หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน (หมู่บ้านนาโยน) : อีกหนึ่งความต่อเนื่องของการบริการวิชาการและงานวิจัยสู่ไร่นา

อาจนับได้ว่าการดำเนินการโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนในวาระของการสร้างชุมชนต้นแบบนาโยนในระยะที่ 1 คืออีกหนึ่งแนวทางของการนำชุดความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การรับใช้สังคม หรือเรียกเป็นวาทกรรมสั้นๆ ว่า “วิจัยสู่ไร่นา” อย่างไม่ต้องกังขา

โครงการขยายผลการทำนาโยนกล้าและการจัดการเป็นต้นแบบหมู่บ้านนาโยน (ระยะที่ 1) ณ บ้านกุดหัวช้าง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ซึ่งมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัณฑนา นครเรียบ จากสาขาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบหลักฯ เป็นอีกหนึ่งในภารกิจ “การบริการวิชาการแก่สังคม ที่เพียรพยายามสร้างกระบวนการเรียนรู้คู่บริการร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องมาในรอบ 3-4 ปี




โครงการดังกล่าวนี้ขับเคลื่อนภายใต้นโยบายเชิงรุกของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในชื่อโครงการ หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน อันเป็นงานบริการวิชาการแก่สังคมที่มุ่งให้มหาวิทยาลัยได้นำองค์ความรู้ในวิชาชีพไปบูรณาการกับภาคีต่างๆ เพื่อพัฒนาสังคมและชุมชนบนฐานคิดของการ “เรียนรู้คู่บริการ” หรือการ “ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม” ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางของการปฏิรูปการเรียนรู้ตามปรัชญา การศึกษาเพื่อรับใช้สังคม ด้วยการให้นิสิต (ผู้เรียน) ได้มีส่วนร่วมในการบริการวิชาการผ่านองค์ความรู้ภาคทฤษฎีที่กำลังศึกษาเล่าเรียน โดยใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้




2555-2556 : บุกเบิกการทำนาแบบโยนกล้า

โครงการขยายผลการทำนาโยนกล้าและการจัดการเป็นต้นแบบหมู่บ้านนาโยน (ระยะที่ 1) มีพัฒนาการจากโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนเมื่อปี 2555-2556 ณ บ้านห้วยชัน ต.ขามเขียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ประกอบด้วยรูปแบบการเรียนรู้คู่บริการสำคัญๆ คือ การปลูกข้าวแบบโยนกล้า การผลิตปุ๋ยชีวภาพจากเศษวัสดุเหลือใช้ การเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งเพื่อกำจัดหอยเชอรี่ การผลิตน้ำส้มควันไม้เพื่อกำจัดแมลง พร้อมๆ กับการสร้างครัวเรือนต้นแบบ หรือกลุ่มคนต้นแบบ (วิทยากรชุมชน) เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพากันเองและดูแลตนเองร่วมกันให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เฝ้ารอการช่วยเหลือจากภาคส่วนภายนอกอย่างมากมายเหมือนที่ผ่านมา




2557 : ขยายผลโดยชุมชนเพื่อชุมชน

ภายหลังขับเคลื่อนสองปีต่อเนื่อง ณ ชุมชนบ้านห้วยชัน จึงขยายผลสู่ชุมชนในละแวกใกล้เคียง คือ “บ้านดอนนา” (ต.ขามเขียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) ที่มักจะประสบปัญหาเดียวกันคือปลูกข้าวแล้วเก็บเกี่ยวไม่ทันอันเป็นผลพวงของ “น้ำท่วม” หรืออุทกภัยที่เกิดขึ้นอยู่อย่างถี่ครั้ง รวมถึงปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตข้าวที่สูง อันเนื่องมาจากปัญหาคล้ายๆ กัน เช่น แรงงาน ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ยเคมี

ด้วยเหตุนี้การเรียนรู้คู่บริการในปี 2557 จึงเป็นการนำชุดความรู้จากพื้นที่บ้านห้วยชันมาขยายผลในชุมชนใหม่ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน เป็นการเชื่อมโยงทีมวิทยากรชุมชนจากหมู่บ้านห้วยชันมายังหมู่บ้านดอนนา เพื่อสร้างระบบและกลไก “ชุมชนเพื่อชุมชน” (ชุมชนบริการชุมชน)กล่าวคือ กระตุ้นให้ชุมชนได้เกิดการรวมกลุ่มพึ่งพาตนเองอย่างเข้มแข็ง ผ่านการแบ่งปันความรู้และแรงงาน หรืออื่นๆ รวมถึงการสร้างเวทีให้ชุมชนได้มีการ “จัดการความรู้” ร่วมกันบนชุดความรู้ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ กับทุนทางสังคมที่ชุมชนมีอยู่แล้วในรูปของ “ปัญญาปฏิบัติ” หรือ “ภูมิปัญญาท้องถิ่น”




บูรณาการวิจัย การเรียนการสอน สู่การบริการสังคม

ผลลัพธ์การเรียนรู้คู่บริการอย่างมีส่วนร่วมจากปี 2555-2557 ไม่เพียงค้นพบชุดความรู้ว่าด้วยการทำนาแบบโยนกล้า (นาโยน) หรือระบบและกลไกของการสร้างครัวเรือนต้นแบบและวิทยากรชุมชนเพื่อให้ชุมชนได้บริการชุมชนด้วยตนเองเท่านั้น แต่ยังพบว่าชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าทางการผลิตเฉลี่ยไร่ละ 2,000-3,000 บาท เนื่องเพราะสามารถลดรายจ่ายจากกระบวนการผลิตต่างๆ เช่น ลดทอนงบประมาณจากการซื้อปุ๋ยเคมีแต่หันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์แทน ลดภาระการจ้างงานด้วยการไถการปักดำ หรือการหว่านมาเป็นการโยนกล้าที่ประหยัดทั้งงบประมาณ จำนวนเมล็ดพันธุ์และการจ้างงาน โดยมีระบบการ “ลงแขกเกี่ยวข้าว” ร่วมกัน และเก็บเกี่ยวผลผลิต (ข้าว) ได้เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม




นอกจากนี้ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการฯ ยังมีไข่เป็ดเพื่อบริโภค-แบ่งปันและจำหน่ายเฉลี่ยวันละ 20 ฟอง รวมถึงสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการฟื้นฟูผ่านระบบและวิธีการของการเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้าง “พื้นที่สีเขียว” คืนกลับให้ผู้คนและชุมชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทั้งนี้ทั้งนั้นผลลัพธ์ขั้นต้น ไม่ได้ประเมินผ่านระบบและกลไกโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนอย่างเดียว แต่มีกระบวนการ หรือวิธีการประเมินผลผ่านงาน “วิจัยของนิสิต” (ระดับปริญญาตรี) ที่เป็นนวัตกรรมอีกหลายชิ้นที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างระหว่างงานบริการวิชาการแก่สังคมกับการเรียนการสอนที่ใช้นิสิตและชุมชนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงงาน วิจัยเพื่อชุมชน (วิจัย มมส เพื่อชุมชน : ปีงบประมาณ 2557) โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัณฑนา นครเรียบ ในชื่อ “การเปรียบเทียบผลที่ได้จากการทำนาแบบโยนกล้า การทำนาดำและการทำนาหว่าน”





2558 : ต่อยอดสู่ชุมชนชนต้นแบบนาโยน (ระยะที่ 1)

ปี 2558 เกิดการต่อยอดสู่ชุมชนใหม่อีกครั้ง นั่นก็คือ “หมู่บ้านกุดหัวช้าง” (ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) โดยมีกลุ่มต้นแบบจำนวน 4 ครัวเรือน ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับแม่น้ำชีและแหล่งน้ำธรรมชาติ (กุดหัวช้าง) ที่ปัจจุบันได้รับการพัฒนาจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ ชลประทานจังหวัดมหาสารคาม ทีมวิจัยชุมชน (ฮักแพงเบิ่งแญงขามเรียง) เพื่อรองรับวิถีการเกษตรกรรมแบบผสมผสาน หรือตามแนวพระราชดำริ รวมถึงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่มุ่งให้ชาวบ้านได้สร้างสังคมสุขภาวะพออยู่พอกินและพึ่งพาธรรมชาติมากกว่าการทำลายธรรมชาติผ่านระบบและกลไกการเกษตรที่ลดละเลิกใช้สารเคมี หรือสารพิษที่กลายเป็นภัยเงียบกัดกร่อนชีวิตและทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างน่าวิตก




ด้วยเหตุนี้การขับเคลื่อนชุมชนต้นแบบนาโยนในปี 2558 จึงเป็นเสมือนการสร้างแหล่งเรียนรู้อันเป็น “พื้นที่
สีเขียว”
ขึ้นอีกพื้นที่หนึ่งในชุมชนตำบลขามเรียง เป็นการขับเคลื่อนเชิงรุกผ่านกิจกรรมหลักที่เคยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 (โยนกล้า ผลิตปุ๋ยชีวภาพ ผลิตน้ำส้มควันไม้ เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง) แต่ที่แตกต่างไปจากเดิมคือการทำเกษตรแบบอินทรีย์และผสมผสานอย่างจริงจังและหลากหลาย รวมถึงการนำเอา “กังหันลมมาติดตั้งจำนวน 7 ตัว เพื่อสร้างกระบวนการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มมูลค่าการผลิตให้กับครัวเรือนต้นแบบทั้ง 4 ครัวเรือน พร้อมๆ กับการผูกโยงเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ของการสร้างพื้นที่สีเขียวขึ้นอย่างแยบยล

จะว่าไปแล้วการขับเคลื่อนในปี 2558 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความรู้และทักษะเกี่ยวกับประเด็นที่ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2555 เท่านั้น แต่กลับสร้าง “องค์ความรู้ใหม่” ให้กับชาวบ้านอย่างน่ายกย่อง กล่าวคือเป็นการสร้างการเรียนรู้ให้ชาวบ้านได้มีองค์ความรู้และทักษะในการสร้าง “กังหันลม” ด้วยตนเองผ่านการเรียนรู้จากการศึกษาดูงานแล้วกลับมาสร้างและซ่อมบำรุงกังหันลมด้วยตนเอง จนกลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของหมู่บ้านนาโยนในระยะที่ 1 ที่เชื่อมโยงให้เห็นวิถีการเกษตรที่พึ่งพิงกับพลังงานธรรมชาติที่ได้ทั้งการลดต้นทุนการผลิตและการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน





วิจัยสู่ไร่นา : และความท้าทายที่ยังไม่รู้จบ

ปัจจุบันการชุมชนต้นแบบนาโยนในระยะที่ 1 ยังคงค่อยๆ เคลื่อนตัวในแบบ “ทำไปเรียนรู้ไป” ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน ตลอดจนภาคีอื่นๆ ที่เข้ามาหนุนเสริมพลังร่วมกันเป็นระยะๆ ยกตัวอย่างเช่นการถ่ายทอดการผลิตและการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นในการเกษตรในชุมชนบ้านกุดหัวช้าง บ้านมะกอกและบ้านดอนนา (ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) และอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายการเรียนรู้คู่บริการที่ผนึกกำลังร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นว่า

  • กลุ่มวิสาหกิจสุมนไพรชุนชนมะค่าทรัพย์ทวี (อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) : ผลิตสมุนไพรแช่เท้าและลูกประคบหน้าเด้งหน้าใส
  • สำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย (อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) : ถ่ายทอดเรื่องการผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์เพื่อควบคุมโรคข้าวและพืชผักทดแทนสารเคมี
  • ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ (อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น) : ถ่ายทอดการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว การแปรรูปข้าว เช่น การผลิตข้าวห่อสาหร่าย (ซูซิ) จากข้าวเจ้าแดงพันธุ์ทับทิมชุมแพ
  • โรงเรียนบ้านสมศรีมะแปบ (ต.มะค่า อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) : ถ่ายทอดการทำนาแบบโยนกล้า การเลี้ยงไก่ไข่บนต้นไม้และการลงแขกเกี่ยวข้าวนาโยน ซึ่งทางโรงเรียนได้รับการตรวจประเมินให้เป็นสถานศึกษาพอเพียงต้นแบบและศูนย์เรียนรู้




ทั้งปวงนี้เป็นการบูรณาการทำงานผ่านการบริการวิชาการและการวิจัยที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามและหน่วยงานอื่นๆ เช่น สำนักงานวิจัยการเกษตรแห่งชาติ คลินิกเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ด้วยเหตุนี้จึงอาจนับได้ว่าการดำเนินการโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนในวาระของการสร้างชุมชนต้นแบบนาโยนในระยะที่ 1 คืออีกหนึ่งแนวทางของการนำชุดความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การรับใช้สังคม หรือเรียกเป็นวาทกรรมสั้นๆ ว่า “วิจัยสู่ไร่นา” อย่างไม่ต้องกังขา





นี่คือผลพวงของการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในแบบ “เรียนรู้คู่บริการ” ที่กำลังปักหมุดสู่การสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อการผลิตบัณฑิตและพัฒนาสังคมตามเอกลักษณ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน) รวมถึงการเพาะบ่มอัตลักษณ์นิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) ผ่านการเรียนการสอนและการบริการสังคมโดยไม่แยกส่วนที่ทำให้นิสิตได้เรียนรู้และตระหนักในครรลองของการศึกษาเพื่อรับใช้สังคมไปในตัวอย่างเสร็จสรรพ

นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการต้องขับเคลื่อนร่วมกันอย่างจริงจังเพื่อก่อให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนที่แท้จริงในประเด็นอันท้าทายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริการวิชาการแบบมีส่วนร่วมระหว่างอาจารย์กับนิสิต – อาจารย์ นิสิตกับชุมชน หรือมหาวิทยาลัยกับชุมชนและภาคส่วนอื่นๆ ที่เป็นทั้งภาครัฐ เอกชน รวมถึงผู้รู้/นักปราชญ์ เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ประจำท้องถิ่น หรือการสร้างตลาดสีเขียวขึ้นมารองรับกระบวนการของการเป็นหมู่บ้านต้นแบบที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับการที่ครัวเรือนต้นแบบต้องไม่ท้อที่จะยืนหยัดด้วยหลักคิดแห่งการเป็น “พื้นที่สีเขียว” ที่หมายถึงการบุกเบิกที่จะบูรณาการเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกันให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ “คน” และ “ชุนชน” มีสุขภาวะที่ดี -



หมายเหตุ
ต้นเรื่อง :โดย ผศ.ดร.มัณฑนา นครเรียบ และชุมชน
เรียบเรียง : พนัส ปรีวาสนา


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

ยอดเยี่ยมมากกับการที่สถาบันการศึกษาในท้องถิ่นเป็นพลังให้ชุมชน ทำจริง ทำต่อเนื่อง เพื่อชุมชนพึ่งตนเองได้จริงๆอย่างยั่งยืนค่ะ

-สวัสดีครับอาจารย์

-ตามมาเยี่ยมชมกิจกรรมครับ

-"การวิจัยสู่ไร่นา"เป็นบทสรุปของการรับใช้สังคมนะครับ..

-เห็นบรรยากาศแล้วชื่นใจมาก ๆ ครับ

-น้องๆ ได้ร่วมกิจกรรมกับชุมชนได้เรียนรู้ร่วมกัน..ผมชอบการเรียนรู้วิถีชีวิตครับ

-ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 


สวยมากๆค่ะ .... ความรู้ดีดี บรรยากาศดีดี นะคะ ..... ชอบมากๆค่ะ


เขียนเมื่อ 

ชอบใจพื้นที่นี่

จำได้ว่าอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัณฑนา นครเรียบ..ชวนไปเที่ยวที่นา

แต่ยังไม่มีโอกาส

สมเป็นงานวิจัยที่พัฒนาพื้นที่ในท้องถิ่นจริงๆครับ

รูปสวยมากเลยค่ะ