมาจากจีนด้วย

การที่ทรัมป์ตั้งกำแพงภาษีเหล็กและอลูมิเนียม ทำให้การจ้างงานเหล็กและอลูมิเนียมเพิ่ม แต่ธุรกิจที่ใช้ปัจจัยจากเหล็กและอลูมิเนียมจะจ้างน้อยลงเพราะต้นทุนภาษีแพงขึ้น

ทุกองค์กรต้องลงทุนเรื่องคนเมื่อจบการศึกษาแล้ว กระทรวงแรงงานควรลงทุนพัฒนาคนอายุ 60-65 ปีด้วย


วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 8

……………………………………………………………………………………………………………………..

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

----

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2561 อาจารย์จีระได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ โครงการจัดตั้งวิทยาลัยนานาชาติ มาบรรยายหัวข้อ HR for Business International and Thailand 4.0 ให้กับนักศึกษาปริญญาโทจากหลายๆประเทศ เช่น จีน ไนจีเรีย ไต้หวัน รวมถึงนักศึกษาไทย กว่า 40 คน

รายละเอียดในลิ้งค์นี้

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/videos/2338702089488567/

https://www.facebook.com/ChiraHongladarom/videos/2338786742813435/

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.2338755842816525.1073741957.100000463969628&type=3

มีหนังสือที่เขียนโดย Dave Ulrich ได้ระบุว่าต่อไป HR จะเป็น Global Business

เขาสรุปออกมาว่า HR ไม่ว่าจะเป็นของ Ulrich หรือของอาจารย์จีระ ก็สามารถประยุกต์ใช้กับทุกประเทศได้ มีเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดอยู่คือ 2R’s เราต้องเข้าใจบริบทประเทศเหล่านั้น เช่น ปัญหาในระดับ Macro ได้แก่ การศึกษา สาธารณสุข HR Architecture รวมถึงปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับประเทศเหล่านั้น สำคัญที่สุดก็คือวัฒนธรรม วิถีชีวิต กฎหมายแรงงาน

ถ้าออกข้อสอบว่า เหมืองบ้านปูไปทำธุรกิจที่อินโดนีเซีย จะใช้หลักการที่เรียนในวิชานี้ได้หรือไม่

หลักการก็คือดูเรื่อง

1. Macro กับ Micro

2. HR Architecture ประเทศนั้นมีการผลิตบุคลากรอย่างไร โครงสร้างอายุ ประชากรสูงอายุ ตลาดแรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีการปลูกระดับ ครอบครัว การศึกษา Lifelong Learning มีการเน้น 8K’s 5K’s เป็นการมองทุนมนุษย์ระดับคุณภาพ อย่างน้อยเรื่องจริยธรรม Networking เรื่องความสุข ดิจิตอล ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ทุนทางวัฒนธรรมด้วย อย่างเช่น ละครบุพเพสันนิวาสนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้าง

อาจารย์จีระมองทุนทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของทุนมนุษย์ วัฒนธรรมก็มีการเปลี่ยนแปลง บางอย่างก็ยกเลิกไป บางอย่างก็ต้องนำขึ้นมา

ถ้ามีข้อสอบเกี่ยวกับเรื่องทุนทางวัฒนธรรม ต้องมองทุนทางวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของทุนมนุษย์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเน้นภูมิสังคม ทุนทางวัฒนธรรมแต่ละภาคแตกต่างกัน

ทุนทางวัฒนธรรมแบ่งออกเป็นระดับชาติ อาจจะรวมท้องถิ่นและระดับการทำงาน เช่น วัฒนธรรม ค่านิยมองค์กร องค์กรการเรียนรู้ (Learning Culture)

หลักการ HR แต่ละประเทศเหมือนกันคือ ปลูก เก็บเกี่ยว Execution

Execution คือ การเอาชนะอุปสรรค ทำแล้วต้องประสบความสำเร็จ ชนะเล็กๆ Human Capital ต้องดูกรณีศึกษาความสำเร็จ

การเอาชนะอุปสรรคต้องมีผู้นำ เพราะขจัดอุปสรรคต่างๆได้ ผู้นำต้องอยู่ในระดับสูงด้วย CEO ต้องเก่งเรื่องคน บริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีพื้นฐานเป็นการเงินและวิศวกร เมืองไทยมองคนเป็นปัญหาไม่ใช่โอกาส คนที่ทำงานเรื่องคนต้องทำงานต่อเนื่อง

หลักการ แต่ละประเทศมีตัวละครเหมือนกันคือ

1.HR Manager

2.Non-HR คนในบริษัทฝ่ายอื่นๆ ต้องได้รับการฝึกให้เข้าใจ

3.CEO เจ้านายต้องให้การสนับสนุน

HR ในที่นี่เป็น 3V’s ทำงานเป็น Strategic partner กับหน่วยต่างๆ

ความคิดเห็น

ผู้แทนจากสามารถ

ที่ดีสุดที่สามารถไปคือที่กัมพูชา เป็นเรื่องวิทยุการบิน เจ้านายศึกษาประเทศไทยก่อน แล้วไปดูว่าในต่างประเทศ ธุรกิจเหล่านี้เป็นอย่างไร ในไทย วิทยุการบินเป็นรัฐวิสาหกิจ สามารถไปทำด้านวิทยุการบินให้กัมพูชา ในเรื่อง HR ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมและบุคลากร ตอนแรกคนไทยระดับผู้นำไป แล้วระดับรองลงมาก็จ้างคนในท้องถิ่น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องรู้สภาพแวดล้อมด้วย

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ไปสร้างโรงพยาบาลที่ดูไบ ปัญหาคือ ไม่มีหมอแต่มีเครื่องมือแพทย์ หมอไทยไม่ไป หมอดูไบก็ไม่อยากมาทำงานด้วย จึงไม่สำเร็จ

เวลาที่คนไทยไปต่างประเทศ ก็ต้องเข้าใจชาวต่างชาติเชิงประวัติศาสตร์ด้วย ปัจจัย intangible แม้ไทยจะเป็นมิตรกับเวียดนามในปัจจุบัน อย่ากล่าวถึงตาคลี อู่ตะเภา อุดรธานีเพราะเป็นฐานทัพอเมริกันที่ไปโจมตีเวียดนาม แต่ควรพูดถึงนครพนมเพราะลุงโฮเคยมาอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้นนักศึกษาปริญญาเอกต้องรู้ประวัติศาสตร์ให้ครบถ้วน

ผู้แทนจากรามา

ที่ขยายไปคือ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ แต่ด้านต่างประเทศ มี MOU แลกเปลี่ยนหมอระหว่างประเทศ จึงมีทั้งหมอและพยาบาลมาฝึกงาน

ได้มีการเปิดสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ที่บางปูซึ่งเป็นพื้นที่พระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 วัตถุประสงค์คือ สร้างเป็นโรงพยาบาลฝึกนักศึกษาแพทย์ปีที่ 1 ให้บริการรักษาโรคปฐมภูมิเท่านั้น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้เคยดู Rama Channel เป็น Telemedicine ซึ่งช่วยได้มาก คนไทยมักไปหาหมอ

ผู้ตรวจ

มีโครงการที่ชายแดนกัมพูชาร่วมกับโครงการพระราชดำริ ทำเรื่องการพัฒนาการศึกษาชายแดน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก่อนจะเข้าไปต้องมีการศึกษาข้อมูลประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ นักเรียนเรียนเช้าและบ่าย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

หลักการ HR เหมือนกัน แต่บริบทต่างกัน นำปลูก เก็บเกี่ยว Execution และ HR Architecture มาใช้ได้ตลอด

การบ้าน

แบ่ง 2 กลุ่ม นำเสนอหนังสือ Shift Ahead

กลุ่ม 1 อ่านบทที่ 2 อธิบายว่า หนังสือ Shift Ahead กล่าวถึง 2R’s อย่างไรแล้วเปรียบเทียบอย่างไร

กลุ่ม 2 อ่านบทที่ 3 วิเคราะห์ว่า 2R’s ของอาจารย์จีระคืออะไร หลังจากอ่านหนังสือ Shift Ahead ต้องวิเคราะห์อุปสรรค

แล้วนำเสนออาทิตย์ต่อไป

สำหรับ Shift Ahead นี้ 2R’s คือ individual กับ company แต่ 2R’s ของอาจารย์จีระคือทุนมนุษย์

สำหรับ Shift Ahead นี้ 2R’s เป็นเรื่อง branding and marketing

R หมายถึง ตราบใดที่บุคคลหรือองค์กรเหล่านั้นปรับตัวให้รองรับการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจนั้นจะมีความหมาย

ผู้นำต้องมองอนาคตตลอดเวลาเพื่อปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลง

ปัจจัยเรื่องคนสนับสนุน branding and marketing

การเปลี่ยนแปลงทำให้ relevance กลายเป็น Irrelevance

วิธีการทำงาน ควรคลิกเข้าไปดู Book review on Shift Ahead

ต้องแยกระหว่าง Relevance กับ Irrelevance

Relevance เป็นการทำให้ธุรกิจอยู่รอดอย่างยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

จะมีข้อสอบให้แปลคำว่า Execution

ประเทศไทยมักสนใจ What and how แต่ควรสนใจ How to do it successfully? (Overcome difficulties)

Execution คือทำแล้วมีคุณภาพและมีความยั่งยืน

Sustainability capital ทำวันนี้แล้วอยู่รอดในวันข้างหน้า

เรียนจบปริญญาเอกแล้วต้องทำชีวิตให้มีคุณค่า

อาจจะมีข้อสอบให้นักศึกษาเขียนทฤษฎีของตนเอง อาจจะขยายจาก 8K’s 5K’s ก็ได้

การพัฒนาองค์กรการเรียนรู้

การมี Knowledge แต่ไม่มี Learning Culture จึงไม่มี Learning Organization

ถ้ามี Learning Culture ก็จะไปสู่การเป็น Learning Organization ได้

เริ่มที่การเก็บความรู้มีทั้ง Tacit (ความรู้ในตัวบุคคล) และ Explicit (ความรู้ที่เขียนออกมาเป็นผลงานและยุทธศาสตร์) ต้องมี Tacit Interview ช่วยเก็บข้อมูลเพื่อเปลี่ยน Tacit เป็น Explicit เพราะมูลค่าองค์กรมาจาก Tacit

ถ้าองค์กรใดก็ตาม เป็นองค์กรที่มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร และสามารถแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน เท่ากับเป็นการเพิ่ม KM

กฟผ.มี KM ด้านการสร้างโรงไฟฟ้า ใช้วัตถุดิบและซ่อมบำรุง

ในอนาคต โลกเปลี่ยน ก็ต้องนำอดีตและอนาคตมาร่วมกัน ต้องนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน อ่านหนังสือด้วยความอยากรู้อยากเห็น จะทำให้ทราบแนวโน้มในอนาคตซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้ขึ้นอดีตเท่านั้น นำแนวโน้มอดีตมาทำกราฟเป็น Projection อย่างเดียวไม่ได้ บางสิ่งก็ต้องเปลี่ยนแปลง

กรณีศึกษา กฟภ. ให้อาจารย์จีระฝึกคน 4,000 คน เรื่อง Knowledge Audit มีการทำแบบสอบถามว่า ก่อนเรียนและหลังเรียนได้มูลค่าเพิ่มหรือไม่ ออกมาเฉลี่ย 17% แล้วมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ถ้าผู้นำองค์กรอื่นกล้าทำโครงการแบบนี้ ก็จะได้ประโยชน์

อาจารย์จีระเข้าไปทำที่การรถไฟ เขาอยากทำแต่ไม่สำเร็จเพราะมีปัญหามาก

ต่อไปก็ไปทำให้กลุ่มไทยซัมมิท กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

เรื่ององค์กรการเรียนรู้น่าจะเป็นวิทยานิพนธ์ชั้นยอด

องค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ สำคัญ อย่างน้อยๆ จะตอบโจทย์ได้ 3-4 เรื่อง

จะอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันได้

– จะเกิดการทำงานที่มีคุณภาพสูง (High Performance)

– จาก Good อาจจะไปสู่ Great

– พนักงานจะภูมิใจและมีความสุขในการทางาน

– การทำงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

องค์กรส่วนใหญ่มี Training แต่เราไม่ค่อยจะมี Learning

Learning ถ้ามี Training

Training เราไม่ได้ไปสร้าง

– Change

– Value added Value added

– กระจายไม่ทุกกลุ่ม

– ผู้บริหารระดับสูงในอดีตยังไม่ได้ทำอย่างจริงจัง

– และไม่ทำอย่างต่อเนื่อง

การเรียนปริญญาเอกต้องลึกและรู้เรื่อง คำนึงถึงภูมิสังคม ทำงานแล้วต้องมีการถ่ายทอด ประสานงาน บูรณาการ มีความเป็นเจ้าของ

รู้จริง รักงาน ทำงานเป็นทีม

กฎของ Peter Senge

-Personal Mastery รู้อะไร รู้ให้จริง ปัญหาคือ คนไทยชอบลอก แต่ควรทำความเข้าใจ

-Mental Models Mental Models Mental Models มีแบบอย่างทางความคิด มีการคิดหลากหลาย

-Shared Vision มีเป้าหมายร่วมกัน

-Team Learning เรียนรู้เป็นทีมช่วยเหลือกัน ปะทะกันทางปัญญา

-System Thinking มีระบบการคิดมีเหตุมีผล

เมื่อเรียนแล้ว ควรไปหาข้อมูลว่า แต่ละเรื่องที่ Peter Senge คิดว่า มีเพราะอะไร และอาจจะนำไปใช้ได้ ความรู้ต้องแตกฉานและประยุกต์ให้เข้ากับความจริงขององค์กรทำให้ขับเคลื่อนองค์กรได้

7 Habits: 7อุปนิสัยของผู้ทรงประสิทธิผลสูงของ Dr. Stephen Covey

1 Be proactive

2 Think with the end in mind

3 Put first thing first

4 Think win -win

5 Try to understand and then be understood

6 Synergy

7 Sharpen the saw

Edwards De Beno กล่าวไว้ถึงเรื่อง

Lateral Thinking ซึ่งแปลว่าการเป็นผู้เรียนรู้ที่ฉลาดและได้ผลซึ่งจะต้อง

-ถามว่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา ถูก หรือ ผิด

-ท้าทายความคิดที่ถูกยอมรับ เช่น ในอดีตมีการ ถกเถียงว่าโลกแบนหรือโลกกลม

-หาทางออกใหม่ๆเช่นพยาบาลหรือหมอรู้ลึกและแคบ ควรฝึกคิดให้กว้างขึ้นเอาศาสตร์ต่างๆมาใช้

อาจจะทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ได้หลายเรื่อง

แนวคิดใหม่ของ Grid คือ ทุกคนในสังคมต้องมีความเสมอภาคในรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ต้องมีประชาธิปไตยที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร

4L’s

-Learning Methodology มีวิธีการเรียนรู้ที่ดี

-Learning Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้

-Learning Opportunities สร้าง/เกิดโอกาสจากการเรียนรู้ ปะทะกันทางปัญญา

-Learning Communities สร้าง/เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ คิดว่าได้อะไรจากที่เรียนมา กัดไม่ปล่อย ติดตามใกล้ชิด

3L’s

-Learning from pain เรียนรู้จากความเจ็บปวด

-Learning from experiences เรียนรู้จากประสบการณ์

-Learning from listening เรียนรู้จากการรับฟัง

เจ้านายแอฟริกาก็เหมือนประเทศอื่นคือไม่ค่อยฟัง

และการเป็นสังคมการเรียนรู้ได้..ก็จะเกิดความมีคุณภาพของทุนมนุษย์ โดยเฉพาะการมีทุนแห่งความสุข+ทุนแห่งความยั่งยืน

เมื่อมีความเข้าใจในทฤษฎีและแนวคิดขององค์กรแห่งการเรียนรู้ แล้วจะทำอย่างไรให้ Awareness เกิดขึ้น

อย่างจริงจัง น่าจะวิเคราะห์

1.ผู้นำเป็นอย่างไร

2.บรรยากาศในการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้

3.ทำสำเร็จแล้วได้อะไร (Incentives)

4.สร้าง facilities ใหม่, e-learning และ ห้องสมุด

5.ทำโทษถ้าไม่ดำเนินการ

6.มี learning coach and mentor

7.มีการวัดผล และเครื่องชี้

8.โยงไปสู่ความสุขและ Blue Ocean

วีดิโอสัมภาษณ์ Peter Senge (รายการ สู่ประชาคมอาเซียน)

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: คุณ Peter Senge ยินดีต้อนรับสู่รายการของผม!

Peter Senge: ขอบคุณครับ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: คุณมาเมืองไทยครั้งนี้เป็นครั้งแรกใช่ไหม

Peter Senge: ไม่ได้มาครั้งแรก ผมเคยมาเมื่อหลายปีก่อนแล้ว

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: คนไทยตื่นเต้นกับการมาเยือนของคุณครั้งนี้

Peter Senge: 2-3 วันนี้สนุกมาก ผมรู้สึกสนุกมาก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ฉลองครบรอบ 50 ปีด้วย

Peter Senge: ครับ เป็นงานใหญ่สำหรับ PMAT

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ในฐานะเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านทรัพยากรมนุษย์ ผมสนับสนุนองค์กรนี้

เรามาเข้าเรื่องกันเลย เกี่ยวกับ The Fifth Discipline ที่คุณมี Personal Mastery รู้อะไร รู้ให้จริง และอื่นๆ

จากมุมมองของคุณ ขอให้แนะนำท่านผู้ชมได้ไหมว่า จะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไรในระดับบุคคลหรือองค์กร และถือโอกาสที่คุณอยู่ที่นี่อ่านหนังสือได้ได้รับความรู้จากคุณ

Peter Senge: ก่อนอื่น มันไม่มีกฎตายตัว มันไม่ใช่การทำอะไรอย่างเดียว สองอย่าง หรือสามอย่าง

เมื่อผมมาที่นี่ ก็ได้ทำ workshop ร่วมกับผู้ฟังตลอดระยะเวลา 2 วันครึ่ง สิ่งที่ผมได้พยายามทำเป็นพิเศษคือช่วยให้คนมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งจนสามารถนำไปใช้ได้ทันที สิ่งที่คนทำอย่างแรกใน Workshop

พวกเขาใช้เวลาในการหารือกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับสิ่งที่มีความสำคัญในชีวิต คุณเพิ่งบอกว่า ต้องทำจนเป็นส่วนหนึ่งของงาน แต่ยังไม่ได้นำมาใช้ในชีวิต คุณรู้ไหมว่า คนไม่ใช่เด็กแล้วที่จะต้องยึดอะไรเป็นที่พึ่ง

คุณทำสิ่งต่างๆและเรียนรู้ที่จะทำมันคำ ถามแรก “ผมจะทำอะไรเป็นอันดับแรก” สิ่งที่จะทำอันดับแรกอยู่ใน Workshop เมื่อวานนี้ เราหารือกันเป็นกลุ่มเล็กๆเกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเรา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ในชีวิต ไม่ใช่ในงานใช่ไหม

Peter Senge: ในชีวิต แต่อาจจะรวมถึงในงานด้วยก็ได้ ผมอยากจะบอกว่า จะเน้นด้านใดก็ได้ มันเป็นธรรมชาติจริงๆ ในบริบทมืออาชีพ เราหมายถึงด้านการงาน แต่ก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา ที่จะเชื่อมโยงกับสิ่งที่สำคัญต่อเขา เราเริ่ม Workshop ด้วยวิธีต่างๆแม้จะเป็นเรื่องเดียวกันก็ตาม เพราะการเรียนรู้ทุกอย่างจะเป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริงเมื่อผู้เรียนมีแรงบันดาลใจในระดับหนึ่งที่จะร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ ไม่มีใครบังคับได้ คุณต้องตัดสินใจเอง ผมคิดว่า การเดินหรือวิธีอื่นๆอาจเป็นความคิดที่ดี แต่กระบวนการเรียนรู้ที่แท้จริงต้องเข้าถึงแก่นข้างใน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: เรามีข้อสรุปที่ตรงกัน เมื่อผมทำ Workshop ผมมักขอให้เขาค้นหาตัวเอง เพราะบางครั้งเขายังยึดติดทฤษฎีอยู่มาก

Peter Senge: ใช่แล้ว พวกเขาพูดถึงแต่ปัญหา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ทฤษฎีการเรียนรู้ของผม

ประการแรก ต้องเน้นความจริง

ประการที่สอง เลือกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและงานของคุณ

ผมเรียกว่า ทฤษฎี 2R’s: เน้นความจริงและตรงประเด็น

สำหรับคุณคือ การค้นพบตัวเอง personal mastery หรือรู้อะไร รู้ให้จริง เป็นการเข้าใจในสิ่งที่คุณอ่าน

การอ่านเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเรียนรู้ใช่ไหม

Peter Senge: ไม่ใช่แค่ผม บางคนได้เรียนรู้มากจากการอ่าน แต่บางคนอาจจะไม่

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: คุณให้คะแนนการอ่านในฐานะการเรียนรู้กี่เปอร์เซ็นต์

Peter Senge: สำหรับคนส่วนมากน่าจะเป็น 10-20%

คุณทราบไหม เวลาที่อ่านหนังสืออย่างผิวเผินหรือเพื่อความเข้าใจในเชิงลึก คุณก็ได้ข้อมูลทั้งนั้น

บางทีข้อมูลจุดประกายความคิด

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ใช่

Peter Senge: บางครั้ง ความคิดที่คุณค้นพบอาจจะมีความสำคัญต่อคุณ นี่สำคัญมาก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ใช่แล้ว

Peter Senge: และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการเรียนรู้ ประการแรกสุด การเรียนรู้ทุกอย่างมาจากการปฏิบัติ คุณจะไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใดได้ถ้าไม่ลงมือปฏิบัติ ขอให้ดูวิธีการเรียนรู้ของเรา โดยเฉพาะเรื่องที่สำคัญ เช่น การเดิน ขี่จักรยาน หรือ เรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูง สิ่งนี้สำคัญ บางทีคุณอาจจะเรียนรู้จากการปฏิบัติ แต่การอ่านเป็นการจุดประกาย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ใช่

Peter Senge: หรือจุดเทียนส่องสว่างไปยังการเรียนรู้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: คุณต้องรักการเรียนรู้ด้วยใช่ไหม

Peter Senge: ผมจะอธิบายให้คุณฟัง ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องซับซ้อน มันให้ข้อมูลแก่คุณ คุณดึงข้อมูลออกมาจากหนังสือ ในเชิงเทคนิค คุณได้แค่ข้อมูล มันไม่ใช่ความรู้ เราใช้คำว่า ความรู้ สำหรับข้อมูลมหาศาล คุณก็ทราบอยู่แล้ว คุณก็ทราบอยู่แล้ว แต่สิ่งที่คุณรู้จริงอยู่ภายในและมักแสดงออกมาเมื่อคุณลงมือปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น ผมรู้จริงเกี่ยวกับการทำงานกับคน เมื่อคุณมองดูคนทำงานกับคน คุณก็บอกว่า คนนี้มีความสามารถ เขาอาจจะรู้มากเกี่ยวกับการทำงานกับคนแต่ไม่รู้จริงว่าต้องทำงานกับคนอย่างไร ยังมีข้อเท็จจริงต่างๆเกี่ยวกับการเรียนรู้ การรับข้อมูล แล้วกระตุ้นให้เกิดความคิด

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ใช่ นอกจากการอ่านและการลงมือปฏิบัติแล้ว มีอะไรอีกที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

Peter Senge: พวกเราเป็นมนุษย์ นอกจากเรียนรู้ด้วยตนเองแล้ว เรายังเรียนรู้จากกการปฏิสัมพันธ์กัน

เช่น เราเรียนรู้ที่จะเดินในชุมชน เราเรียนรู้ที่จะพูดเพื่อปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่นๆ การเรียนรู้จึงมีองค์ประกอบทางด้านสังคมและเป็นธรรมชาติของความสัมพันธ์ การทำงานเป็นตัวอย่างหนึ่ง ถ้าคนไม่รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจคนอื่น การเรียนรู้ก็จะลดลงมาก เพราะเขาไม่ต้องการเสี่ยง คุณไม่สามารถเรียนรู้ได้มากถ้าตกอยู่ภายใต้ภาวะความเสี่ยง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ผมจำได้ ในหนังสือเล่มหนึ่ง คุณได้เสนอแนะให้องค์กรสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ใช่ไหม

Peter Senge: เราได้พูดไว้บ่อยมากว่า ในฐานะผู้จัดการ จะต้องมีหน้าที่หนึ่งในการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างแรงจูงใจให้คนรู้สึกปลอดภัยพอที่จะเรียนรู้ ในการเรียนรู้ ก็ต้องเสี่ยง เมื่อเสี่ยง คุณก็ไม่อยากให้เกิดความล้มเหลว เมื่อมันเกิดขึ้น คุณก็จะกลัว

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: เป็นการเสี่ยงในวิธีการเรียนรู้ ใช่ไหม

Peter Senge: ใช่ คุณไม่สามารถเรียนรู้ได้ถ้าไม่มีมัน ปัญหาก็คือ มันเป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: วันนี้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่คุณมาอยู่กับผม ผมรู้ว่า คุณมีพลังมาก

ผมขอสรุป หนังสือ “The Fifth Discipline” มีอายุ 20 ปีแล้วใช่ไหม

Peter Senge: 25 ปี

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ครับ มีทฤษฎีใหม่หรือความคืบหน้าเพิ่มเติมจาก The Fifth Discipline ไหม

Peter Senge: คุณก็ทราบว่า กระบวนการยังไม่ได้ยุดแค่นั้น การเขียนหนังสือเป็นแค่การนำเสนอภาพรวม

แต่มันก็มีพัฒนาการ งานต่างๆเก็บรักษาไว้ในชุมชนนักปฏิบัติ ถ้าคุณดูประวัติศาสตร์ก็จะราบว่าใครมีอิทธิพลเรื่องอะไร ผมจะบอกว่า คน 3 กลุ่มมีอิทธิพลมากที่สุด เราเรียกว่า กลุ่มนักปฏิบัติได้แก่ ผู้จัดการ อาจารย์ คนในสถานการณ์จริงที่จะต้องปฏิบัติให้เกิดผล ยังได้รับอิทธิพลจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการแต่งานส่วนใหญ่มาจากกลุ่มนักปฏิบัติ โลกเปลี่ยนแปลงไป ความท้าทายในการปฏิบัติก็เปลี่ยนแปลงไป

งานก็เปลี่ยนแปลงไปมากด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: แนวคิดยังคงเหมือนเดิมใช่ไหม

Peter Senge: แนวคิดเรื่องงานยังคงเหมือนเดิม สิ่งสำคัญคือวิสัยทัศน์ วิสัยทัศน์ส่วนบุคคล และวิสัยทัศน์ร่วมกัน สิ่งสำคัญคือ mental model มีแบบอย่างทางความคิด เราไม่ได้เห็นโลกทั้งใบ แต่เราเห็นโลกจากมุมมองของเราเองเท่านั้น สิ่งสำคัญคือ mental model มีแบบอย่างทางความคิด สิ่งสำคัญคือ เรียนรู้เป็นทีม ช่วยเหลือกัน มันสำคัญมากสำหรับระบบใหญ่ นั่นเป็นแนวคิดหลัก ถ้ามันเป็นแก่น ก็จะเป็นแกนของต้นไม้ ข้างนอกคือวงปี

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ผมอยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์หน่อย

มีลูกค้ามากมายมาร่วม workshop กับผมซ้ำแล้วซ้ำอีกจากหลายภาคส่วน บางครั้งก็เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และคุณก็ได้เรียนรู้มากจากพวกเขาใช่ไหม

Peter Senge: แน่นอน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: พวกเขาจะเข้าใจชัดเจนขึ้นเมื่อได้ทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับแนวคิดของคุณ

ถ้ากระบวนการนี้ยังคงดำเนินต่อไป ก็จะเกิดประโยชน์มากขึ้น

Peter Senge: ครับ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ปัญหาในประเทศไทยคือ การฝึกอบรมมักทำแบบเป็นช่วงๆ

บางครั้ง ไม่มีความต่อเนื่องเพราะคนเปลี่ยนแปลงได้ช้ามาก ผมคิดว่าคุณูปการที่ผมสร้างให้แก่ประเทศไทยคือ เมื่อผมอ่านแนวคิดของคุณ ก็พยายามทำให้พวกเขาค่อยๆซึมซับลงไป

สุดท้าย ในหลัก The Fifth Discipline ทั้ง 5 ข้อ คุณต้องการให้มันเชื่อมโยงกันหรือแยกจากกัน

Peter Senge: ทั้งสองอย่าง อาจจะเป็นสิ่งที่ต่างกันหรือเครื่องมือที่ต่างกันแต่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

คุณไม่สามารถจะคิดเป็นระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพมีถ้าไม่มีแบบอย่างทางความคิด เพราะคุณไม่ได้เรียนรู้แค่ระบบเท่านั้น แต่ผลก็สะท้อนอยู่ในนี้ด้วย มันเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ในการศึกษาเรื่ององค์กรการเรียนรู้ของคุณ มีอาจารย์หรือที่ปรึกษาท่านใดโดยเฉพาะรุ่นใหม่ที่เจริญรอยตามคุณแล้วมีความคิดใหม่ไหม

Peter Senge: มีวิวัฒนาการมากมายในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะการทำงานกับหลายองค์กร

เมื่อเราดูหลักดั้งเดิม 5 ประการกับแนวคิดนี้ มันไม่ใช่แต่ละองค์กร ในสมัยนั้น ยังเป็นแต่ละธุรกิจ

ปัจจุบันนี้ มีหลายโครงการเกิดจากความร่วมมือของหลายองค์กร

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ใช่ เรียกว่า เครือข่าย

Peter Senge: นั่นถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: คุณนำคนเหล่านั้นมารวมกัน หรือแยกกัน

Peter Senge: พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันตามลักษณะปัญหา ถ้าคุณต้องจัดการกับปัญหาใหญ่ ซับซ้อนและเกี่ยวกับความยั่งยืน เช่น อาหาร น้ำ พลังงานและปัญหาอื่นๆในโลก ก็ต้องอาศัยความร่วมมือของหลายองค์กร

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ผมเชื่อว่า การมาเมืองไทยของคุณเป็นประโยชน์มาก

Peter Senge: ขอบคุณครับ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: ขอบคุณมากครับ

สัมภาษณ์ดร.ศิริลักษณ์ เมฆสังข์

สิ่งที่ Peter Senge พูดถึงใน The Fifth Discipline กับทฤษฎีการเรียนรู้ของดร.จีระ เป็นเรื่องเดียวกัน นับว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่มีกูรูทั้งโลกตะวันตกและตะวันออกที่มีแนวคิดไปในทางเดียวกัน Peter Senge บอกว่า การสร้างการเรียนรู้ในองค์กรได้จะต้องเรียนกันเป็นทีมช่วยเหลือกัน เรื่องดร.จีระก็พูดในทฤษฎี 4L’s ประการหนึ่ง ต้องเป็น Learning Communities มี Learning Environment และมีกระบวนการเรียนรู้ที่ไปในทิศทางเดียวกัน Peter Senge พูดถึง Personal Mastery รู้อะไรรู้ให้จริง ดร.จีระก็พูดในทฤษฎี 2R’s ซึ่งอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ที่ดร.จีระได้คิดค้นขึ้นมาต้องเรียนรู้ มีระบบการคิดมี มี Mental Model ที่ดี แล้วต้องเรียนรู้จากข้อเท็จจริง อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง ก็คิดอย่างมีเหตุผล เป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนรู้ที่ดร.จีระกล่าวถึงที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือทฤษฎี 3L’s ต้องเป็นการเรียนรู้เป็นทีม ต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จีระได้พูดถึงทฤษฎี 2I’s เราต้องมีเป้าหมายร่วมกัน ทุกคนต้องมีความรู้สึกอยากจะเรียนรู้ร่วมกัน ทั้ง 2 ท่านมีแนวคิดที่สร้างการเรียนรู้ในองค์กรเหมือนกัน ให้คนไทยได้ศึกษาทฤษฎีของดร.จีระด้วย เพราะเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมไทยด้วย ก็จะเป็นแบบอย่างการสร้างองค์กรการเรียนรู้ในวัฒนธรรมไทยได้

ช่วงคิดการณ์ไกล

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์: จากการที่ได้รู้จัก Peter Senge เขามี Soft Skill มาก เขาใช้เวลาทำสมาธิตลอดเวลา ใช้เวลาที่ประเทศจีน เขาเข้าใจ Human resource ที่สำคัญอยู่ที่ศักยภาพของคนข้างใน ประทับใจเขามากที่พูดถึง 2 เรื่องว่า เรียนรู้จากอะไร เขาบอกว่า ต้องดูว่า การเรียนรู้อะไรสำคัญต่อตัวคุณหรือชีวิตคุณ แล้วเขายกตัวอย่างเด็กเดินได้ ถ้าเด็กอยากเดิน การเรียนรู้ก็เหมือนการเดิน ใช้คำว่า Aspiration คือ ความอยากทำ คือทำในสิ่งที่สำคัญ เราต้องเห็นความสำคัญก่อน จึวเป็นทฤษฎี 2R’s คือรู้ความจริง แล้วเลือกประเด็นที่ทำ

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล: Peter Senge พูดถึงการสร้างองค์กรการเรียนรู้ตามแบบของเขาเอง จะมีความสอดคล้องบางส่วนก็คือ อันดับหนึ่ง เริ่มจากตัวบุคคลก่อน องค์กรการเรียนรู้เกิดขึ้นจากการมีการเปลี่ยนแปลงเข้ามากระทบ มีทั้งโอกาส ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ถ้าองค์กรนั้นได้เรียนรู้ ก็จะเกิดประโยชน์ ส่วนใหญ่ แม้องค์กรจะมีการเรียนรู้ ถ้าไม่ได้มีระบบที่จะมาจัดเก็บแล้วนำไปใช้ ก็จะไม่เกิดผลในส่วนรวม ส่วนบุคคลเป็นขั้นแรก ก็ต้องมีความคิดและความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ เมื่อมีความคิดที่จะเรียนรู้หรือใฝ่รู้ บุคคลได้ประโยชน์แน่นอน ขั้นตอนที่สอง คือเริ่มปรับไปเป็นกระบวนการขององค์กร ขั้นตอนที่สาม เมื่อความคิดองค์กรเริ่มคล้ายกันก็ต้องนำมาแบ่งปันกัน ขั้นตอนที่สี่ ก็เริ่มคิดเป็นทีม ขั้นตอนที่ห้า ซึ่งสำคัญมากคือคิดเป็นระบบ คิดถึงให้มองภาพย่อยแล้วประกอบกันเป็นภาพรวมขององค์กร องค์กรของดร.จีระต้องไปฝึกอบรมคนซึ่งบางครั้งระยะเวลาสั้น แต่องค์กรยาว ดร.จีระก็มีวิธีที่จะทำให้เวลาอันสั้น สามารถที่จะดึงศักยภาพที่เขามีอยู่แล้ว องค์กรเก็บไว้เป็น KM แต่ไม่เคยนำมาใช้เลย ดร.จีระมีกระบวนการ 2R’s ตัวที่หนึ่ง คือ ให้รู้จักความจริง ในความเป็นจริง ในกระบวนการเรียนของดร.จีระ ตัวบุคคลต้องมีความรู้มาก่อน ดร.จีระมีกรรมวิธีคือ Learn-Share-Care ใส่ความรู้ใหม่เข้าไป เพื่อให้ได้รับองค์ความรู้ใหม่ที่เหมือนกัน ต่อไปมีการกระชับความรู้ในชั้นเรียน Execution คือ Turn Idea into Action

ความคิดเห็น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Peter Senge มาตรฐาน MIT ซึ่งมีการวิจัยและวิเคราะห์เรื่ององค์กรการเรียนรู้ เขียนหนังสือ The Fifth Discipline กฎ Peter Senge เริ่มด้วย Personal Mastery หมายถึง เรียนอะไรต้องรู้จริง Mental Models หมายความว่า ในการทำอะไร ไม่ควรคิดแบบเดิม พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเหมือน mindset ข้อสามคือ Shared Vision ข้อสี่ Team Learning และสุดท้ายคือ System Thinking

Peter Senge ใช้เวลาส่วนใหญ่ในเอเชีย บ้าคลั่ง Soft Skill และวิปัสสนา

Learning Organization จะสำคัญเมื่อตัวเราเห็นคุณค่า โดยเริ่มจากกระดับบุคคลก่อนแล้วรวมกันเป็นขององค์กร มีการยกตัวอย่าง Aspiration คือมีความอยากทำ ถ้าเรียนโดยการถูกบังคับ ความรู้จะไม่อยู่ในตัวเรา วิชาที่เรียนจะติดตัวเราไปเพราะ 2R’s มาจากความจริง เรียนแล้วต้องนำไปแก้ปัญหาได้

คุณวราพร ชูภักดี

Peter Senge เน้นในระดับองค์กรมากกว่าแต่อาจารย์จีระจะเน้นระดับบุคคล องค์กร สังคม อาจารย์พยายามปลูกฝังให้มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ เน้นวิธีการ บรรยากาศ ซึ่งพยายามจะสร้างให้เกิดวัฒนธรรมขึ้นมาก่อน Peter Senge จะมี Personal Mastery เป็นหลักคิดว่า ในองค์กร ถ้าจะทำให้เป็นองค์กรการเรียนรู้ จะต้องเป็นแบบไหนบ้าง อาจารย์พยายามเปลี่ยนที่ Mindset และวัฒนธรรมของคน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Peter Senge เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่นักพัฒนาคนแต่พูดเรื่ององค์กรการเรียนรู้ซึ่งเกี่ยวกับคนและองค์กร คุณวราพรพูดถูก กฎ 5 ข้อของ Peter Sengeกับ 4L’s ของอาจารย์จีระ อาจารย์จีระใกล้ความจริงมากกว่า Peter Senge กล่าวถึง Personal Mastery และ Mental Models แต่ไม่ได้เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร ตอนสรุป เขาอยากให้เป็นองค์กรการเรียนรู้ ไม่ได้กล่าวถึงวัฒนธรรมการเรียนรู้มากนัก ส่วน Team Learning และ Shared Vision ใกล้เคียงกับเรา Learning Opportunities คือปะทะกันทางปัญญา เวลาทำ workshop มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน วันหนึ่งกระทรวงมหาดไทยควรฝึกกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเป็นกลุ่มเล็กๆ

คุณวราพร ชูภักดี

อาจารย์จีระมองถึงสังคมแห่งการเรียนรู้ซึ่งสร้างได้ตั้งแต่ระดับเล็กขยายวงออกไปสู่ระดับชาติ ถ้าได้นำแนวคิด 4L’s ของอาจารย์จีระไปปรับใช้ ทั้งประเทศใช้วิธีการเรียนรู้ บรรยากาศการเรียนรู้ โอกาสในการเรียนรู้หรือ แต่ละที่สร้างชุมชนเล็กๆแล้วขยายออกไป จะสามารถสร้างเป็นสังคมได้อย่างแท้จริง

Workshop

1. ถ้าจะให้คะแนน 0-10

- วัฒนธรรมการเรียนรู้ของท่านได้เท่าไหร่?

- วัฒนธรรมการเรียนรู้ขององค์กรที่ท่านอยู่เท่าไหร่?

คะแนนวัฒนธรรมการเรียนรู้

ของตนเอง

คะแนนวัฒนธรรมการเรียนรู้

ขององค์กร

7 (ตัวผู้นำเสนอ)

6

7 (ค่าเฉลี่ยสมาชิกในกลุ่มยกเว้นคุณแอนนา)

6

9 (คุณแอนนา)

10

วิเคราะห์ช่องว่างของตนเองและขององค์กรเพื่อการพัฒนา

องค์กรจะพัฒนาได้ดีขึ้นถ้าผู้นำสนับสนุน มีทัศนคติและวิสัยทัศน์พัฒนาองค์กรที่แท้จริง

ระบบการศึกษาไทยยังถูกกลั่นแกล้งทำให้พัฒนาองค์กรการเรียนรู้ได้น้อย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ภาคธุรกิจยังสนับสนุนการเรียนรู้น้อย

คนที่จะจุดประกายเรื่องนี้ต้องมีบารมี

การสร้างผู้นำสำคัญมาก

2. LO กับ KM เหมือนกันอย่างไร และแตกต่างกันอย่างไร และ ควรจะมียุทธศาสตร์ในการพัฒนา LO และ KM อย่างไร เพื่อให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์

LO กับ KM ตัดกันไม่ขาด ต้องไปด้วยกัน บุคคลต้องขวนขวายเรียนรู้ก่อนจะก้าวไปสู่องค์กรการเรียนรู้และประเทศแห่งการเรียนรู้

ยุทธศาสตร์ในการพัฒนา

ผู้นำต้องเห็นความสำคัญการเรียนรู้ องค์ความรู้รามามากมาย แต่คนที่เก็บความรู้มาใช้น้อยมาก ความรู้ไปพร้อมกับอาจารย์หมอที่เกษียณแล้ว การจัดเก็บความรู้ต่อยอดลำบากเพราะหมอมีงานมาก

ถ้ามีการถ่ายทอดพันธกิจมายังคณบดีที่รับผิดชอบ ก็จะใช้นโยบายสร้างองค์กรการเรียนรู้ได้ง่าย และสามารถพัฒนา KM และ LO ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

KM ต้องมีวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วย เวลาที่เรียนต่างประเทศ ต้องไปอ่านหนังสือนอกจาก lecture เพื่อมาประกอบการสอบ เช่น การวิจารณ์วรรณกรรมเชคสเปียร์ ต้องอ่านให้มาก เพื่อให้มีความรู้ที่หลากหลายเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์

ควรคิดว่า Learning Culture คืออะไร เช่น ร้าน Kinokuniya มีคนอ่านเป็นชาวต่างชาติ ต้องฝึกคนให้มีนิสัยให้รักการอ่าน ร้านหนังสือยุคใหม่มีที่นั่งอ่านด้วย

วัฒนธรรมการเรียนรู้ไม่ใช่อ่านตำราเท่านั้นแต่ต้องอ่านวารสารดีๆด้วย

ถ้ามี KM ก็กระตุ้นไป LO แต่ต้องผ่านวัฒนธรรมการเรียนรู้

ถ้าทำวิทยานิพนธ์วัฒนธรรมการเรียนรู้ ควรสัมภาษณ์คนใฝ่รู้ให้มาก

KM เป็นพื้นฐานเก็บข้อมูลที่เกิดแล้ว แต่ประเทศไทยมีปัญหาคือ ทายอนาคตไม่ถูก แต่ถ้าอ่านมากก็จะทายได้ถูก

นักศึกษา

KM ในปัจจุบัน เริ่มทำเพราะปัญหาหน้างาน แล้วคิดงานออกแบบใหม่ แต่ไม่ได้มองในอนาคต ทำอย่างไรให้เกิดการเรียนรู้ทั่วถึง ตอนนี้ มีแต่ลูกค้าเก่า แต่ลูกค้าใหม่ยังไม่เห็นความสำคัญในการเก็บองค์ความรู้เพื่อนำมาปรับใช้แก้ปัญหา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เรื่องนี้ยาก แต่ทุกคนทำได้ดี ความหลากหลายของรุ่นนี้นำไปสู่ความสำเร็จได้ รู้แล้วต้องทำจึงจะมีประโยชน์

3. วิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างของ “บุคคลแห่งการเรียนรู้” และ “องค์กรแห่งการเรียนรู้” ของ Chira กับ Senge

บุคคลแห่งการเรียนรู้

Chira

Senge

เน้นระดับสังคม

สร้างบรรยากาศ

ทำให้เกิดองค์กรการเรียนรู้ มีการปะทะทางปัญญา

เกิดความรู้ที่นำไปใช้ให้เกิดคุณค่า

กระบวนการเรียนรู้เพื่อไปสู่อนาคต

เน้นระดับองค์กร

Personal Mastery คล้ายๆกับสร้างคนให้มุ่งมั่น ใฝ่รู้ รู้จริง

Mental Models เป็นแบบอย่างความคิดที่ปรับได้ แล้วปะทะแลกเปลี่ยน

วิธีการก็สำคัญ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ทฤษฎีอาจารย์จีระชัดกว่า แต่อีก 3 ข้อหลังของ Senge ก็สำคัญ

2 ข้อแรกของ Senge เป็น Critical Thinking

Senge มีจุดเด่นคือ คนที่เป็นบุคคลการเรียนรู้และองค์กรการเรียนรู้ ต้องเป็น Mastery

นักศึกษา

ข้อ 4 ของอาจารย์จีระและ Senge ไม่เหมือนกัน Senge เน้นการทำงานเป็นทีม ส่วนอาจารย์จีระเน้น Learning Community

ปัจจุบันนี้มีชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice) ด้วย เป็นการนำคนที่ทำงานคล้ายๆกันมารวมกันไว้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Learning Communities หมายถึงเรียนจบแล้วก็ต้องใฝ่รู้ด้วย แล้วมีการนำไปทำต่อ

นักศึกษา

Senge เป็นวิทยาศาสตร์ ภาพกว้างกว่า อาจารย์เป็นศิลป์เน้นวิธีใช้ได้จริง ละเอียดกว่า

ของ Senge เป็นจุด ของอาจารย์ต่อเนื่องเป็นระบบ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

กฎของ Senge เชื่อมกันลำบาก

ทฤษฎีของอาจารย์จีระก็นำมาประยุกต์ได้

4L’s เป็น Learning Class นำไปทำต่อได้

4. วิเคราะห์และให้ข้อเสนอแนะว่า จะสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ในสังคมได้อย่างไร

ผู้นำต้องมีความคิดก่อนที่จะทำให้เกิดองค์กรการเรียนรู้

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

จะให้นิยาม วัฒนธรรมการเรียนรู้ อย่างไร

ผู้ตรวจ

คน องค์กร ชุมชน รวมกันแล้วเป็นสังคมกลายเป็นวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง

ผู้แทนจากรามา

วัฒนธรรมการเรียนรู้ คือวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ทำตามกันมาเรื่อยๆ

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เรามีห้องสมุดแต่ไม่ได้บังคับให้ใครเข้า อาจารย์จีระได้วัฒนธรรมการเรียนรู้จากการเรียนในต่างประเทศ นักศึกษาก็ได้มาจากวิธีการสอนของอาจารย์ ก็มีการอ่านหนังสือ

คุณแอนนา

วัฒนธรรมการเรียนรู้สร้างได้จากครอบครัว พ่ออ่านเป็นต้นแบบ ลูกก็จะอ่านหนังสือตาม ต่อมาครอบครัวห่างเหิน ได้ศึกษาจากครู นักเรียนก็ได้อ่าน เช่น โรงเรียนอินเตอร์มอบหมายให้นักเรียนอ่านหนังสือตลอด

ผู้แทนจากรามา

บางองค์กรต้องแปลงวัฒนธรรมให้เป็นค่านิยมก่อนเพื่อให้จับต้องได้ เช่น มุ่งเรียนรู้ คู่คุณธรรม ใฝ่คุณภาพ สานพัฒนา

5. เสนอโครงการ 2 โครงการเพื่อพัฒนา LO ในสังคม/กลุ่มนักศึกษาปริญญาเอก

5.1 โครงการ Learning Center

เป็นการสร้าง LO ในสังคม โดยทำจะร่วมกับสามารถ เริ่มสร้างศูนย์การเรียนรู้ในจังหวัดที่เป็นไปได้ เป็นการทำ CSR มี multimedia และข้อมูล interactive พิพิธภัณฑ์ interactive จะมีการขอ Sponsor จาก Apple, Samsung, Microsoft วิธีการประเมินคือ นำไปผูกระบบการศึกษา มีคะแนนจิตพิสัยให้ ถ้านักศึกษาปริญญาตรีมาเรียนแล้วไปเผยแพร่สอนรุ่นน้อง ได้คะแนนเพิ่ม ทำให้เกิดการค้นคว้าและต่อยอด ส่วนนักเรียนก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เก็บเป็นคะแนนเข้าอบรมกับศูนย์การเรียนรู้

5.2 โครงการเข้าไปให้ความรู้ระดับครอบครัว

รับอาสาสมัครไปเผยแพร่ความรู้ไปสู่หมู่บ้าน นำคนอายุ 60 ปีที่ยังมีความสามารถมาเผยแพร่ความรู้ เป็นการสร้างงาน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

อาจารย์กับลูกศิษย์เป็นความสัมพันธ์ตลอดชีวิต มีอะไรก็ช่วยกันคิด

อยากให้พัฒนาให้คนไทยใฝ่เรียนรู้


วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 9

……………………………………………………………………………………………………………………..

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

----

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ประกาศ

ข้อสอบจะเน้นเรื่อง Macro ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปลูก เก็บเกี่ยว Execution หลักสูตรนี้เน้นให้คิดถึงการพัฒนาทุนและเก็บเกี่ยวมนุษย์เพื่อไปสู่นวัตกรรม มี Macro ไปสู่ Micro ตอนปลูกก็ต้องเข้าใจรากของมัน ซึ่งเริ่มต้นจาก Professor จากชิคาโกที่มองเรื่องทุนมนุษย์เป็นการลงทุน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป อาจารย์จีระจึงได้โอกาสพัฒนาเป็น intangible

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นักศึกษาปริญญาเอกอีกแห่งหนึ่งบอกว่า การที่อาจารย์จีระนำทุนทางปัญญาขึ้นก่อนทุนทางจริยธรรมดีตรงที่ว่า ถ้าเราคิดเป็น วิเคราะห์เป็น เราก็จะคิดดี ตอนบ่าย อาจารย์จีระให้เขาทำวิจัยเรื่องตัวละคร  ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ คือ CEO ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ และฝ่ายอื่นๆ ระบบราชการไม่มี Strategic HR มีแต่กองการเจ้าหน้าที่หรือฝ่ายฝึกอบรม ในเอกชนมี Chief Human Resource Officer อยากมีคนนอกฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ เช่น การเงิน การตลาด คนเหล่านี้ก็จะรู้จักลูกน้องของเขา ตอนหลัง ก็จะมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายนอกเข้ามา

ในการทำข้อสอบ ต้องอ้างอิงแนวคิดก่อน อย่าบรรยายมาก เมื่ออ้างเสร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับอาจารย์จีระ แต่สามารถเสริมความเห็นได้ เช่น บอกว่าทุนของอาจารย์เรียงลำดับไม่ถูกโดยยกกรณีศึกษาขึ้นมา อาจจะกล่าวถึงวิทยานิพนธ์

ควรติดตามสถานการณ์ในโลกดังนี้

1.การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี Artificial Intelligence ต้องดูว่ามีผลต่อการจ้างงานอย่างไร เพราะเกี่ยวข้องกับทุนมนุษย์

2.การเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก ในยุคต่อไปจะมี Employability คือเด็กมหาวิทยาลัยยุคต่อไปก็จะเป็นผู้ประกอบการ

ในทฤษฎี 3 วงกลมมีเกี่ยวกับความเป็นผู้ประกอบการด้วย

ในการทำข้อสอบ ต้องแม่น concept ก่อน อย่าบรรยายมาก

หลังจากวันนี้ จะมีการสอนภาวะผู้นำ ได้ให้ Outline หนังสือ Chira Way แล้ว ก่อนจบหลักสูตรก็ต้องส่งเล่มให้อาจารย์จีระ

สอบครั้งนี้เน้น Macro อาจมีหัวข้อวิทยานิพนธ์แทรกมา

ทุกคนควรมีคำตอบในใจแต่ละข้อแล้วมาปะทะกันทางปัญญา ไม่ควรแบ่งกันทำคนละข้อ

ท่านผู้ตรวจให้โอกาสทีมอาจารย์จีระติดตามไปโครงการไทยนิยม

ในอัดรายการทีวีเมื่อวานนี้ ระบุว่า ไทยนิยมต้องการ

1.ความต่อเนื่อง แต่ละหมู่บ้านลงเงิน 2 แสนบาท มีทางการมาพูด คนอยากฟังหรือไม่

ข้อเสนอต่างๆต้องทำต่อ อาจนำไปเป็นวิทยานิพนธ์ได้

2.ตัวละครที่มาเสริมภาครัฐคือภาควิชาการและธุรกิจ

3.ตัวละครต้องการ HRDS

นวัตกรรมสำคัญที่สุดคือ หนังสือ Chira Way ขอให้ปรึกษาอาจารย์พิชญ์ภูรี แล้วยกกรณีศึกษาของตนเองมา อาจารย์และลูกศิษย์ต้องประกอบความรู้กัน

Diversity สำคัญ ต้องอยู่บนพื้นฐาน HRDS

สรุปการสอบ

ใช้เวลาสอบชั่วโมงครึ่ง มีข้อสอบไม่เกิน 4 ข้อ

ข้อสอบเป็นแนววิเคราะห์ ต้องยกกรณีศึกษามาตอบ ต้องอ้างถึง Chira Way ด้วย

จะสอบ 2 อาทิตย์นับจากวันนี้ การอ่านหนังสือไม่ควรเน้นเพื่อสอบ แต่ทำให้เป็นนิสัยรักการอ่าน

เรื่อง Immigration ในไทยเทียบกับสหรัฐอเมริกา Trump กีดกัน Immigration ของคนผิวดำ เม็กซิกัน แต่ไทยมีมาจากประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่ต้องทราบคือนโยบาย Trump ธรรมชาติของ Immigration ภูมิศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา รวมถึงนโยบายแรงงานอพยพในอนาคต เพราะไทยมีปัญหาสังคมสูงอายุ  ในสหรัฐมีคนผิวขาวใน Midwest อยู่ในอุตสาหกรรมล้าสมัยเช่น รถยนต์ อยากผลิตแต่ไม่มีใครใช้รถยนต์อเมริกัน แสดงให้เห็นว่า งานขึ้นกับ Demand and Supply ต้องมีความรู้เศรษฐศาสตร์ ซึ่งมีทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับอนาคตของงานในไทยสำคัญมาก เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วและเปลี่ยนโครงสร้างประชากรด้วย เรื่องสุขภาพก็เป็นเรื่องใหญ่ 30 บาทรักษาทุกโรคมีต้นทุนแพงมาก ไม่ได้ถูกจริง มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ต้องทำวิจัย Critical Diseases

อยากให้สนุกกับการทำข้อสอบแล้วเรียนรู้ไปด้วย

คนที่จะสอบได้ที่ 1 ต้องมีพื้นฐานดี ประยุกต์เก่ง แล้วมีความคิดของตนเอง จะคิดไม่เหมือนอาจารย์ก็ได้ อาจารย์จีระจะมีรางวัลให้คนสอบได้ที่ 1

คุณจงกลกร สิงห์โต

ตอนนี้เรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ บทบาทผู้นำกับการบูรณาการท่องเที่ยวชุมชน ลงพื้นที่ยะลา ซึ่งมีศักยภาพวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ชีวิตชุมชนน่าสนใจ พื้นที่ไม่อันตราย เริ่มจากผู้นำชุมชนเข้มแข็ง สร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย คนในพื้นท่อยู่ได้ ศึกษาว่าทำอย่างไร มีภาครัฐไปเกี่ยวด้วย สร้างอาซ่องโมเดล

ข้อสอบที่อาจารย์ให้มีหลายสิบข้อ อยากให้นำทฤษฎีอาจารย์มาผนวกสิ่งที่เรียนรู้หรือที่ตนทำอยู่ เช่น ยกกรณีศึกษาองค์กรตนมาประกอบ หรือกรณีศึกษาอื่นๆที่ตนสนใจ ทฤษฎีอาจารย์ใช้ร่วมกันหมด 1 กรณีอาจใช้ได้หลายทฤษฎี อาจารย์จะถามเหตุการณ์ปัจจุบันด้วย ต้องประเมินแนวทางการแก้ปัญหาหรือทิศทางช่วยเหลือองค์กรนั้น

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ตอนที่อาจารย์จีระสอนรุ่น 1 ก็ยังไม่รู้จักตัวเอง ตอนนั้นมีความคิดแล้วยังไม่ได้ทดสอบ แต่สร้างพลังให้ลูกศิษย์ได้ประโยชน์ ยังไม่ได้คิดว่า 2R’s จะนำไปสู่อะไร แต่วันนี้ก็อยากจะคิดไปด้วย ขอให้นักศึกษาทุกคนคิด คิดแตกต่าง ช่วยกันคิด นำไปใช้กับกรณีศึกษาของตน นำความรู้ไปช่วยประเทศ ที่ผ่านมา นักศึกษาเข้าใจแนวคิดแล้ว แต่รุ่น 16 ต้องนำ reality มาจับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำเป็นหนังสือ

ภาวะผู้นำเป็นทั้งปลูกและ Execution นำภาวะผู้นำไปแก้ปัญหาด้านต่างๆ

ผู้นำต้องแก้วิกฤติให้ได้ ซึ่งวิกฤติมี 2 อย่างคือ วิกฤติมาแล้วมาอีก (Permanent Crisis) วิกฤติมาทุกรูปแบบเป็นทฤษฎีขนมชั้น (Multiple Crisis)

การนำเสนอหนังสือ Shift Ahead

กลุ่ม 2 นำเสนอบทที่ 3

บริษัทที่เคยสำเร็จแต่มีสิ่งกีดขวางทำให้ตกลงแล้วปิดตัว

โกดักเรียนรู้เทคโนโลยีที่เข้ามา แต่ไม่กล้าจ่ายในเรื่องสินค้า นั่นคือ มองเห็นการมาของดิจิตอล ไม่คิดว่าเป็นวิกฤติกระทบการถ่ายภาพ Steven และวิศวกรโกดักคิดค้นกล้องดิจิตอลแต่ไม่ผลิตออกมา ใช้กล้องธรรมดาล้างอัดรูป ทำให้โกดักปิดตัวลง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เกี่ยวอะไรกับ 2R’s ไม่สามารถเปลี่ยน Irrelevance to Relevance แสดงว่า มีเรื่อง เวลา สินค้า บริการและลูกค้ามาเกี่ยวข้อง ต้องใช้เรื่องทุนมนุษย์ให้เหมาะสม ถ้าตอบสนองลูกค้าไม่ทัน ก็ต้องปิดตัวลง มหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตรให้ทันเหตุการณ์ Relevance ขึ้นกับเวลาด้วย

นำเสนอใช้ได้

กลุ่ม 2

โกดักคิดค้นได้แต่ไม่มีการประดิษฐ์สินค้าขึ้น

Xerox ตกต่ำเรื่องถ่ายภาพ เมื่อเห็นวัตกรรม ก็ไม่กล้าเข้าไปมาก ก็ทำเฉพาะขาวดำเท่านั้น เมื่อมีการพิมพ์นามบัตรสีและเทคโนโลยีใหม่มาก็ไม่กล้าลงทุน ทำให้หยุดตัวเองในการเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรเน้น Relevance ให้มาก ซึ่งมีในหลายส่วน ถ้าทำช้า ก็ไม่ได้ผล

กลุ่ม 2

Toys “R” Us ล้มเพราะการมาของเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทรกการดำเนินการ บริษัทมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ แต่การเลือกสินค้าพลาด ปรับราคาสูง การแข่งขันของตลาดสูงขึ้น การออกแบบสินค้าทำให้ต้องปิดตัวลง

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ราชการและรัฐวิสาหกิจควรอ่านเรื่องนี้ กฟผ.ไม่ค่อยสนใจการจัดการชุมชน จึง Irrelevance

Relevance คือ supply ไปสู่ demand แนวคิดนี้เป็นจุดเริ่มของนวัตกรรม

กลุ่ม 2

Procter & Gamble แข่งราคากับเทคโนโลยี เมื่อมีการขายออนไลน์ ทำให้ลูกค้าได้ข้อมูล บริษัทโต ทางบริษัทต้องการให้มีความยุติธรรม เมื่อขยายสินค้าเข้าสู่เอเชีย คิดว่าต้องผูกติดและยึดตลาดทั้งปัจจุบันและในอนาคต ต้องปิดตัวในเอเชีย

BlackBerry ผู้ก่อตั้งเป็นวิศวกร เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา ก็ใช้อีเมล สามารถตีตลาดพิมพ์ง่าย เร็ว สะดวกปลอดภัย อยู่ในจิตใจลูกค้า ความล้มเหลวคือตลาดไม่ขยายเหมือนไอโฟน

National Geographic นิตยสารศตวรรษที่ 21 นำเสนอสิ่งต่างๆในชีวิต มีการนำเสนอในทีวี แต่ไม่สามารถทำให้สินค้าติดตลาดได้ในปัจจุบัน สำเร็จในระยะเริ่มต้นที่ถ่ายทอดทีวีไปทั่วโลก

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Relevance คือ มีความหมายทางธุรกิจและอยู่รอด ต้องทำตนเองให้มีคุณค่า

กลุ่ม 2

จะทำวิทยานิพนธ์เรื่องการค้าชายแดน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ควรทำเรื่องที่เกี่ยวข้อเท็จจริงในต่างจังหวัด จับต้องได้แล้วนำทฤษฎีอาจารย์จีระมาขยาย

กลุ่ม 2

Playboy ฉบับแรกปกมารีลีน มอนโรทำให้ขายหมดเร็ว

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

มีคนบอกว่า Sex Education เป็นของแถมในวิชาสุขศึกษา เมื่อวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร นำไปสู่การทำแท้งเถื่อน สร้างปัญหาตามมา โดยเฉพาะเรื่องทุนมนุษย์ซึ่งครอบคลุมทุกเรื่อง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์มีหนังสือเรื่อง จากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน เป็นวงจรชีวิต

อาจทำวิทยานิพนธ์เรื่องโครงสร้างอายุ ในแต่ละช่วงก็แตกต่างกัน ต้องเข้าใจว่า วันหนึ่งจะถึงจุดนั้นก็จะไม่ประมาท

กลุ่ม 2

เมื่อมี Internet มาทำให้ Playboy ปิดลง

American Cancer Society เจริญและปิดตัวเร็ว

Teach for America สร้างมาเพื่อผู้ยากไร้ ปิดตัวลงเพราะการดำเนินการต่อไปไม่สำเร็จ

บทเรียนจากบทนี้คือ

1.ธุรกิจก็ต้องมีการพัก จะได้ไม่พัง 

2.ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ต้องใช้เงิน

3.วัฒนธรรมที่มีรอยร้าวทำให้ต้องระมัดระวัง

4.ความหยิ่งนำหน้าการล้มเสมอ

5.ผู้นำที่ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต้องมีคุณสมบัติพิเศษ

6.ต้องก้าวออกมาจาก Comfort Zone พื้นที่ปลอดภัยเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า

7.เราจะเป็นใหญ่หรือเก็บกระเป๋ากลับบ้าน

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ชอบปกหนังสือที่บอกว่า ในโลกการเปลี่ยนแปลง แต่ละองค์กรต้องมีคุณค่าที่มีประโยชน์ (Relevance)

บางเล่ม Relevance หมายถึงมีเงิน มีการสะท้อนบางสิ่ง จัดการการเปลี่ยนแปลงเร็ว

ควรนำเล่มนี้ไปอ้างอิงวิทยานิพนธ์

ประทับใจการนำเสนอ

กลุ่ม 1

นำเสนอบทที่ 2

ถ้าพบสัญญาณเหล่านี้ต้องเปลี่ยนได้แล้ว

7 สัญญาณมีดังนี้

1.ตัวเลขที่เกี่ยวข้อง กำไร ขาดทุน ถ้า Stable  หรือลด ก็มีปัญหาเพราะกำลังตาย อย่าละเลยตัวเลข ต้องดูสาเหตุแล้วแก้ปัญหาทันที เป็นความเป็นจริงที่ต้องเห็น แล้วต้องเปลี่ยน

2.แข่งขันด้วยราคาไม่ใช่คุณภาพสินค้า ทำให้คุณค่าลด ต้องตามราคาของคนอื่น ทำให้ต้องเปลี่ยน

3.มีการรวบรวมข้อมูลแต่ไม่ได้นำไปวิเคราะห์ หรือวิเคราะห์ไม่เป็น ไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้ถูกและเร็วพอ

4.ละเลยกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ไม่สนใจลูกค้า คู่ค้า เช่น โดมิโน่พิซซ่าละเลยรสชาติ เพราะต้องดูหลายธุรกิจ ธุรกิจอาหารต้องมีรสชาติดี แต่ที่อื่นดีกว่า แสดงว่าอย่าเน้นแค่จุดเดียวเท่านั้น

5.ความหยิ่งทะนงว่าดีแล้วทำให้เราล้มเอง เช่น โนเกียเคยเป็นผู้นำด้านมือถือเป็นรายแรกที่คิดกล้องมือถือ เมื่อมีไอโฟนเข้ามา แต่โนเกียไม่คิดว่าเป็นคู่แข่ง ไม่มองรอบข้าง ในที่สุดจึงล้ม เพราะไม่เปลี่ยนตามที่มีข้อมูล

6.ที่เป็นอยู่ก็ดีแล้ว ไม่อยากเปลี่ยน ไม่สนใจเปลี่ยน จึงไม่ Relevance เช่น Campbell ทำซุปสำเร็จรูป มีแบรนด์แข็งแกร่งมาก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเน้นอาหารสุขภาพจากธรรมชาติ เปลี่ยนโครงสร้างประชากร คนแก่มากขึ้นสนใจสุขภาพ อาหารกระป๋องต้องปรับตัว แต่บริษัทขยับตัวช้า เริ่มลดผงชูรส แต่ช่วยไม่ได้มาก จึงขยายไปผักไฮโดร ผู้บริหารต้องตระหนักความเปลี่ยนแปลง

7.ไม่ควรทิ้งใครไว้ข้างหลัง (ในส่วนบุคคลในบริษัท) ผู้นำต้องให้ความสำคัญทุกคนเพราะทุกคนมีบทบาทสำคัญ

2R’s

Reality and Relevance ต้องมีความรู้จริงในสภาพความเป็นจริง และต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแล้วมองไปข้างหน้า

Shift Ahead เป็นเรื่องในระดับองค์กร แต่อาจารย์จีระเน้นระดับบุคคล

ทำให้ปรับใช้ในเรื่องธุรกิจได้ด้วย

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

เยี่ยม ขอชมเชยทั้งสองกลุ่ม

อาจารย์จีระเจอหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญ ต่อยอด 2R’s เรื่องนี้คนเขียนเป็น marketing and brand แต่ถ้าไปใช้กับราชการและชุมชนก็จะดี

วิจารณ์ได้ถูก ต้องปะทะกับความจริง

คราวหน้าจะแจก Harvard Business Review on Innovation

รุ่น 16 วิจารณ์หนังสือได้ดี เล่มนี้ไปด้วยกับ Chira Way

เปรียบเทียบ 2R’s ของอาจารย์จีระกับหนังสือเล่มนี้ได้ถูกต้อง

ได้ประโยชน์ด้านธุรกิจด้วย

Outline หนังสือ Leadership by Chira Way

1.เรียนเรื่องผู้นำไปเพื่ออะไร

2.ผู้นำกับผู้จัดการแตกต่างกัน

3.ชนิดผู้นำ

ผู้นำที่มีศรัทธา/โดยตำแหน่ง

ผู้นำมีเสน่ห์

ผู้นำจากสถานการณ์

ผู้นำคิดเก่ง

ผู้นำทำจุดหนึ่งไปอีกจุด เปลี่ยนอย่างรุนแรง

ผู้นำที่ค่อยๆเปลี่ยน

Authenticity Leadership

4.ผู้นำตามแนว 8K’s 5K’s

5.เปรียบเทียบรูปแบบภาวะผู้นำ

6.กรณีศึกษาภาวะผู้นำ

7.การพัฒนาภาวะผู้นำ

8.แบบอย่างภาวะผู้นำ

9.ตัวอย่างผู้นำที่ไม่ดี

ความคิดเห็นนักศึกษา

ควรเพิ่มตัวละครเป็นนักวิชาการ อาจเพิ่มศาสตร์พระราชา

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ภาวะผู้นำและการสร้างผู้นำ

Doing thing right ต่างจาก doing right thing ซึ่ง doing right thing ได้แก่ การใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า

นโปเลียนกล่าวว่า ผู้นำต้องสร้างความหวังให้คนอื่น

ผู้นำที่ดีต้องใช้อิทธิพลไม่ใช่สั่งการ

ผู้นำต่างจากผู้บริหาร ผู้นำต้องทำมากกว่าผู้บริหาร ผู้นำต้องเน้นคน ศรัทธา และเรื่องระยะยาว

ผู้ต้องคิดนอกกรอบ สนุกกับการคิดข้ามศาสตร์ ผู้นำต้องฟังคน

ผู้นำต้องมีอารมณ์ขัน เรแกนด์ประสบความสำเร็จเพราะชอบพูดเรื่องตลก

ผู้นำต้องทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชารักและเคารพ และ empower ผู้ตาม Empower คือการเก็บเกี่ยว

ผู้นำต้องมีพลังทั้งกาย จิตและจิตวิญญาณ

ผู้นำที่ดีต้องหาช่องทางให้ได้

ต้องเป็นผู้นำและผู้สอนด้วย แต่ teacher ส่วนใหญ่มักจะอ่อนเรื่องผู้นำ

ผู้นำต้องทายอนาคตได้ กระตุ้นให้คนอื่นเป็นเลิศได้ และสร้างโอกาสใหม่

จังหวะและความรวดเร็วสำคัญมาก ผู้นำต้องรู้จักเรื่องนี้ให้ดี

Peter Drucker บอกว่า อะไรที่ต้องทำให้สำเร็จในองค์กรของตนเอง

ในการทำวิทยานิพนธ์เรื่องผู้นำ ควรมีการสัมภาษณ์เชิงลึกด้วย

ผู้นำต้องข้ามไซโลได้

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ต้องสมถะ รับใช้ประชาชน

ต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้นำเกิด

ผู้นำกับการเปลี่ยนแปลง ต้องเริ่มจากชนะเล็กๆ ก่อน อย่าทำคนเดียว

ผู้นำต้องปรับ Mindset


วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561

ครั้งที่ 10

……………………………………………………………………………………………………………………..

บันทึกสาระสำคัญในห้องเรียน

----

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

          เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา มีอดีตกลุ่มผู้บริหารของมติชนจะทำเป็น Facebook Live ไปสัมภาษณ์อาจารย์จีระที่บ้าน สิ่งที่น่าสนใจคือ คำถามทั้ง 10 ข้อ มีความต่อเนื่องกัน กล่าวถึง 10 ปีที่ผ่านมา  แล้วอนาคตของเมืองไทยจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็คล้ายกับ Theme ของหลักสูตรนี้ ว่า ในอดีตที่ผ่านมา เหตุการณ์เป็นอย่างไร คือ Reality แล้วในอนาคตข้างหน้า ก็ต้องปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์

          ในการเรียน ต้องจับประเด็นให้ได้ เช่น หัวข้อ แก่น ถ้ารู้แก่นแล้ว ก็จะเขียนตอบข้อสอบได้  ถ้าไม่มั่นใจว่า แก่นคืออะไร แล้วเขียนแบบไม่มีหลักวิชาการอยู่เบื้องหลัง ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไร 

          แต่ละข้อ ต้องมี Chira Way ซ่อนไว้อยู่ ก็ต้องเข้าใจ Chira Way ก่อน Chira Way ก็คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ควรนำสถานการณ์ปัจจุบันมาวิเคราะห์ ต้องมีการจัดลำดับให้ดี ไม่ควรรีบลอก รีบตอบ รีบรู้ ข้อสอบแต่ละข้อ ไม่ควรเขียนยาว แต่ต้องคิดให้มาก ในการทำให้เกิดความแตกต่างและได้คะแนนสูง ควรจะยกตัวอย่างขึ้นมาให้ได้ บางครั้งอาจจะท้าทายอาจารย์จีระด้วยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องลอกทุกอย่าง

          ขอให้ส่งการบ้านสรุปความรู้ที่ได้ในแต่ละวัน เมื่อมีความรู้แล้ว ก็ต้องต่อยอด อาจจะนำเนื้อหาในหนังสือที่เคยวิจารณ์แล้วทั้ง 3 เล่มมาอ้างอิงในการตอบข้อสอบก็ได้เพราะเป็นการวิจารณ์หนังสืออย่างลึกซึ้ง

          ปัญหาการสอบคือ เราได้รับอิทธิพลจากการมีข้อมูลมาก หลักสูตรนี้ต้องเป็นอิทธิพลด้านการเลือกข้อมูล ใส่เข้าไปในระบบแล้วก็ทำให้เป็นหลักการได้ จะเป็นภูมิปัญญาของนักศึกษาเอง

          เมื่อวานนี้ มีการวิจารณ์หนังสือเรื่อง Shift Ahead ออกรายการโทรทัศน์ อาจารย์จีระเปรียบเทียบ 2R’s ของอาจารย์จีระกับ 2R’s ของหนังสือเล่มนี้ ผลคือ 2R’s ของอาจารย์จีระเป็นการหาความรู้ในห้อง แต่

2R’s ของหนังสือเล่มนี้หมายถึง เมื่อมีความรู้ในห้องแล้วรู้ Reality และ Relevance คืออะไร ก็ต้องจัดการกับการเปลี่ยนแปลง เช่น บริษัทหนึ่งถูกกดดันจากเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนสินค้า บริการและลูกค้าเพื่อให้สิ่งที่ทำนั้น Relevance และได้อยู่ต่อ ถ้าบางองค์กรไม่มีการฝึกอบรมหรือปลูกฝังแบบนี้ ก็จะไม่รู้วิธีปรับตัว เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนแสวงหาความรู้

การศึกษาไทยล้มเหลวเพราะเป็นการยัดเยียดความรู้ให้ผู้เรียน ประเทศไทยเป็นประเทศที่เรียนหนังสือมากที่สุดในโลก ถ้าไม่มี concept เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยก็เบื่อ เพราะถูกกวดวิชามามาก

ตอนที่อาจารย์เรียน English I ที่นิวซีแลนด์ เป็นการเรียนวรรณกรรมเชคสเปียร์ มีการนำหนังสือมาให้วิเคราะห์เรื่อง The Death of Salesman เล่มหนึ่งเขียนโดย อาร์เธอร์ มิลเลอร์ สามีมาริลีน มอนโร เรื่องเกี่ยวกับลูกคนหนึ่งที่รีบเรียนโอ้อวด ส่วนอีกคนค่อยๆเรียน ต้องวิเคราะห์บทเรียนจากเรื่องนี้ อาจารย์จีระเคยสอบกลางภาค English I ตก เพราะครูผู้สอนบอกว่า เป็นการลอกมาตอบว่า เรื่องนี้ใครทำอะไร แต่ต้องวิเคราะห์ตัวละคร เป็นแบบ Shakespearean Tragedy จึงไปอ่านหนังสือ Journal, Conference Paper ต่างๆประกอบการวิเคราะห์ ตะลุยอ่านโดยใช้ 2R’s นำความคิดของแต่ละคนมารวบรวมเป็นปัญญาตนเอง Value Diversity หลังจากวันนั้น จึงสอบ English I ได้คะแนนสูงสุด แสดงให้เห็นว่า ได้ Input ดิบ แล้วสังเคราะห์มาให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา เรียกว่า เป็นทุนทางปัญญา

อาจารย์ไกรฤทธิ์บอกว่า คนสนใจว่าทำไมอาจารย์ 3 ท่านจึงมาสร้างปรากฏการณ์ที่สวนสุนันทา อาจารย์จีระบอกว่า ข้อดีคือมีลูกศิษย์หลากหลาย เมื่อปะทะกันทางปัญญาจึงมีมูลค่าเพิ่ม

ควรจับวิธีการก่อน แล้วใส่ข้อเท็จจริง ตามด้วยความคิด

การถามคำถาม ในอนาคต ไม่มีคำตอบเดียวแล้ว การเรียนแบบสอบปรนัยต้องยกเลิกได้แล้ว

หลังจากสอบ 2 อาทิตย์ จะประกาศคะแนน

แม้ทำข้อสอบได้ดี ก็ต้องทำหนังสือได้ดี

          การวิจารณ์หนังสือ 3 เล่มเป็นฐาน Chira Way ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ต้องรู้ให้จริง

          สิ่งสำคัญที่จะทิ้งไว้คือนิสัยรักการอ่าน ถ้าใฝ่รู้มากขึ้น ก็จะสร้างคุณประโยชน์ได้ ควรอ่านหนังสือเพื่อความสนุก จึงจะอยากอ่านต่อ

          Chira Way คือ Learning how to learn เป็นกระบวนการ learn share and care จะฝังไปใน DNA วิเคราะห์โดยการทำงานเป็นทีม แต่เวลาเขียนก็ต้องเขียนจากความเข้าใจของตนเอง

          รุ่น 16 น่าจะได้ตัวตนของอาจารย์จีระมากที่สุด และจะสามารถต่อยอดได้

          สอบครั้งนี้ใช้เวลา 2 ชั่วโมง จะให้โจทย์ 5 ข้อ แล้วเลือกทำ 4 ข้อ ควรเขียนให้ชัดที่สุด Methodology สำคัญที่สุด

คำถาม

คนที่ 1

ขอให้ยกตัวอย่างการตอบข้อสอบ เช่น อธิบาย Tangible กับ Intangible

ตอบ

Tangible คือวัดจากปริมาณ เช่น equation ของ Gary Becker ถ้าการศึกษาเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่

Intangible เช่น ปัญญา ความสุข ทัศนคติ mindset

คนที่ 2

อธิบาย Visible and Invisible

ตอบ

Visible คือ เข้าใจคนลึกซึ้ง มีคุณภาพในการมองคนอย่างลึกซึ้ง

Invisible คือ เห็นคนแต่ไม่เข้าใจ HR มองคนในกฎของตน ไม่ได้มองเป็น Talent Management

เวลาที่มองคน มีวิจัยฮาร์วาร์ดบอกว่า คนสอบสัมภาษณ์เก่งเพราะเตรียมมา ผู้บริหารระดับสูงจึงต้องสัมภาษณ์เอง

ต้องดูศักยภาพคน ว่า เมื่อรับคนมาแล้ว อีก 10 ปีจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่ ควรให้โอกาสลูกน้องเห็นในสิ่งที่เจ้านายได้เห็น

ต้องเรียนรู้จากความล้มเหลว

HR Manager ส่วนหนึ่งก็ได้รับการฝึกไม่ดี ผู้นำต้องฝึกให้ HR มีมุมมองกว้าง มองคนให้ลึกถึงในใจ

ตัวอย่างการสัมภาษณ์งาน Microsoft

ถ้าถามว่า ปั๊มน้ำมันใน Seattle มีกี่แห่ง ควรจะตอบวิธีการคำนวณ เช่น คำนวณจากจำนวนรถ Capacity น้ำมันแต่ละปั๊ม ห้ามตอบว่า ไปหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

คนที่ 3

ทุนแห่งความยั่งยืนและความยั่งยืนแตกต่างกันอย่างไร

ตอบ

8K’s และ 5K’s เป็นพฤติกรรมไปสู่เป้าหมาย

ต้องรักษาสุขภาพ หาความรู้ต่อเนื่อง ถ้าทำ 2 เรื่องสำเร็จ ก็เกิดความยั่งยืน

ความยั่งยืนคือเป้าหมาย

ทุนแห่งความยั่งยืนคือวิธีการ เป็นตัวแปรอิสระอธิบายตัวแปรตามคือความยั่งยืน

ทุนแห่งความยั่งยืนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

อีกตัวอย่างคือ ทุนแห่งความสุขแตกต่างจากความสุข ทุนแห่งความสุขเป็นวิธีการไปสู่ความสุขที่เป็นเป้าหมาย

คนที่ 4

ในการวิเคราะห์ทุนมนุษย์กับผู้สูงอายุ ต้องมองจากมุมมองใด

ตอบ

ในมุม HR Architecture ต้องกล่าวว่า เราละเลยเรื่องคนหลังเกษียณ คนแก่มีหลายชนิดทั้งที่เป็นภาระและคนแก่ที่ยังมีความสามารถในการทำงานอยู่ อาจจะยกตัวอย่างว่า กระทรวงแรงงานควรมีกรมพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ คนอายุมากถ้าทำงานได้ ก็ไม่เป็นภาระเพราะมีประสบการณ์และปัญญา ต้องสร้างค่านิยมนี้ให้คนรุ่นใหม่ทราบ อายุไม่ใช่ตัวแปร

ควรจะขยาย HR Architecture ว่าผู้สูงอายุยังเป็นที่ต้องการของสังคมอยู่ (ในฝั่ง Demand Side) อาจจะยกตัวอย่างคนมีชื่อเสียงที่ยังคงทำงานแม้ยังมีอายุมาก ทุกอย่างขึ้นกับสุขภาพ ทุกคนต้องเตรียมตัวตั้งแต่อายุน้อย

คนที่ 5

ข้อ 12 อนาคตของแรงงานต่างด้าวใน 10 ปีข้างหน้าจะมีประโยชน์อย่างไร อะไรคือจุดแข็งและความเสี่ยง เปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ตอบ

ทรัมป์มองแรงงานต่างด้าวเป็นปัญหาการเมือง  ทำให้คนผิวขาวตกงานส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ขาดความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบัน ในไทยถ้าไม่มีแรงงานต่างด้าว ก็จะขาดกำลังซื้อ

ถ้าเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ ก็มีประโยชน์ แต่ปัจจัยการเมืองอาจจะยังไม่เป็นปัญหามาก อาจจะดูปัญหาทางวัฒนธรรม จะมีการดูแลลูกหลานแรงงานต่างด้าวอย่างไรในด้านสวัสดิการต่างๆ

เรื่องนี้ก็เป็นวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจ อาจทำสำรวจว่า มีแรงงานต่างด้าวกี่เปอร์เซ็นต์ที่ทำงานในอาชีพต่างๆ เช่น  เด็กรับใช้ที่บ้าน ประมง จะมีปัญหาอะไรตามมาหรือไม่

คนที่ 6

ในการวิเคราะห์ The Future of Work ต้องนานแค่ไหน

ตอบ

ควรวิเคราะห์ 10 ปีขึ้นไป โดยเน้นปัญหา เช่น จำนวนคนแก่มากขึ้น จำนวนประชากรเกิดน้อย ปัญหาคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ แรงงานต่างด้าว

ในที่สุดไทยจะเป็นประเทศแรงงานไร้พรมแดน

มี Robotics, Artificial Intelligence มาเกี่ยวข้อง

 

ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

ควรจับประเด็นของแท้และจริงได้

การนัดหมายไปร้านหนังสือ

วันอาทิตย์หน้า จะไปทั้งร้านเอเชียบุ๊คและคิโนะคุนิยะ หลังจากไปดูงานร้านหนังสือแล้ว ควรไปร้านหนังสือบ้าง

อ่านเพิ่มเติม

ลิ้งค์นโยบายด้านการศึกษาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

http://www.moe.go.th/moe/upload/news20/FileUpload/45457-3929.pdf

Inaugural Leadership Forum 1999

http://co1la8ji.gotoknow.org/assets/media/files/000/798/480/original_inauguralleadershipforumsummary.doc

Leadership Forum 2000

http://co1la8ji.gotoknow.org/assets/media/files/000/798/490/original_LeadershipForum2000.doc

Leadership Forum 2001

http://co1la8ji.gotoknow.org/assets/media/files/000/798/485/original_allproceedingleadershipforum2001.doc

Leadership Forum 2002

http://co1la8ji.gotoknow.org/assets/media/files/000/798/486/original_ExecutiveSummaryofLeadershipForum2002.doc

Leadership Forum 2004

http://co1la8ji.gotoknow.org/assets/media/files/000/798/488/original_Leadershipforum2004allproceeding.doc