ครั้งที่1
สรุปเนิ้อหาได้รับจากห้องเรียน
วันนี้เราได้ทราบวิธีการเรียนการสอนของอาจารย์ ซึ่งเน้นหนักในการมีส่วนร่วมในห้องเรียน ปะทะทางปัญญา Learn how to Learn
เรา มีการแบ่งกลุ่มทำ workshop หลังจากได้รับชม เทปอาจารย์จีระและอาจารย์ธงทอง ใน “รายการไทยมุง” ในหัวข้อการศึกษา ซึ่งแง่คิดที่น่าสนใจคือ การศึกษาเริ่มต้นที่ครอบครัว การประเมินการศึกษาควรจัดทำใหม่ ไม่ใช่แค่เกรด หรือใบปริญญา ควรวัดเชิงคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ ประเทศเดินทางผิดมาตลอด มุ่งเน้นจำนวนคนเรียนจบ แต่ไม่มีคุณภาพ ใช้งานไม่ได้ อีกทั้งรัฐควรมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการเรียนนอกระบบ คนในกลุ่มนี้มีมาก และขาดโอกาสการเรียนรู้ กศน มีความสำคัญมาก ที่จะช่วยให้เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษา และสร้างปัญญาให้แก่คนทุกคน นโยบายรัฐเองก็ขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาเช่นกัน การแก้ไขควรแก้ตั้งแต่เชิงนโยบาน สร้างเป็นวาระแห่งชาติ
ครั้งที่ 2
วันนี้ได้เรียนรู้ว่า ทุนมนุษย์นี่เริ่มตั้งแต่ครอบครัว ตั้งแต่เกิด เริ่มตั้งแต่ อาหารการกิน การเลี้ยงดู การให้การศึกษา เหล่านี้อยู่ในเรื่องการปลูก เมื่อถึงเวลาเติบโตขึ้นก็สามารถมีทุนมนุษย์ที่ดีพร้อมที่จะทำงานเพื่อสังคม เพื่อองค์กร เพื่อประเทศชาติ เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว
อาจารย์ได้สอน ทฤษฎี 4 L’s (Learning Methodologies, Learning Environment, Learning Opportunities, Learning Communities) ในเรื่องนี้หลักคือเน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางด้านการศึกษาซึ่งเป็นรากฐานการสร้างคนเพื่อการพัฒนา และมีความสุขในการเรียน สังคมไทยไม่ค่อยมีเรื่องนี้ คนไม่กล้าแสดงความคิด หน่วยงานรัฐมักจะสื่อสารทางเดียว คนต้องเดินตาม แม้ในห้องเรียน เราก็ไม่สามารถเห็นต่างจากครูผู้สอนได้ โดยภาพหลัก การเรียนรู้ในไทยมีอุปสรรคจากระบบอาวุโส และอัตตา การเรียนรู้จึงมักไม่เกิดขึ้นในสังคมของเรา
ผมได้แง่คิดเพิ่มว่า จริงที่ว่าเราควรเลือกคนดีมีศีลธรรมมาทำงานก่อน เพราะความเก่งฝึกง่าย ศีลธรรม คนดี ฝึกยาก เพราะทุนที่มาต่ำ เราอาจต้องเปลืองทุนอื่นๆมากขึ้น โดยความเสี่ยงที่เก็บเกี่ยวไม่ได้มีสูงมาก คนดีมีศีลธรรม เราสามารถเพิ่มทุนอื่น อย่างต่อเนื่องได้ และเก็บเกี่ยวได้ผลที่ดีกว่า การสร้างทุนทางศีลธรรมดังกล่าวนี้ต้องสร้างกันตั้งแต่เด็ก และสร้างอย่างต่อเนื่อง
ครั้งที่ 3
การพัฒนาทุนมนุษย์นั้น อาจารย์ไม่ได้มองแค่การศึกษา ยังคงประกอบด้วยไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ จริยธรรม ความสุขในชีวิต ทั้งหมดนี้ควรพัฒนาทั้ง 8Ks 5Ks
คุณพารณ และท่านอาจารย์มีแนวคิดที่เหมือนกัน กล่าวคือ การพัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ
แนวคิดของท่านอาจารย์จีระมีความเพิ่มเติมในแง่ การเรียนรู้เป็น Lifetime การเรียนรู้มีตั้งแต่วัยเด็กไปสู่วัยชรา แนวคิดของท่านยังสามารถนำไปประยุกต์ให้เกิดเป็นนโยบายชาติได้อย่างเป็นรูปประธรรม
ครั้งที่ 4
แนวคิด 8K’s และ 5K’s และ Gary Becker
Gary Becker ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ทุนมนุษย์ในช่วงแรกๆ ที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้โดยเน้นไปที่การศึกษาเท่านั้น ทำวิจัยในเชิงเรียนมาก รายได้จะสูงตาม
แต่ในโลกปัจจุบันที่บริบททางสังคมเปลี่ยน ท่านอาจารย์ได้สร้างทฤษฎีที่จับต้องได้อย่างชัดเจนมาเพิ่มสิ่งที่ Becker ขาดหายไปนั่นคือ
8K’s +5K’s
การมีแค่การศึกษาไม่สามารถทำให้ทุนมนุษย์สมบูรณ์ได้ จากสิ่งที่อาจารย์กล่าว ทำให้ผมคิดได้ว่า การเรียนเป็นแค่หนึ่งในทุนมนุษย์ อีกทั้งการเรียนไม่ใช่โรงเรียน การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ปริญญาไม่ได้แปลว่าคนคนนั้นมีทุนมนุษย์สมบูรณ์ ทุนทางปัญญาที่จะต่อยอดสิ่งที่เรียน ทุนทางจริยธรรมที่ทำให้มนุษย์ดีงาม ทุนความสุขซึ่งทำให้ชีวิตคือชีวิตที่ดี และทุนอื่นๆ
ทุนทั้งหมดนี้มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ในฐานะผู้นำ ต้องเพิ่มทุนเหล่านี้ให้องค์กร และบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การนำความสำเร็จสำคัญ ความยั่งยืนในความสำเร็จนั้นสำคัญกว่า ดังนั้นทุนมนุษย์ต้องได้รับการพัฒนาทุกด้าน
ครั้งที่ 5
HR Architecture เชื่อมโยงกับทฤษฎีต่างๆ ของอาจารย์
ทุนมนุษย์เป็นตัวแปรตาม มองภาพใหญ่ (Macro) ไปสู่ Micro ต้องรู้ HR Architecture ตัวอย่างเรื่องระดับ Macro มีการจ้างงานซึ่งสำคัญอย่างยิ่ง เช่น การตัดสินใจขึ้นภาษีสินค้านำเข้า เหล็ก เพื่อเพิ่มการจ้างงานให้คนในประเทศ แต่ในความเป็นจริงทำให้คนอเมริกาเองเสี่ยงต่อการใช้สินค้าราคาแพงขึ้น และไม่กระทบการจ้างงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ ดังนั้นการวางแผนเรื่องทุนมนุษย์ต้องมองอย่างรอบด้าน
ผมเรียนรู้ทฤษฎี 3 วงกลม เอาชนะอุปสรรคเล็กๆ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทำเล็กๆ ชนะเล็กๆ และต่อเนื่องไปตลอด
ครั้งที่ 6
วิจารณ์หนังสือ พลังแห่งคุณธรรม จริยธรรม และการสร้างเครือข่าย Networking
คนไทย ไม่ค่อยยกย่องคนดี เอาแต่ต่างชาติเป็นแบบ ทำให้คนดีมีคุณธรรม ไม่ค่อยได้เป็นที่รู้จัก
เราควรส่งเสริม แก้ไข ปลูกฝังทัศนคติ ให้คนยกย่องคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม สร้างต้นแบบในสังคม
ผมมีความความประทับใจ และตระหนักรู้ถึง Ethical Capital มากขึ้น ซึ่งสามารถทำให้สังคมดีงาม ยั่งยืนได้
Networking and Partnership เป็น Social Capital
ผมคิดถึงการมีเพื่อนฝูง และการพัฒนาเติบโต เชื่อมโยงไปด้วยกันมาตลอด อาจารย์ได้กล่าวได้ตรงใจผมมากในแง่ การจะสร้างเครือข่ายที่ดี จะต้อง.. คบหาสมาคมกับคนหลายๆ กลุ่ม มีทัศนคติที่พร้อมจะเรียนรู้ และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น มีโลกทัศน์ที่กว้าง มีบุคลิกที่เข้ากับคนได้ง่าย เตรียมตัวศึกษาบุคคลที่เราอยากจะรู้จัก
สิ่งที่ผมต้องคิดเพิ่มเติมคือ ทำอย่างไรให้ Social Capital ไม่ขัดแย้งกับ Ethical Capital ซึ่งคงเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ในอุดมคติ และสวยงาม หากสามารถ Balance ทั้งสองทุนนี้ได้
ครั้งที่ 7
เรื่องสังคมการเรียนรู้ กรณีศึกษา สัมภาษณ์ Peter Senge กรณีศึกษากฟภ. และสังคมการเรียนรู้ทฤษฎี 4 L’s
การพัฒนาองค์กรการเรียนรู้
องค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าจะอยู่ในโลกที่มีการแข่งขันได้ จะต้องเกิดการทำงานที่มีคุณภาพสูง จาก Good อาจจะไปสู่ Great พนักงานต้องมีความภาคภูมิใจและมีความสุขในการทางาน การทำงานอย่างยั่งยืน
Training VS Learning
โดยมากไม่ได้ทำอย่างจริงจัง และไม่ทำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งไม่ค่อยมีการเชื่อมต่อยังคนอื่น หน่วยงานอื่น ผู้บริหารมองการปลูกเป็นทุน และต้องการเก็บเกี่ยวระยะสั้นๆ ซึ้งองค์กรที่เป็น LO ผู้บริหารต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อน
กฎของ Peter Senge
-Personal Mastery รู้อะไร รู้ให้จริง ปัญหาคือ คนรู้ผิวเผิน แล้วคิดว่าตัวเองรู้จริง
-Mental Models มีแนวคิดอันหลากหลาย
-Shared Vision มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อนำพาองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน
-Team Learning เรียนรู้ร่วมกัน พัฒนาความคิด ฝึกฝน ปะทะกันทางปัญญาร่วมกัน
-System Thinking คิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีการมองอย่างเป็นแบบแผน
สังคมการเรียนรู้กับทฤษฎี 4L’s
-Learning Methodology มีวิธีการเรียนรู้ที่ดี
-Learning Environment สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
-Learning Opportunities สร้าง/เกิดโอกาสจากการเรียนรู้ ปะทะกันทางปัญญา
-Learning Communities สร้าง/เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ คิดว่าได้อะไรจากที่เรียนมา กัดไม่ปล่อย ติดตามใกล้ชิด
3L’s
-Learning from pain เรียนรู้จากความเจ็บปวด
-Learning from experiences เรียนรู้จากประสบการณ์
-Learning from listening เรียนรู้จากการรับฟัง
ครั้งที่ 8
การนำเสนอหนังสือ Shift Ahead
นำเสนอหนังสือ Shift Ahead บทที่ 2 และ 3
ในการเรียน ผมได้เรียนรู้ว่าการประสบความสำเร็จใดใดนั้น ต้องมาพร้อมความยั่งยืนด้วย การที่จะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั้น องค์กร คนในองค์กร ผู้นำในองค์กร วัฒนธรรมในองค์กรนั้น จะต้องพร้อมที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ เปลี่ยน ก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน
หนังสือ และการถกกัน ทำให้ผมนึกถึง Case Study หนึ่ง คือ Nokia ซึ่งเป็นผู้นำในการทำโทรศัพท์ และมั่นใจในตัวเองตลอดมาว่าเราคือผู้นำ โดยลืม และไม่เรียนรู้ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ จนวันหนึ่ง Iphone ก็ได้เข้ามาแทนที่ และเปลี่ยนโฉมหน้าโลกไปตลอดการ ผมยังคงเฝ้าดู Iphone ในยุคที่ไม่มี Steve Job ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอีก และองค์กร Apple จะรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ยังจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่อีกไหม
ผู้นำองค์กร เป็นส่วนสำคัญในเรื่องนี้ ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เปิดรับความรู้ การเปลี่ยนแปลงในโลก ไม่มีอัตตายึดติดใดใด เป็นคนนำ Outside มาปรับเปลี่ยน Inside เพื่อให้ความสำเร็จพัฒนา อย่างยั่งยืน
ครั้งที่ 9
เยี่ยมชมร้านหนังสือ Asia Book และ Kinokuniya บ้านอาจารย์จีระ
วันนี้เป็นวันที่ดีที่ได้มาเยี่ยมร้านหนังสือพร้อมท่านอาจารย์ ท่านได้ให้ความรู้การเลือกหนังสือ สิ่งที่ผมสนใจคือ ผมจะพาลูกเข้าร้านหนังสือบ่อยๆ เพื่อสร้าง Learning Habit ให้ฝังลงไปใน Subconscious จากนั้นพวกเรานักศึกษาได้มีโอกาสไปบ้านอาจารย์เพื่อพูดคุยสิ่งที่ได้เรียนมาทั้งหมด
ผมกลับออกจากบ้านอาจารย์พร้อมความรู้สึกเปี่ยมล้นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เรียนรู้ต่อไป อย่างต่อเนื่อง ซึ่งนำมาซึ่งความสำเร็จที่มากขึ้น และยั่งยืน
ขอบคุณครับ ท่านอาจารย์ของผม
ชาคร ตะยาภิวัฒนา