การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น แม้จะเล็กน้อยเพียงใดก็ตามก็สามารถส่งผลดีต่อสุขภาพได้ในระยะยาว แต่บางคนที่ผ่านประสบการณ์ไปออกกำลังกายแล้วไม่ได้ผลอาจจะไม่ศรัทธากับการปรับพฤติกรรมว่าจะทำให้ฟิตได้อย่างไร

องค์การอนามัยโลก WHO ได้ประกาศว่าการออกกำลังกายเพื่อป้องกันโรคควรออกแบบแอโรบิคในระดับหนักปานกลางถึงหนักมากรวม 150-300 นาทีต่อสัปดาห์โดยให้ได้ครั้งละอย่างน้อย 10 นาทีต่อเนื่อง และแบบยกน้ำหนักอีก 2 วันต่อสัปดาห์

http://www.who.int/dietphysicalactivity/factsheet_adults/en/

หมายเหตุ- การเดินและการทำงานบ้านจึงยังหนักไม่มากพอกับการป้องกันโรคได้ในคนปกติ

ในขณะที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ประกาศว่าการแกว่งแขนบำบัดโรคได้และ(ต่อมา)ลดพุงได้

http://www.thaihealth.or.th/Content/23912-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84.html

ทั้งที่การแกว่งแขนนั้นยังมีระดับเบากว่าการออกกำลังกายส่วนใหญ่มากมายนัก และหากการแกว่งแขนไม่สามารถบำบัดโรคและลดพุงได้จริง นั่นย่อมทำให้ผู้ที่ปฏิบัติต้องเสียโอกาสในการที่จะหายจากโรคได้เนื่องจากออกกำลังกายน้อยไป หรืออาจมัวแต่ทุ่มเทกับการแกว่งแขนบำบัดโรคมากกว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยกับการประกาศว่า การแกว่งแขนบำบัดโรค และยังค้นหาไม่พบงานวิจัยใดเลยที่พบการแกว่งแขนบำบัดโรคได้จริง

และหากสสส.เปลี่ยนมาแนะนำให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเลือกทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพให้กับตนเองเพิ่มขึ้นโดยยังคงสนับสนุนการแกว่งแขนได้เช่นเดิม เพียงแต่ไม่ควรฟันธงว่าบำบัดโรคและลดพุงได้

ผู้เขียนจึงขอแสดงข้อมูลนี้ต่อสาธารณะเพื่อความเข้าใจและการกระทำที่ไม่ผิด