เราต่างรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถซ่อนซุกอยู่ใต้ปีกพ่อแม่ได้ตลอดเวลา ฉะนั้นไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเหน็บหนาวแค่ไหน แต่ถ้าถึงเวลาไป ก็ต้องไป

สี่ห้าปีหลัง, ผมชอบที่จะอ่านความเรียง สารคดีมากกว่าวรรณกรรมประเภทอื่นๆ
หรือนานทีปีหนถึงจะหยิบจับ "นวนิยาย" มาอ่าน โดยเฉพาะนวนิยายที่ออกในแนวพื้นถิ่น มีกลิ่นอายเชิงวัฒนธรรมให้ได้ขบคิดตามท้องเรื่อง รวมถึงหวนคิดทบทวนกลับสู่ "วัฒธรรมท้องถิ่นของตัวเอง"




สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมจัดแจงแต่งเวลาเกี่ยวกับการอ่านหนังสือให้กับตัวเอง คราวนี้หยิบเอา "ไปตามเส้นทางของเรา" ของวรพจน์ พันธุ์พงศ์มาอ่าน

สารภาพว่าชอบหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว แต่ไม่พร้อมที่จะถือครอง จึงปล่อยให้ล่องไหลไปตามวันเวลาร่วมห้าปีเลยทีเดียว กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 จึงปลงใจคว้ามาเป็นเจ้าของ-


ไปตามเส้นทางของเรา, เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 (2551) โดย openbooks มีทั้งหมด 14 เรื่องในรูปลักษณ์ความเรียง-สารคดี-บทสัมภาษณ์




ผมชอบงานของ "วรพจน์ พันธุ์พงศ์" มานานและติตดามอ่านมาเป็นระยะๆ ถึงแม้ระยะหลังงานจะข้นเข้มในเชิงการเมืองอยู่บ้าง แต่ก็ชอบที่จะอ่าน เพราะผมรู้ดีว่าคำว่า "ชอบ" ของตนเองคืออะไร -

เรื่องทั้งเรื่อง ผมอาจจะชอบเพียงไม่กี่ถ้อยความ หรืออาจชอบทั้งเรื่อง หรือเกือบทั้งเรื่อง แต่ทั้งปวงผมชอบผมก็จะมีเหตุผลของผมเองเสมอว่า ทำไมถึงชอบ !

หนังสือคืองานศิลปะ - หน้าที่ผู้เขียนเสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่เขียนหนังสือ จะด้วยวัตถุประสงค์ใดก็เถอะ ผู้อ่านคือคนที่จะทำให้หนังสือเดิทางต่อไปอย่างไร เรื่องบางเรื่องเมื่อเราอ่านแล้ว เราอาจไม่ได้แก่นคิดเฉกเช่นวัตถุประสงค์ของนักเขียน แต่กลับอาจได้มุมคิดใหม่ๆ คนละเรื่องเลยก็เป็นได้ - ซึ่งผมก็ไม่คิดว่า "ผิด"




ผมชอบงานของ "วรพจน์ พันธุ์พงศ์" ด้วยหลายเหตุผล อาทิ กลิ่นอายกวีในถ้อยความ มุมมองต่อเรื่องนั้นๆ ที่มักเบิ่งมองหลากมุม หรือกระทั่งตรงดิ่งมุมเดียว หรือตรงแบบละมุมละไม จนพลอยให้รู้สึกว่าถึงแม้เรื่องจะดูหนักหน่วงแต่กลับมีอารมณ์โรแมนติก-คลาสสิคอยู่ในที

อ่านทีไร เห็นมุมที่หลากหลายของ "โลกและชีวิต" ไปในตัว

ครับ, นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมคัดลอกมาแบ่งปัน




ถ้าสามารถเปลือยกายได้ตลอดเวลาสันติสุขจะอยู่คู่กับโลกชั่วกัลปาวสาน แต่ความจริงโลกนี้มีทั้งร้อนและหนาวไม่ว่าจะอย่างไร เสื้อก็เป็นสิ่งจำเป็น และมีอิทธิพลเชิงความคิด
สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตปุถุชนก็คือการเลือกเสื้อ
คิดเอง เลือกเอง ไม่ใช่รอรับบริจาค หรือถูกยัดเยียดให้สวมใส่

(สีเสื้อที่เราสวม)


ความเงียบมิได้หมายถึงปกปิดหากบางทีกลับหมายถึงการสื่อสารอย่างหนึ่ง...

คนทุกคนมีด้านมืด และการจริงใจกับเพื่อนหรือคนรักก็ไม่แปลว่าต้องเล่าทุกเรื่องตรงกันข้าม อาจบางทีต้องเหยียบด้านมืดนั้นไว้ ทำใจแกล้งลืมๆ ไปเสียบ้างและขับเคี่ยวตัวเองให้เดินไปบนวิถีแห่งแสงสว่าง

ไม่ว่าการสื่อสารของโลกจะเจริญก้าวหน้าไปเพียงไรในบางเรื่องความพร่าเลือนคุลมเครือก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะมนุษย์ต้องเว้นที่ว่างไว้สำหรับจินตนาการ

(สื่อสารกันมากเกินไปหรือเปล่า)




ถ้าไม่เคยหนาว บางทีเราก็มองไม่เห็นความงามของแสงแดด

(

หนาว)<p>
</p><p></p><p>ผมเชื่อว่าขอทานก็มีศักดิ์ศรีและจรรยาบรรณในแบบของเขา ขอทานดีๆก็มี ขอทานชั่วๆ ก็มาก เหมือนนักการเมือง ครู พระสงฆ์ และในทุกสังคมที่มีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกัน </p><p>(คืนนี้ตัวกับใจไม่ตรงกัน)



ไม่มีใครไม่รู้ในพิษสงของสงคราม ว่าที่จริงก็ไม่น่ามีใครในโลกที่รักสงคราม แต่การรบราฆ่าฟันก็ยังเกิดขึ้นเป็นปกติจากซีกโลกนี้บ้าง โลกโน้นบ้าง ไม่เคยหยุดหย่อน
ปีกอิสระของนกป่าอธิบายถึงความสุขสงบสันติและเสรีภาพตลอดเวลาน่าแปลกว่าทั้งที่มองเห็นอยู่ทุกค่ำเช้า ทำไมคนเราจึงไม่เกิดการเรียนรู้

แม่น้ำไหลเย็น แต่นั่นยังไม่ได้ครึ่งในหัวใจผู้คนที่ยังหวาดหวั่นสั่นสะท้าน
ปีกอิสระของนกป่าบินไปมาได้ทั้งสองฝั่งน้ำเช่นเดียวกับไก่ป่าฝั่งพม่าที่ขันสลับตอบรับไปมากับไก่ป่าบ้านฝั่งไทยผมไม่แน่ใจว่าพวกมันพบความลับใดในการดำรงอยู่และยิ่งไม่รู้ว่าทำไมผู้คนจึงค้นหาความรักในมนุษยชาติด้วยกันไม่เคยเจอ

(สาละวิน : ความงดงามในท่ามกลางความขัดแย้ง)
</p><p>
</p><p>
</p><p></p><p>
</p><p>
</p><p>มองๆ ไปนับวันดวงไฟบนพื้นดินก็ยิ่งไม่ต่างจากดวงดาวแปลกอยู่บ้างที่คนบนพื้นดินก็ใฝ่ฝันตะเกียกตะกาย อยากสัมผัสวิถีแห่งดาวขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่บินอยู่เหนือระดับน้ำทะเลไม่รู้กี่พันฟีตกลับใคร่คำนึงถึงบ้านเล็กๆ และซอมซ่ออยู่ชานเมือง
</p><p>ดูเหมือนไม่เคยเลยที่มวลสารขนาดกว้างคืบ ยาววาอันชื่อว่ามนุษย์จะรู้จักรับและพอใจในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ </p><p>(แสง สีและชีวิต)</p><p>
</p><p>
</p><p></p><p>วัยหนุ่มสาวคงมีสัญชาตญาณบางอย่างแอบซ่อนอยู่ เพราะในความกลัวเราก็กลัวที่จะลอง ในอารมณ์ถวิลหาพ่อแม่พี่น้องหัวใจเรากลับเรียกร้องให้เดินออกไปจากบ้าน ไปค้นหาดินแดนแปลกใหม่ที่ไหนสักแห่ง </p><p>เป็นไปได้, ลึกๆ แล้ว เราต่างรู้ดีว่าไม่มีใครสามารถซ่อนซุกอยู่ใต้ปีกพ่อแม่ได้ตลอดเวลาฉะนั้นไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเหน็บหนาวแค่ไหน แต่ถ้าถึงเวลาไป ก็ต้องไป </p><p>(สิ่งนั้นคือการเดินทาง)


ค่านิยมผู้ใหญ่เป็นอย่างนั้น เขาอยากให้ลูกหลานมีการงานประจำ ซึ่งดูมั่นคงกว่าการจับปลาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เหนืออื่นใดคือการเป็นที่รู้กันว่าก่อนหน้านี้ คนในเมืองมักมองชาวเลด้วยหางตา หาว่าเป็นคนชั้นล่าง เป็นพวกเร่ร่อน ไม่มีความเจริญ…
ชาวนาทำนาอยู่ทุกวัน แต่ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ชีวิตบัดซบเรื่อง “ขายข้าวเปลือกไม่ได้ราคา แต่ข้าวสารโคตรแพง” ยังมีอยู่ทุกยุคสมัย เช่นเดียวกับวันฟ้าฝนลมแรง ชาวเลออกเรือไม่ได้ อยากกินปลาแค่ไหนก็ต้องอดทนอดกลั้น

(ฟุตบอลชายหาด ตลาดปลา เด็กชายฟันขาว และผู้เฒ่าทะเล)
</p><p>



</p><p>
</p><p></p>….
10 ธันวาคม 2558
มหาสารคาม