​เมื่อพม่าเสียเมือง : ร.๓ ตอบอังกฤษเมื่อไทยถูกชวนให้ยึดแผ่นดินพม่า

nui
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

กำลังอ่านหนังสือ "พม่าเสียเมือง" ได้เจอเหตุการณ์ที่น่าประทับใจ ๒ ตอน จึงขอเล่าไว้ในบันทึกนี้

ในปี พ.ศ. ๒๓๖๗ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ของไทย ทหารอังกฤษกับทหารอินเดียใต้บังคับของอังกฤษยกทัพไปถึงเมืองย่างกุ้ง กษัตริย์พม่ายอมแพ้ต้องยกแคว้นยะไข่ กับตะนาวศรี ทางตอนใต้ให้อังกฤษไป

เหตุการณ์น่าสนใจตอนนี้มี ๒ ช่วง คือ

"อังกฤษส่งทูตเข้ามาถวายสาส์นแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอให้ฝ่ายไทยยกทัพไปช่วย เพราะทราบว่าไทยกับพม่าเป็นข้าศึกกันอยู่ ฝ่ายไทยก็จัดทัพยกไปช่วยจริงๆ แต่เมื่อไปแล้ว ก็ยกทัพกลับเพราะอังกฤษจะให้แม่ทัพไทยขึ้นอยู่ใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพอังกฤษ แม่ทัพไทยท่านไม่ยอมเพราะเมืองไทยไม่ใช่ประเทศราชของอังกฤษ" (พม่าเสียเมือง,หน้า ๑๐)

เป็นการตัดสินใจที่ฉลาด สมเหตุผล กล้าหาญ และรักษาเกียรติยศของประเทศที่สมควรยกย่อง

อังกฤษน่าจะได้เห็นว่าประเทศไทยนั้นหยามหมิ่นกันไม่ได้ง่ายๆ อย่างที่คิดเสียแล้ว

……………………….

อีกเหตุการณ์ที่น่าประทับใจในพระวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ไทย

หลังพม่ายอมแพ้และยกแคว้นยะไข่กับตะนาวศรีให้อังกฤษแล้ว อังกฤษได้บอกมายังเมืองไทยให้ส่งข้าหลวงออกไปชี้แนวเขต

"กองทัพอังกฤษตีได้ดินแดนพม่าทางเมืองทวายแล้ว ได้ทราบว่าเมืองทวายเคยเป็นของไทย แล้วพม่ามาแย่งเอาไป ขอให้ข้าหลวงออกไปชี้ว่าดินแดนส่วนไหนเป็นของไทยก็จะได้คืนให้" (พม่าเสียเมือง,หน้า ๑๐)

การที่อังกฤษถามมาเช่นนี้แสดงว่าอังกฤษมีความยำเกรง หรือเกรงใจเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะนักล่าอาณานิคมอย่างอังกฤษนั้นยกพลไปยึดประเทศอื่นๆ มานักต่อนักแล้ว

ในหลวงรัชกาลที่ ๓ ทรงส่งเสนาบดีไปตอบความว่า

"พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพพระมหานคร ทรงกระทำสงครามเพื่อรักษาไว้ซึ่งพระบวรพระพุทธศาสนา และเพื่อความผาสุกของสมณะชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์ ไม่เคยทรงทำสงครามเพื่อขยายพระราชอาณาเขต กรุงพม่านั้นเมื่อพระเจ้ากรุงอังกฤษทรงตีได้แล้วก็ขอให้ทรงรักษาเอาไว้เถิด ทางกรุงสยามไม่มีพระราชประสงค์" (พม่าเสียเมือง,หน้า ๑๐-๑๑)

เราคนไทยได้อ่านแล้วสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระอัจฉริยภาพทางการทูตที่เหนือชั้นกว่า พูดภาษาชาวบ้านว่าทรง "ตบหน้ากษัตริย์อังกฤษได้เจ็บแสบ"

มรว.คึกฤทธิ์ ใช้คำว่า "ศุภอักษรเสนาบดี" จึงน่าจะไม่ใช่พระราชสาส์น แต่น่าจะเป็นบุคคล

นี่กระมังที่ทำให้ชาติต่างๆ เกรงอกเกรงใจไทย เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงคุณ เอาใจใส่ทุกข์สุขราษฎร

ดูจากตัวอย่างประเทศพม่าก่อนเสียเอกราชให้อังกฤษนั้นกษัตริย์องค์สุดท้ายคือ พระเจ้าสีป่อ อ่อนแอและกลัวเมีย ส่วนพระนางศุภยาลัตนั้นอำมะหิตโหดเหี้ยม เพื่อให้บัลลังก์มั่นคงเจ้าชายเจ้าหญิงร่วมพระชนกแท้ๆ ของทั้งสองพระองค์ถูกฆ่าโดยทุบด้วยท่อนจันทน์แล้วฝังรวมในหลุมเดียวกันกว่าแปดสิบองค์ เมื่อกำจัดเสี้ยนหนามแล้วทั้งกษัตริย์และราชินีใช้เงินทองฟุ่มเฟือย ไม่ใส่ใจประชาชน สุดท้ายบ้านเมืองก็ระส่ำระสาย จนอังกฤษเข้ามายึดครองไปง่ายดาย ทั้งเนรเทศสองพระองค์ไปอยู่เมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย ไม่ได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนอีกเลย

อ่านประวัติศาสตร์ช่วงพม่าเสียเมือง แล้วได้เห็นพฤติกรรมอันโหดร้ายมากมายในพระราชวังกษัตริย์พม่า และจบลงด้วยชะตากรรมอันรันทดก็รู้สึกสงสาร และ ชิงชังพฤติกรรมประเทศที่เรียกตัวเองว่า "อารยะ" อย่างประเทศอังกฤษนัก.

ศุกร์ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘

เกี่ยวกับหนังสือ

หนังสือ "พม่าเสียเมือง" เขียนโดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าเรื่องราวของประเทศพม่าในสมัยพระเจ้ามินดุง ต่อด้วยสมัยพระเจ้าสีป่อ จนสิ้นสุดรัชกาลพร้อมกับการเสียเอกราช จบแค่นั้น ประวัติศาสตร์พม่าช่วงนี้ตื่นเต้าเร้าใจหึงโหดยิ่งกว่าละครไทยหลังข่าว พิมพ์ครั้งแรกปี ๒๕๑๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑๔ เมื่อมกราคม ๒๕๕๖

อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ต้องต่อด้วยหนังสืออีกเล่มคือ "ราชันผู้พลัดแผ่นดินเมื่อพม่าเสียเมือง" ของนักเขียนสตรีชาวอินเดีย Sudha Shah บอกเล่าเรื่องราวของพระเจ้าสีป่อและราชินีศุภยาลัตเมื่อถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดียที่ไม่เคยถูกเล่าที่ไหนมาก่อน ผู้เขียนทำการบ้านมาดีเยี่ยมไว้ในหนังสือหนา ๔๓๒ หน้า แปลโดยคุณสุภัตรา ภูมิประภาส สำนักพิมพ์มติชนพิมพ์ซ้ำ ๓ ครั้งในปี ๒๕๕๗ ปีเดียว อ่านเพลินมาก.

ยังมีขายทั้งสองเล่ม.

..........................................

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พักใจ



ความเห็น (22)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะที่แนะนำหนังสือราชันผู้พลัดแผ่นดิน ตอนโฆษณาใหม่ ๆก็คิดว่าจะซื้ออ่านแต่ก็ลืมไปเลย เด๊๋ยวออกไปหาซื้อ พม่าเสียเมืองอ่านนานแล้วค่ะ พระนางศุภโหดร้ายจริง ๆ เหมือนในลิเกนะคะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณที่แนะนำหนังสือดีๆครับ

เขียนเมื่อ 

ประวัติศาสตร์ช่วงนี้น่าสนใจมากเลยคับ

เขียนเมื่อ 

น่าสนใจมากครับ นับเป็นพระปรีชาญาณด้านการฑูตมากๆครับ การที่สยามและพม่า และประเทศอื่นๆ ทำให้โลกสูญเสียอะไรๆ มากมายเลยครับ

เขียนเมื่อ 

เคยอ่านมานานมากแล้ว จำได้ว่าชอบ เพราะเรื่องสนุก แต่เศร้ามาก จำไม่ได้แม้แต่น้อย ต้องไปทบทวนใหม่ น่าอ่าน น่าติดตามค่ะพี่นุ้ย

เขียนเมื่อ 

เป็นประวัติศาสตร์ก่อนสถานการณ์ปัจจุบัน โรฮิงญาจากพม่านะคะ

ดีใจที่ได้เกิดในแผ่นดินไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นนักปราชญ์นะคะ

ขอบคุณพี่ Nui มากค่ะ

ตอนเด็ก ๆ ตู้หนังสือของพ่อมีหนังสือของท่านคึกฤทธิ์หลายเล่ม อ่านแต่นิยายค่ะ อิ อิ

เขียนเมื่อ 

เล่มนี่้น่าอ่านมากค่ะอาจารย์ GD

เพิ่งเริ่มเปิดอ่านในรายละเอียดหลังจากสแกนอ่าน พบว่า ผู้เขียนละเอียดละออมาก รู้ว่าคนอ่านต้องการรู้อะไรต่อ เธอก็หามาใส่ให้ เพราะเธอเป็นนักเขียนผู้หญิงนะคะ

และคุณสุภัตรา ภูมิประภาส ก็แปลสละสลวยมาก ไม่กุกกักเลย

อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ที่ผู้ชายเขียน มันรู้สึกไม่ครบอรรถรส ขาดนิดขาดหน่อย

ตอนเขียนบันทึกนี้ก็นึกถึงอาจารย์นะคะ คิดว่าเรื่องนี้อาจารย์ต้องสนใจและมีข้อมูลมาก ดิฉันไม่เคยสนใจประวัติศาสตร์พม่ามาก่อน เพราะอคติจากการเรียนประวัติศาสตร์สมัยนักเรียนว่าพม่ารุกรานไทย แต่พออ่านแล้วเกิดความร้สึกว่าเบื้องหลังราชบัลลังก์มีเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น หฤโหด แทบทุกราชวงศ์

อคติปิดกั้นการเรียนรู้จริงๆ ค่ะ

เขียนเมื่อ 

หนังสือน่าอ่าน และอ่านสนุก ไม่น่าเบื่อ อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าอ่านหนังสือประวัติศาสตร์อยู่เลยค่ะ คุณพิชัย

พ.แจ่มจำรัส

ป.ล. ดิฉันกำลังตามอ่านบันทึกเรื่อง Hepatitis C ขอคุณพิชัยอยู่นะคะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะคุณเชน เชน ม่วงสกุล

ใช่ค่ะ ประวัติศาสตร์พม่าช่วงนี้ตื่นเต้นราวกับไม่ใช่เรื่องจริง เหมือนอ่านนวนิยายค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะน้อง ทิมดาบ

พี่กำลังคิดว่า มันอัศจรรย์มากที่ทั้งอังกฤษ และฝรั่งเศส ไม่มายึดไทยไปเหมือนที่ทำกับประเทศรอบบ้านเรา ถ้าไม่เพราะพระมหากษัตริย์ไทยทรงประปรีชาทางการฑูต จะเป็นเหตุอื่นได้อย่างไร??

คิดแล้วก็ภูมิใจมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะน้อง กุหลาบ มัทนา

ทั้งสนุก ทั้งเศร้า พี่ยกเครดิตให้ผู้เขียนอย่างมากสำหรับเรื่อง ราชันผู้พลัดแผ่นดิน ละเอียดละออมาก เพราะผู้หญิงเขียน (555 อคติทางเพศอีกแล้ว)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะน้อง ธิรัมภา

ไปรื้อตู้หนังสือคุณพ่อมาอ่านสิคะ สนุกทุกเล่มเชียวค่ะ

คุณพ่อต้องเป็นนักอ่านที่มีหนังสือเต็มตู้แน่ๆ (หนังสือเก่าอย่าให้ใครเอาไปชั่งกิโลขายเชียวนะคะ)

ทุกวันศุกร์ ในกระทรวงสาธารณสุข ถนนตลอดแนวจากกรมวิทย์ไปถึงกรมสุขภาพจิต จะมีตลาดนัด มีร้านขายหนังสือเก่าอยู่ ๑ แผง มาบ้างไม่มาบ้าง ก็ดีใจนะคะที่หนังสือดีๆ พวกนี้ไม่ถูกเอาไปฉีกแล้วส่งไปรีไซเคิล

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับการเข้ามาอ่านแล้วมอบดอกไม้นะคะ

คุณ sr

อาจารย์ อาจารย์ต้น

คุณยรรยง Yanyong-P

คุณวินัย วินัย เจริญเฉลิมศักดิ์

เขียนเมื่อ 

ทำให้ผมคิดถึงสมัยที่เรียนวิชาสังคมฯ แล้วได้เรียนประวัติศาสตร์บ้านเมืองเราและประเทศเพื่อนบ้าน มันตอกย้ำตัวตนแห่งเรา และเข้าใจเพื่อนบ้านไปพร้อมๆ กันครับ

เขียนเมื่อ 

พี่เห็นด้วยกับอาจารย์ แผ่นดิน นะคะว่าประวัติศาสตร์ทำให้เรารู้จักตัวเอง และเข้าใจเพื่อนบ่้าน

ประวัติศาสตร์ที่อ่านสนุกมีเยอะมาก เสียดายที่ตอนเรียนไม่สนใจวิชานี้ เพราะตำรามันน่าเบื่อ ไร้สีสัน ทั้งที่สามารถสอนวิชานี้ให้สนุกได้เลย

เขียนเมื่อ 

หวัดดีจ้ะพี่นุ้ย คนไทยโชคดีที่มีแผ่นดินเป็นของตนเองนะจ๊ะ

คิดถึงจ้ะ

ขอบคุณที่แบ่งปันสาระดีๆน่าสนใจมากๆค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะครู คุณมะเดื่อ พี่ก็คิดแบบครู คนไทยน่าจะต้องภูมิใจที่เราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณพี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ ที่แวะมาให้กำลังใจค่ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณอาจารย์ ธวัชชัย ที่แวะมาอ่านและมอบดอกไม้

เขียนเมื่อ 

เข้าใจความโหดร้ายของมหาอำนาจ

ขอบคุณมากๆครับพี่

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณอาจารย์ ขจิต ฝอยทอง

ประเทศใหญ่ในอดีตมีพฤติกรรมน่าชิงชังจริงๆ ค่ะ