สองยามครึ่ง ผมยังนอนไม่หลับ

หันมองไปทางด้านหนึ่งของเตียงนอน ก็ได้เห็นเจ้าเปี๊ยกนอนหลับอยู่ หน้าตาของมันช่างสละสลวยนัก (พ่อแม่มักจะคิดว่าลูกตัวเองหน้าตาดีเสมอ ตามทฤษฎี love at first sight) มองหน้าลูกทีไรก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที

รักมันเหลือเกิน

.............................

ผมจำไม่ได้ ว่าทำไมจึงไม่ยอมจองตั๋วเพื่อดูละครเวทีเรื่อง "โหมโรง"

อาจจะเป็นเพราะว่า มันไม่ได้ถูกจัดขึ้นที่เวทีรัชดาลัย เวทีที่ผมคุ้นเคย ไปง่าย จัดการเวลาตัวเองได้ตามตารางของรถไฟฟ้า หรือเพราะไม่ใช่ฝีมือของ บอย ถกลเกียรติ คนทำละครเวทีที่ผมติดตามมาเรื่อยๆ หรือเพราะไม่ว่างจะไปดู อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้นถึงวันหนึ่งจึงรีบรุดเข้าไปเพื่อจองตั๋วเพราะหัวใจมันบอกว่าอยากดูจึงรู้ว่า โหมโรงได้ลาโรงไปแล้ว มาเสียดายเอาตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปพร่ำเพ้อบอกกับใครนอกจากการก่นด่าต่อว่าตัวเอง

สำหรับคอละครเวทีอย่างผม ถือว่า น่าเสียใจและเสียดาย

เมื่อราว ๒ สัปดาห์ที่แล้ว มีรุ่นพี่มาถามผมว่า จะมีละครเวทีเรื่อง "ฟ้าจรดทราย" มาแสดงใหม่หรือ

เพียงแค่คำถาม ผมก็รู้สึกได้ถึงความตื่นเต้น

ละครเวทีเรื่องนี้มีตวามหมายกับผมมาก

เมื่อ ๙ ปีที่แล้ว ผมรู้ว่ามีคนจัดแสดงละครเวทีในเมืองไทย มีคนทำละครเรื่องฟ้าจรดทราย นิยายเรื่องโปรดที่ผมเคยอ่านเมื่อครั้งเป็นวัยรุ่นขนาดนักเรียนแพทย์ (มันคงจะนานมาก) แต่เมื่อรู้ว่ามีละครเวที ผมก็รู้ผ่านการฟังเพลงประกอบละครตอนอยู่สิงคโปร์ นั่งฟังเสียงของนัท มีเรีย ร้องเพลงเอกตอนที่ผมนั่งอยู่ในร้านกาแฟแมลงดาวริมอ่าวสิงคโปร์ใกล้ๆกับ merlion (ผมบันทึกเอาไว้ใน https://www.gotoknow.org/posts/109748 ) แต่นั่นก็เป็นเพียงความเพ้อเจ้อที่ผ่านเลยไป เพราะถึงอยากจะมาดูมากเพียงใด ก็ได้แค่เพียงนั่งฟังเพลงประกอบละครต่อไป

หลังจากกลับมาจากการเรียน เมื่อมีโอกาสก็จะแวะมาดูละครเวทีเสมอ

อันที่จริงจะเรียกว่าแวะมาดูก็คงไม่ถูกนัก เพราะว่าผมมักจะต้องจองตั๋วเครื่องบินขึ้นมาดูอย่างตั้งใจ หรือไม่ก็อาศัยช่วงที่มาประชุมแล้วจองตั๋วพ่วงมาด้วยเลย เรียกว่าได้ทั้งงาน ได้ทั้งบันเทิง

ความจริงที่สังเกตได้อีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าการชอบดูละครเวทีก็ติดมาในสายเลือดด้วย จะเรียกว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็อาจจะไม่ผิด เพราะเจ้าจ้าก็เกิดมาจากการมีเพศสัมพันธ์ของผมกับแม่ของมัน เธอรักการเสพศิลปะมากพอๆกับพ่อของเธอ และน้องจ้าก็ผ่านการดูละครเวทีมาตั้งแต่อายุ ๕ ขวบ และดูมาเรื่อยๆเมื่อมีโอกาส

เพียงแต่เรื่องนี้ "โหมโรง" เจ้าจ้ากลับไม่อยากมาดูโดยไม่บอกว่าเป็นเพราะเหตุใด หรือนี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมไม่ยอมจองตั๋วเรือบินเพื่อขึ้นมาดูละครเวทีเรื่องนี้

.......................................................

ครั้นเพียงเมื่อรู้ว่า "โหมโรง" จัดการแสดงเป็นครั้งท่ี ๒ ที่มีการบันทึกในโฆษณาว่า restage และมันปรากฎต่อหน้าผมในขณะที่กำลัง search ดูว่า "ฟ้าจรดทราย" มีการเปิดแสดงหรือไม่ จึงได้รู้ว่า ไม่มีหรอก ฟ้าจรดทรายน่ะ แต่โหมโรงได้ถูกจัดการแสดงขึ้นมาอีกครั้ง

เพียงแค่นี้ก็มากพอที่จะทำให้หัวใจผมได้โลดแล่นไปตามเสียงระนาดของนายศรไปเสียแล้ว

"จ้าจะดูมั้ยลูก" ผมถามออกไป

"ไม่เอา จ้าไม่ชอบละครแบบนี้ จ้าไม่ชอบดูคนตีระนาด" เธอตอบออกมาเหมือนเมื่อครั้งที่ผมเคยถามเธอไปก่อนหน้านี้

"แน่ใจนะ" ผมถามย้ำออกไป เพียงเพื่อจะได้รับคำตอบที่ลูกเปลี่ยนใจ แต่นั่นก็เป็นการคาดคะเนที่ผิด เพราะเธอยังคงยืนยันว่า "จ้าไม่ชอบดูคนนั่งเล่นเครื่องดนตรีแบบนั้น"

และท้ายที่สุด ผมก็จองที่นั่งเพื่อดูละครเวทีเรื่องนี้เพียงคนเดียว ผมไม่อยากจะพลาดโอกาสนี้ไปอีกแล้ว

..................................

เสียงการเคลื่อนไหวตัวของลูกขณะนอนหลับ ยังทำให้คนเป็นพ่ออย่างผมต้องหันกลับไปมองทุกครั้ง

จำได้ว่า สมัยก่อนที่นอนชิดตัวลูกนั้น ผมต้องแอบเอามือไปอังกับหน้าผากลูกอยู่เสมอ เพื่อประเมินดูว่าลูกมีไข้หรือไม่ ตัวอุ่นกว่าปกติไหม หายใจเร็วไปหรือเปล่า ความวิตกว่าลูกอาจจะไม่สบายกลับกลายเป็นความเคยชินของคนเป็นพ่ออย่างผมไปอย่างไม่รู้ตัว

...................................

"โหมโรง" ละครเวทีเรื่องนี้ถูกจัดแสดงที่โรงละครสยามพิฆเนศ ในห้างสยามสแควร์วัน มันเดินทางมาได้ง่ายกว่าที่คิด จากสถานีรถไฟฟ้าสยามก็เดินเข้าห้างได้เลย แถมละแวกนั้นยังมีอะไรให้ได้ดูมากมาย กินได้ ดื่มได้ ดูดได้ เรียกว่ากว่าจะเข้าไปดูละครเวที ก็มีกิจกรรมอื่นๆเพลินเชียว

"โหมโรง" ไม่ทำให้ผมผิดหวัง

ละครเวทีเรื่องนี้ผ่านการจัดการอย่างมีมาตรฐาน และมาตรฐานที่ถูกวางไว้มันสูงเสียด้วย ทั้งทักษะการแสดงของนักแสดง การเล่นระนาดเป็นจริงๆของนักแสดง การเลื่อนเปลี่ยนฉากที่สุดอลังการและเก็บรายละเอียดได้อย่างลึกซึ้ง จึงไม่แปลกที่ผมจะนั่งดูไปร้องไห้ไปกับหลายช่วงตอน ทั้งอินกับเนื้อหา อินกับการจัดแสง บรรยากาศ และอีกหลายๆอย่าง จะว่าไปก็ร้องไห้เกือบทั้งเรื่อง

ตอนที่นายเปี๊ยกยิงตัวตายเพราะความกดดัน ความสูญเสียสิ้นหวัง ท้อแท้ น้ำตาผมร่วงเปาะ

ตอนที่นายศรเข้าไปกราบขุนอินเพื่อขอขมา แสดงความอ่อนน้อม กตัญญู ไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน น้ำตาผมร่วงเปาะ

ตอนที่ท่านครูได้เล่นระนาด ขณะที่ผู้พันเดินออกจากบ้าน ชาวบ้านมานั่งฟังดนตรี ผู้พันหยุดฟัง น้ำตาผมหลั่งริน

ตอนที่ท่านครูกำลังจะเสียชีวิต ท่านชูสองมือทำท่าตีระนาด และเสียชีวิต น้ำตาผมร่วงพรู

"โหมโรง" ไม่ได้ดูชาตินี้ แล้วจะรอไปดูชาติไหน

....................................

เสียไอของลูกติดๆกันทำให้ผมต้องลุกลงจากเตียงเข้าไปดูใกล้ๆ

เจ้าเปี๊ยกของผมมันเป็นหวัดมาราวสัปดาห์ ผมบังคับให้เธอล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ อาการน้ำมูกไหลและคัดจมูกก็ดีขึ้นตามลำดับ ผมวัดอุณหภูมิลูกโดยการเอาแก้มไปประกบกับแก้มยุ้ยๆของมัน

"เย็นเป็นปกติ" เลยถือโอกาสจูบมันอีกฟอดใหญ่

ธนพันธ์ ชูบุญอินกับเดอะมิวสิคัลเสมอ

๒๔ พย ๕๘

(เขียนกันข้ามวันเลย)