บุคคลที่อบรมกายแลจิตมาดีแล้วย่อมปราศจากการครอบงำทำให้"หลง"เสียได้ ด้วยปัญญาแห่งตน

อันบุคคลที่ไม่ถูกทำลายล้างได้นั้นจึงมาจากการไม่ถูกครอบงำ ไม่เข้าไปขอบเขตแห่งกรรม ด้วยการเบียดเบียนกันในวิบากหมู่ทางกาย วาจา ใจ บุคคลที่อบรมกายแลจิตมาดีแล้วย่อมปราศจากการครอบงำทำให้"หลง"เสียได้ ด้วยปัญญาแห่งตน

....หากผู้รักษากฎ หรือผู้ตรวจไม่เข้าใจเจตนาของกฏหมายข้อนั้นๆอย่างถ่องแท้แล้ว

ก็ยากที่จะนำมาบังคับใช้ให้เป็นธรรม ...เกิดการต่อต้านกฎ....

กริ่งเกรงพนักงานจนท.ที่นำกฏมาบังคับ(เคารพผู้รักษากฎ)...

ไม่ได้ตระหนักว่าถ้าไม่ทำตามจะเกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้อื่น(ไม่เคารพกฎ) .....

เป็นปัญหาที่เรามักเห็นอยู่ในปัจจุบัน ว่า จนท.ไม่เข้าใจเจตนากฏหมายอย่างถ่องแท้

และความรู้ความสามารถของการที่จะอธิบายเจตนาของกฎหมายและผลกระทบผลเสียหาย

หรืออันตรายที่จะตามมา ได้อย่างชัดแจ้งแล้ว ก็จะเกิด "ความไม่เป็นธรรมจากการบังคับใช้กฏหมาย" ขึ้นได้......

.......ซึ่งความไม่เป็นธรรมทางกฎหมาย นั้น แบ่งได้ 3 ประเภทได้แก่
1. ความไม่เป็นธรรมจากตัวบทกฎหมาย ผู้ร่างกฎได้เนื้อความข้อมูลที่ได้มาอย่างไม่มีคุณภาพ
2.ความไม่เป็นธรรมจากบริบทของกฎหมาย ผู้ร่างกฎไม่ใช้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในการออกเนื้อความบังคับ ทำให้ไม่ทันยุคทันสมัย การพัฒนาเป็นไปได้ช้า
3.ความไม่เป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมาย และเป็นกฎหมายนั้นเป็นที่ยอมรับของสังคม....ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง....

อ่านต่อได้ที่:A

..............................................................................................................................

เมื่อเราพบเห็นใครมี.... พฤติกรรมที่แย่ๆ ....

ต้องเข้าใจว่าล้วนเกิดจาก ....สัญญะของความต้องการทางอารมณ์ (emotional need) ....

อย่ามองว่าเขาไม่ฉลาด .....แต่เขากำลังหาสิ่งที่ขาดหายไปในอดี.ต ....

ถูกเลี้ยงดูมาแบบไม่สมบูรณ์ (น่าเห็น(เข้าไปใน)ใจของเขา).....

เราแต่ ละคน ไม่มากก็น้อยมีอาการแบบ Narcissistic คือ อาการหลงตัวเอง ไม่มากก็น้อย และโดยมาก

คนที่หลังตัวเองมักจะไม่รู้สึกตัว
อาการ "หลงตัวเอง" เป็นอาการหนึ่งของบุคลิกภาพผิดปกติ

จิตแพทย์บอกว่า อุปนิสัยหรือบุคลิกภาพ
ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของแต่ละบุคคล จะมาจากต้นกำเนิดหรือกรรมพันธุ์ถึง 50%

ทุกคนมีอุปนิสัยเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป

ส่วนที่เหลืออีก 50 % จะมาจากพัฒนาการจากการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัว

การหล่อหลอมของสังคมที่กลายเป็นอุปนิสัย และพฤติกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ที่ เรียกกันว่า "บุคลิกภาพ" และผลการสำรวจ และวิจัยจะพบว่า

โดยเฉลี่ยจะมีคนกลุ่มหนึ่งจำนวนกว่า 15 % ของประชากร

ทั่วไปที่มีอุปนิสัยหรือลักษณะพิเศษที่เรียกว่า "บุคลิกภาพผิดปกติ"

ที่ทำให้อยู่ร่วมกับบุคคลอื่นลำบาก เพราะเป็นคนที่มีปัญหาตึงเครียดทั้งตัวเอง

และผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ประจำ โดยสามารถสังเกตได้ดังนี้

1. ปรับตัวได้น้อย และแก้ไขปัญหาได้ยาก

2. เป็นคนที่ไม่ยืดหยุ่นกับการแก้ปัญหา

3. มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน และส่งผลกระทบต่อผู้ที่ต้องทำงานร่วมกัน


คนที่เข้ากลุ่ม Narcisisitic จะเป็นคนที่หลงตัวเอง ซึ่งเราจะพบบ่อยในสังคม จะเป็นคนที่มีอำนาจ

ไม่มีใครกล้าวิจารณ์ คนที่คิดว่าตัวเองเก่งมั่นใจตัวเองสูง ไม่ฟังความคิดเห็นคนอื่น

ยึดมั่นความคิดตัวเองเป็นสำคัญ คิดว่าความคิดและความเห็นของตนเองถูกต้องฝ่ายเดียว

มองคนอื่นต่ำต้อยกว่าตนเอง

อ.เปาโลเตือนชาวโครินธ์ว่า อย่าหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองดี เอาตัวเองเปรียบเทียบกับคนอื่น
เอาตัวเองเป็นมาตรฐาน ไม่ต้องการที่จะเปรียบเทียบตัวเราเองกับคนบางคนที่ยกย่องตัวเอง

แต่เมื่อเขาเอาตัวของเขาเป็นเครื่องวัดกันและกัน และเอาตัวเปรียบเทียบกัน
และกันแล้ว เขาก็เป็นคนขาดความเข้าใจ

เพราะคนที่ยกย่องตัวเองไม่เป็นที่นับถือขอผู้ใด

ดังนั้นคนที่หลงตัวเอง จะทำงานร่วมกับคนอื่นก็ค่อนข้างยาก เพราะจะเป็นคนยึดติด และหลงกับตัวเอง
มองแต่ตัวเอง ต้องการให้คนอื่นนอบน้อมและยอมให้ตัวเองตลอด ยึดมั่นอยู่กับตัวตนของตัวเอง และคิด
ว่าตัวเองไม่มีปัญหา และจะคิดว่าคนอื่นมีปัญหาตลอดเวลา
ทำให้คนอื่นที่อยู่ร่วมกันด้วยความลำบากใจ
เพราะไม่เคยยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และคิดว่าความคิดเห็นคนอื่นสู้ของตนเองไม่ได้

อย่างที่บอกนอกจากกรรมพันธุ์แล้ว สิ่งที่พัฒนาและหล่อหลอมเราและที่สร้างให้เรามีบุคลิกภาพเป็นคนที่หลงตัวเอง
ก็คือ ครอบครัว และการเลี้ยงดูเพราะการเลี้ยงดูที่ผิดตั้งแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ไม่ได้สอนลูกด้วยเหตุผล

เลี้ยงดูแบบตามใจ เป็นเด็กที่พ่อแม่ตามใจมากเกินไป พ่อแม่ไม่ค่อยกล้าขัดใจ แม้ทำผิดก็ไม่ลงโทษ
พะเน้าพะนอเอาใจลูกอยู่ตลอดเวลา เลยไม่รู้จักคำว่า ไม่ ไม่รู้จักอุปสรรค เคยชินแต่คำว่า ได้ พอโต
เป็นหนุ่ม สาวก็ไม่รู้จักโต บางคนทำตัวเหมือนเด็กหัวดื้อ อวดดี สั่งให้ทำอะไรถ้าชอบใจถึงจะทำ ถ้าไม่
ชอบใจก็ไม่ทำ เพราะไม่เคยถูกว่าแต่เด็กชีวิตจึงขึ้นอยู่กับความพอใจของตัวเอง และมักจะเป็นคนที่ไม่มี
ความอดทน ชอบเอาชนะเพราะเคยชนะพ่อแม่จนชิน
เพราะคิดว่าตัวเองถูก

เราสามารถชื่นชมกับตัวเอง กับความสวย ความหล่อ ความสามารถของตัวเอง แต่อย่าให้เรา
"หลงตัวเอง" ก็แล้วกัน เพราะในที่สุดแล้วคนที่หลงตัวเอง จะตายเพราะตัวเอง เพราะโดนตัวเองหลอก
เหมือนอย่างชายหนุ่มชื่อ นาซีซัส ที่โดนความหล่อของตัวเองหลอกจนไม่เป็นอันทำอะไร ไม่เป็นอันกินอันนอน
และยอมตายเพราะตัวเองริมสระน้ำ ระวังอย่าให้ความดีของตัวเองหลอกจนมองไม่เห็นความดีของคนอื่น
และทำดีเพื่อตัวเองมากกว่าเพื่อคนอื่น...

(ข้อมูลจาก รศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ (จิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

ครั้งที่พระพุทธองค์ทรงยืนห้ามญาติรบกันถึงสองครั้งแล้ว ท่านก็โน้มไปเห็นอดีตกรรมของตระกูลศากยะทั้งหลายว่า...

มีเหตุแห่งการผูกโกรธ อาฆาต พยาบาท เป็นขอบเขตแห่งกรรมแห่งวิบากร่วม วิบากหมู่
ท่านเล็งเห็นว่าบุคคลที่อยู่ในขอบเขตแห่งกรรมจะทำลายล้างกันให้วิบัติสิ้นตระกูล
และจะตามล้างตามผลาญกันไปภพสืบไปอีกไม่จบสิ้น



บุคคลที่จะพึงรอดปลอดภัยแห่งตระกูลศากยะทั้งหลาย
ปวงประชาที่จะรอดจากภัยพิบัติทั้งหลาย
ล้วนแล้วแต่ได้ศีล คุณธรรม รักษา

จึงรอดจากขอบเขตแห่งกรรมนั้นๆ

อันวิบากประเทศนั้นก็ปรากฏเกิดขึ้น
ผู้ที่มีศีลมีธรรมเมื่อพิจารณาเล็งเห็นโทษภัยในชาติ ตระกูล ภัยแห่งภพ
จึงทำจิตหนีห่างจากการครอบงำของความหดหู่ เศร้าหมอง การอาฆาต พยาบาท
อันเป็นเหตุและผลแห่งการจองเวรไม่สิ้นสุด

อันบุคคลที่ประสพเคราะห์กรรมทั้งหลาย

อันบุคคลที่มีความรักทั้งหลาย
อันบุคคลที่มีความผูกโกรธเคียดเเค้นทั้งหลาย

อันบุคคลที่พึงจะเชื่อมั่นในทิฎฐิแห่งหัวหน้ากลุ่มทั้งหลาย

มิได้พึงเชื่อมาในภพนี้แต่เพียงเท่านั้น

แต่พึงเชื่อ พึงรัก พึงโกรธ พึงผูกติดอยู่ในบ่วงแห่งกิเลสมารของโลกทั้งสามมาตลอดช้ากาลนาน

เราไม่ได้รักเจ้าชีวิตมาเพียงภพนี้แต่เรารักผูกพันติดตรึงข้ามภพ

เราไม่ได้จองเวรผูกโกรธอาฆาตในกลุ่มบุคคลมาเพียงภพนี้แต่มาหลายภพข้ามชาติ

เมื่อเราพึงพิจารณาเห็นว่า;สิ่งต่างๆที่ผูกยึดโยงเป็นภพอันเป็นทุกข์

มื่อเราสสละเสียซึ้งการให้อภัยเป็นนิจ
เมื่อเราพิจารณาเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยแห่งการถูกครอบงำเป็นนิจ

เราควรคลายออกจากอุปทานทั้งหลายเพื่อรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม

อันบุคคลดีก็ชั่วได้ อันบุคคลชั่วก็ดีได้ อันตัวเราก็คิดและคิดชั่วแม้จิตก็บังคับไม่ได้


เมื่อพระพุทธองค์เคยตรัสเรื่องวิบากแห่งชาติตระกูลและมองย้อนไปอดีตกรรมแห่งประเทศแล้ว
ขอบเขตแห่งกรรมจะผูกพันกับกลุ่มบุคคลที่ต้องทำลายล้างด้วยชีวิตหนึ่ง
ทำลายล้างด้วยศรัทธาหนึ่ง
ทำลายล้างด้วยการงานหนึ่ง
ทำลายล้างด้วยความรักหนึ่ง
ทำลายล้างด้วยความทุพลภาพหนึ่ง



อันบุคคลที่ไม่ถูกทำลายล้างได้นั้นจึงมาจากการไม่ถูกครอบงำ

ไม่เข้าไปขอบเขตแห่งกรรม

ด้วยการเบียดเบียนกันในวิบากหมู่ทางกาย วาจา ใจ

บุคคลที่อบรมกายแลจิตมาดีแล้วย่อมปราศจากการครอบงำทำให้"หลง"เสียได้ ด้วยปัญญาแห่งตน


อันเคยรักก็ไม่รักแสนชิงชัง อันเคยเกลียดเคยทำลายล้างก็และเปลี่ยน

อันเคยดีก็ผันแปรขออาฆาตแลสาบแช่ง อันเคยร้ายก็แปรผันเพราะความดีพลิกเปลี่ยนผัน

อันเคยดีก็พลันเสื่อม อันพลันเสื่อมก็เฟื่องฟู อะไรกัน

อันเคยฆ่าก็พลันรัก อันที่รักก็ชิงชังและโกรธเคือง

ใจเราสร้าง ใจเราทุกข์ เพราะไปยึด
เอาสองสิ่งโลกธรรมมาจับแขวน
มาคล้องคอผูกติดไปทั่วแดน
ประกาศก้องว่านี้คือตัวกูแลของกู :99: :96:

ความคิดเป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัยตลอดเวลา
คิดดีคิดชั่วอยู่เสมอ สิ่งที่น่ากลัวคืออวิชชาเพราะความไม่รู้

ถ้ารู้จะไปกระทำกันอีกหรือ????

ที่มา : ชัชวาล เพ่งวรรธนะ

เขียน-เผยแพร่เมื่อวันที่ 04/06/2010

......................................................................................................................

ผลประโยชน์อยู่รอบตัว .....ขืนเมามัวจะเสียมิตร!!!

การจะหาคนดีที่ไหนก็ไม่มีแน่ ถ้าตัวเราไม่ดีแท้ในสายตาเขา
สำหรับปุถุชนคนทั่วไปที่ยังยึดติดลาภ ยศ สุข สรรเสริญ
วันใดเราหมดสิ้นหรือไม่ให้ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ
บุคคลเหล่านั้นก็ใช่จะเห็นเราว่าเป็นคนดี
ถ้าหวังให้ใครดีกับเรา ตลอดเราก็ต้องคิดดี พูดดี และทำดี
ให้กับเขาตลอดไป
แม้เราจะเคยทำดี เคยช่วยเหลือ เคยให้เขามามากมาย
ยิ่งใหญ่ และยาวนานขนาดไหน
แต่ถ้าวันใดเราขัดใจไม่ดีกับเขาแม้เพียงครั้ง
เขาก็จะเห็นเราไม่ใช่คนดีทันที

ผมเชื่อ ไม่ว่าใครๆในโลกก็อยากให้
อยากช่วย หรืออยากทำดี กับคนที่เป็นคนดีจริงๆ
แต่ในความเป็นจริง คนที่จะดีจริง ดีตลอดไป
กลับไม่มี เพราะถ้าเขาไม่ได้รับสิ่งที่ดีจากเราตลอดไป
การกระทำก็จะปรับเปลี่ยนไปตลอดกาล

..................................................................................................................

"ทุกอย่างเกิดจากการเรียนรู้ และมีความรักซึ่งเกิดจากความเข้าใจ

จึงพยายามทำความเข้าใจโจทย์ ที่ตนเองเจอ ลองสู้ด้วยตัวเองก่อน

อย่างนี้ ทำให้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เขาจะมีวิธีคิดเป็นเหตุเป็นผล

เชื่อมั่นในตนเอง ในความรู้ที่ตนมี โตขึ้นก็มักจะถนัดหรือได้ทำงานในวงการวิชาการ

วงการราชการ ทหาร ตำรวจ นิติกร ทนายความ แพทย์

วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ อะไรประมาณนี้"

ผมได้เคยอ่านหนังสือของท่านหลวงวิจิตรวาทการ ท่านได้แบ่ง บุคคลิกลักษณะของมนุษย์เป็น 5 รูปแบบโดยเปรียบเทียบเป็นแม่น้ำ 5 สาย 5 บุคคลิก ซึ่งท่านเชื่อว่าสิ่งเร้าที่ต่างกันตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้บุคคลมีวิธีคิดและความถนัดที่ต่างกันในวัยทำงาน ทฤษฎีคือพ่อแม่และสื่งแวดล้อมในอดีตที่เราพบเจอนั้น เป็นตัวกำหนดวิธีคิด ความถนัด การเรียนรู้จนถึงการประกอบอาชีพเราในปัจจุบัน นั่นเอง มีประเด็นที่สำคัญคือ สิ่งเร้า ที่มีผลกระทบต่อเรา มีองค์ประกอบย่อย 5 องค์ประกอบได้แก่

1. การมอบความรักความอบอุ่นของพ่อแม่ที่มีต่อเรา
2.ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยที่เได้รับจากพ่อแม่
3. การแสดงความขัดแย้งทะเลาะกันของพ่อแม่ที่ทำให้ลูกสับสนในใจ
4. การแสดงออกเพื่อระบายความอึดอัดคับข้องใจในทางบวก
5.การแสดงออกเพื่อระบายสิ่งที่คับข้องใจในทางลบ

สิ่งเร้า 5 องค์ประกอบที่ว่ามาซึ่งเป็นตัวกำหนด ความใคร่อยากรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึกต่างกัน 5 แบบ หรือเป็นที่เข้าใจว่า "พื้นฐานทางครอบครัว" หลายคนมองว่าคือความรวยความจนซึ่งไม่ใช่ แต่เป็นความรักความอบอุ่นความเข้าใจ ต่างหากที่เปลี่ยนบุคคลิกลักษณะเรา ในแต่ละคน งั้นแสดงว่าคนเราจะทำความคิดใดๆ วิธีการใดๆ ด้วยแรงบันดาลใจในวัยเด็ก

.................ตรงกับทฤษฎี่ที่ ว่าเราจะทำตามความรู้สึกมากกว่าเหตุผล นักบินถึงได้ไม่ค่อยเปลี่ยนแบบเครื่อง ในการบินบ่อยๆ เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน พบว่านักบินจะกระทำการต่างๆในแบบที่ตนทำบ่อยทำครั้งสุดท้ายได้ดีได้ไวกว่าแบบอื่นๆ เช่นเราขับรถญี่ปุ่นใช้มือขวายกเลี้ยว พอต้องมาขับรถยุโรปเพียงชั่วครั้งชั่วคราว โอกาสในการยกเลี้ยวโดยใช้มือขวายกก้านไฟสูงบ่อยกว่า ซึ่งรถยุโรปก้านเลี้ยวอยู่ที่มือซ้าย เพราะเรามักจะทำตามความเคยชิน ก่อนนั่นเอง นักบินถึงได้ถูกเคี่ยวเข็ญให้ไม่ทำตามความเคยชิน ให้คิดก่อนทำโดยพูดความคิดออกมาเรยให้นักบินผู้ช่วยได้ยินและตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งว่าทำดีไหม ควรทำไหม นั่นคือการ Cross Check จากนักบินผู้ช่วยนั่นเอง

...............เพื่อเพิ่มความเข้าใจของท่านผู้อ่าน จะได้ยกตัวอย่างบุคคลิก 1 ใน 5 แบบให้เห็นชัดเจนมากขึ้น เช่น เมื่อวัยเด็กคนที่ได้รับความอุ่น ความเข้าใจต่อการรักที่มีต่อเขาได้ดี การสอนแบบมีเหตุมีผล ไม่ใช่ว่าให้กลัว แต่ให้ระมัดระวังสิ่งต่างๆ โดยทำให้เข้าใจว่าถ้าทำอย่างนั้นผลไม่ดีจะเกิดอย่างไร อันตรายจะเกิดอย่างไร เขาใจก็จะเย็น เป็นคนมีเหตุมีผล มีเวลาพินิจพิเคราะห์สิ่งใดๆได้อย่างไม่รีบร้อน มีความคิดเป็นนักวิทยาศาสตร์ มีการตัดสินใจในพื้นฐานแห่งความเป็นจริง เพราะเชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากการเรียนรู้ และมีความรักซึ่งเกิดจากความเข้าใจ จึงพยายามทำความเข้าใจโจทย์ ที่ตนเองเจอ ลองสู้ด้วยตัวเองก่อน

................อย่างนี้ ทำให้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ เขาจะมีวิธีคิดเป็นเหตุเป็นผล เชื่อมั่นในตนเอง ในความรู้ที่ตนมี โตขึ้นก็มักจะถนัดหรือได้ทำงานในวงการวิชาการ วงการราชการ ทหาร ตำรวจ นิติกร ทนายความ แพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ อะไรประมาณนี้ซึ่งท่านหลวงวิจิตรฯได้ทำคำถามเป็นร้อยๆข้อให้แต่ละท่านตอบ แล้วจัดคำถาม ที่เกี่ยวของกันไว้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งเมื่อท่านตอบคำถามในท้ายที่สุดแล้ว คำถามจะนำท่านไปจัดให้เข้าหมวดหมู่ ในทั้งหมด 5 แบบนั่นเอง

.....................................................................................................................................

ความแตกต่างของคำว่านิติรัฐกับนิติธรรม

ถึงแม้ว่าสองคำนี้จะมีความเหมือนกันมาก แต่ก็มีนักวิชาการบางท่านให้เสนอความแตกต่างเอาไว้ มีดังนี้

1.พิจารณาจากต้นกำเนิด

ข้อความคิดเรื่อง นิติรัฐ มีวิธีการศึกษา (Approach methodology) ตั้งต้นเริ่มจากรัฐ เพราะเป็นธรรมเนียมของนักกฎหมายมหาชนและนักปรัชญาภาคพื้นยุโรปที่มุ่งเน้นศึกษาทฤษฎีว่าด้วยรัฐเป็นสำคัญ กล่าวคือใช้ข้อความคิดว่าด้วย รัฐ เป็นวัตถุแห่งการศึกษา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับกฎหมายนั่นเอง ในขณะที่ข้อความคิดเรื่อง นิติธรรม นั้นมีต้นกำเนิดจากความหวั่นเกรงการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐ หลักนิติธรรมจึงมุ่งหมายไปที่การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกชน กล่าวให้ถึงที่สุด หลักนิติรัฐเป็นมุมมองจากรัฐ แต่หลักนิติธรรมเป็นมุมมองจากปัจเจกชน อีกนัยหนึ่งก็คือนิติรัฐพยายามคุมรัฐ จำกัดอำนาจของผู้ปกครอง แต่นิติธรรมเน้นไปที่ปัจเจกเรื่องสิทธิและเสรีภาพ เน้นไปที่การกระจายอำนาจให้กับประชาชน

2. พิจารณาทางเนื้อหาสาระ

หลักนิติรัฐเกี่ยวกับกรณีที่รัฐยอมตนลงมาอยู่ภายใต้กฎหมาย เป็นเรื่องของโครงสร้างลำดับชั้นทางกฎหมาย เป็นเรื่องของหลักความชอบด้วยกฎหมาย ที่สถาปนาให้กฎหมายเป็นทั้งที่มาและข้อจำกัดของอำนาจมหาชน เป็นเรื่องการแบ่งแยกอำนาจอย่างสมดุล และเป็นเรื่องบทบาทขององค์กรตุลาการในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมาย

ในขณะที่หลักนิติธรรมนั้น ไม่มีกรอบความคิดที่เป็นระบบระเบียบเท่ากับหลักนิติรัฐ แต่สร้างหลักขึ้นมาเฉพาะเรื่องเฉพาะราวตามแนวคิดเสรีนิยม เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้พ้นจากการใช้อำนาจตามอำเภอใจของรัฐ กล่าวให้ถึงที่สุด หลักนิติรัฐของภาคพื้นยุโรป เน้นที่รูปแบบ-โครงสร้าง และวิธีการในการไปให้ถึงเป้าประสงค์ ในขณะที่หลักนิติธรรมของแองโกลแซกซอนหรืออังกฤษเน้นที่เนื้อหา และกระบวนการ

3. พิจารณาจากสกุลกฎหมาย

หลักนิติรัฐกำเนิดและพัฒนาในสกุลกฎหมาย Romano-Germanic ซึ่งยอมรับการแบ่งแยกกฎหมายเอกชน-กฎหมายมหาชน ยอมรับความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ในขณะที่หลักนิติธรรมกำเนิดในสกุลกฎหมายแองโกล-แซกซอน หรืออังกฤษซึ่งไม่มีการแบ่งแยกกฎหมายเอกชน-มหาชน ไม่มีการแบ่งแยกศาลยุติธรรม-ศาลปกครอง และยอมรับความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา อย่างในระบบกฎหมายอังกฤษ กฎหมายที่ศาลนำมาใช้ในการตัดสินเป็นกฎเกณฑ์ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันโดยทั่วไปในราชอาณาจักร หรือที่เรียกว่าคอมมอน ลอว์ Common Law และคดีที่ได้รับการตัดสินไปแล้ว และกลายเป็นหลักตัดสินคดีตกทอดมาเป็นลำดับ กฎหมายในระบบนี้จึงไม่ได้มีแต่กฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาเท่านั้น (Statute Law) แต่ยังรวมไปถึงหลักการและแนวทางการตัดสินของผู้พิพากษา(Case Law) ที่ศาลยอมรับสืบต่อกันมาด้วย ส่งผลให้กฎหมายสอดคล้องกับสภาพสังคมตลอดเวลา เพราะศาลมีอำนาจตัดสินได้ตามอำเภอใจ (Satre Decisis) แต่ศาลในคดีหลังต้องผูกพันตามกฎหมายที่ศาลในคดีก่อนได้ตัดสินไว้แล้ว การเปลี่ยนแปลงจึงกระทำได้โดยยาก

4. พิจารณาความแตกต่างในด้านการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน

ด้านนิติรัฐนั้น รัฐคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นลายลักษณ์อักษร ในรูปแบบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายอื่น ๆ อย่างเช่นในเยอรมัน การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นการคุ้มครองในระดับรัฐธรรมนูญของประเทศ เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้โดยตรง ในการตรากฎหมายใช้บังคับ องค์กรนิติบัญญัติไม่สามารถตราขึ้นขัดหรือแย้งได้ มิฉะนั้นจะถือว่ากฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนด้านนิติธรรมนั้น ไม่มีลายลักษณ์อักษรเป็นหลักประกันแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติบุคคลย่อมได้รับการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานโดยองค์กรตุลาการ

5. พิจารณาความแตกต่างด้านการควบคุมตรวจสอบการตรากฎหมาย

ตามหลักนิติรัฐ องค์การนิติบัญญัติย่อมผูกพันต่อรัฐธรรมนูญในการตรากฎหมายขึ้นใช้บังคับ เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติ จึงกำหนดให้มีองค์กรที่คอยควบคุม ตรวจสอบ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่องค์กรนิติบัญญัติตราขึ้น ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ ตามหลักนิติรัฐ การตรากฎหมายย่อมตกอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบขององค์กรตุลาการ ส่วนหลักนิติธรรมนั้น ถือว่ารัฐเป็นรัฐาธิปัตย์ ในทางทฤษฎี รัฐสภาสามารถตรากฎหมายอย่างไรก็ได้ทั้งสิ้น ไม่อาจมีกรณีที่รัฐสภาตรากฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ การควบคุมการตรากฎหมายของรัฐสภาจึงเป็นการควบคุมกันทางการเมือง กล่าวคือประชาชนถ้าเห็นวว่ารัฐออกกฎหมายที่ล่วงละเมิดสิทธิและเสรีภาพของเขาแล้วก็อาจประท้วง ไม่ยอมรับกฎหมายนั้น ไม่ใช่ต้องตรวจสอบกันในทางกฎหมายหรือต้องมีศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ

6. พิจารณาความแตกต่างทางด้านการแบ่งแยกอำนาจ

ด้านนิติรัฐ หลักการแบ่งแยกอำนาจ ถือได้ว่าเป็นหลักสำคัญอันจะขาดมิได้ เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจและตรวจสอบกันและกัน เพื่อมิให้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมากกว่าและกระทำการตามอำเภอใจ ส่วนหลักนิติธรรมนั้น ไม่ปรากฏให้เห็นเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ เนื่องจากรัฐสภาและรัฐบาลมีความเชื่อมโยงกันเป็นอย่างมาก แต่ทั้งหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมต่างก็ยอมรับความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ

โดยสรุปจากเนื้อหาดังกล่าวสรุปได้ว่า

หลักนิติรัฐนั้น กำหนดอำนาจ หน้าที่ และการควบคุมตรวจสอบอำนาจของรัฐไว้ โดยที่รัฐจะกระทำการใด ๆ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และจะกระทำการใดอันนอกเหนือกฎหมายบัญญัติไว้มิได้ ส่วนหลักนิติธรรมนั้น คนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน กฎหมายเดียวกัน และศาลเดียวกัน โดยที่กฎหมายนั้นจะต้องมีความเป็นธรรม ละเลิกเสียซึ่งความไม่เป็นธรรมทางกฎหมาย ซึ่งแบ่งได้ 3 ประเภทได้แก่ 1. ความไม่เป็นธรรมจากตัวบทกฎหมาย 2.ความไม่เป็นธรรมจากบริบทของกฎหมาย 3.ความไม่เป็นธรรมจากการบังคับใช้กฎหมาย และเป็นกฎหมายนั้นเป็นที่ยอมรับของสังคม

หนังสืออ้างอิง

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย.สังคมไทยกับหลักนิติรัฐ. http://www.oknation.net/blog/print.php?ii/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90 เข้าถึงเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปิยบุตร แสงกนกกุล. “นิติรัฐ” (Rechtsstaat, Etat de droit) ไม่เหมือนกับ “นิติธรรม” (Rule of Law). http://www.enlightened-jurists.com/directory/16/Rule%20of%20%20Law.html เข้าถึงเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พิมพ์พิมล นวชัย. ความแตกต่างของนิติรัฐและนิติธรรม. http://wanwila.exteen.com/20110911/entry เข้าถึงเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/536993

ลักษณะผู้ตรวจแบบนิติรัฐ

นิติรัฐ ตรวจแบบจับผิด (ควรใช้เมื่อผู้ปฏิบัติเจตนาที่จะขัดขืนไม่ทำ)ลักษณะผู้ตรวจ

แบบนิติธรรม ตรวจแบบชี้ให้เห็นถึงภาวะอันตราย ถ้าฝืนกฎอาจทำให้เกิดอันตรายอะไร

นิติรัฐ ผู้ปฏิบัติเกรงผู้ตรวจ ไม่ได้เกรงตระหนักถึงเจตนาของกฎ

แบบนิติธรรม ผู้ปฏิบัติตระหนักในอันตราย เกรงอันตรายที่อาจเกิดโดยรู้เท่าไม่ถึง

นิติรัฐ รู้สึกต่อต้าน เพราะจะจับผิด ปรับ เขียนใบสั่ง นั่งมุ่งมั่นเขียนเช็คลิส

แบบนิติธรรม รู้สึกตระหนักในความเสี่ยงอันตราย รู้สึกเหมือนมีผู้มาบอกจุดอ่อน สิ่งที่คนอื่นรู้แต่เรามองข้าม

นิติรัฐ ตัดปัญหาการหารือ มุ่งเขียนใบสั่ง นั่งมุ่งมั่นเขียนเช็คลิส ให้จบๆเร็วๆ

แบบนิติธรรม ยังไม่รีบด่วนสรุป หารือถึงสาเหตุที่แท้จริง การที่ปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามคู่มือกฏหมายกำหนด

นิติรัฐ มุ่งแก้ไขปัญหาที่การลงโทษ ไม่ใช้หลักการ"ความรู้จักผ่อนผัน" ไม่มีทางออกให้ผู้ปฏิบัติเดินต่อไปได้ เกิดผลกระทบอย่างแวดกว้าง

แบบนิติธรรม มุ่งแก้ไขปัญหาที่สาเหตุ ใช้หลักการ"ความรู้จักผ่อนผัน" แนะนำทางออกให้ผู้ปฏิบัติเดินต่อไปได้ โดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ ลดผลกระทบให้มากที่สุด

นิติรัฐ ดื้อ รั้น ไม่ฟังคนอื่น เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนรู้ และตัวเองก็รู้มาผิดๆ

แบบนิติธรรม ฟังมากๆ พิจารณาตัวแปรที่มากระทบในทุกมิติ สรุปการแก้ทีละประเด็นๆ แนะนำมาตรการแก้ไข ในแต่ละด้าน

นิติรัฐ ใช้วิธีที่เคยปฏิบัติกันมาเป็นที่อ้างอิงว่า เคยทำมาแบบนี้ก็ต้องแบบนี้

แบบนิติธรรม ใช้ประสบการณ์ตรวจ มาแลกเปลี่ยนความรู้ ช่วยหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดด้วยวิธีที่พิจารณารอบด้านแล้วว่าเหมาะสมและใช้ได้จริง

นิติรัฐ ลังเลสงสัยในเรื่องที่ไม่ควรลังเล เพราะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันอย่างแวดกว้าง ใช้เทคโนโลยีที่ซื้อมาอย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

แบบนิติธรรม ยอมรับวิธี ขั้นตอนปฏิบัติ เทคโนโลยีใหม่ๆที่จะนำมาช่วยยกระดับการให้บริการ ได้ทันการณ์ทันสมัย คุ้มค่ากับการลงทุนให้ได้มา

นิติรัฐ ไม่เกิดความตระหนักในความปลอดภัย ไม่เรียนรู้ที่จะป้องกัน

แบบนิติธรรม เกิดความตระหนักในความปลอดภัย แสวงหาเทคโนโลยี นวตกรรมใหม่ๆมาปรับปรุงวิธีปฏิบัติงาน เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

นิติรัฐ ยึดติดทฤษฏีเก่าๆ หลักการไม่แน่น ไม่รู้อย่างถ่องแท้ในทุกมิติ ไม่เกิดการพัฒนาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้

แบบนิติธรรม เกิดนวตกรรมใหม่ๆ ขั้นตอนปฏิบัติใหม่ๆ มีการแก้ไขขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ทันสมัยอยู่เสมอ เกิดการพัฒนางาน เกิดความคิดริเริ่ม สู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ได้ในที่สุด

นิติรัฐ ไม่ใช้เทคนิคการตรวจแบบ เป็นเพื่อนกับผู้ถูกตรวจ ใช้วิธีตรวจอบบจับผิด คิดว่าสิ่งที่ตนเองรู้นั้นถูกเสมอ หากผู้ตรวจมีความเห็นขัดแย้ง ก็จะหาทางบังคับให้ทำด้วยการใช้อำนาจในทางรัฐ ใช้หนังสือราชการบังคับ ซึ่งถ้าด้านเทคนิคไม่แน่นก็จะถูกตีตก จึงต้องหาทางใช้กฏหมายบังคับให้ผู้ตรวจจำยอม เกิดผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อผู้ปฏิบัติ เพราะเมือ่จำยอมทำแล้ว จะต้องเสียเวลาพิสูจน์ทราบ ก่อให้เกิดความไม่คุ้มค่ากับเครื่องมือที่ต้องลงทุน เพราะการลงทุนเช่าเครื่องมือมาใช้งาน มีตัวแปรคือเวลาที่ใช้ จะต้องใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด มิใช่นำมาใช้พิสูจน์บางอย่างที่ผู้ตรวจลังเลสงสัยด้วยเทคนิคไม่รู้อย่างถ่องแท้ ทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ที่ควรจะได้อย่างใหญ่หลวง

แบบนิติธรรม ใช้เทคนิคการตรวจแบบ เป็นเพื่อนกับผู้ถูกตรวจ เพราะจะต้องทำงานด้วยกันไปอีกนานเป็นสิบปียี่สิบปี ควรแนะนำเป็นที่ปรึกษามาตรฐานให้กันและกัน ด้วยแนวความคิดเป็นมิตรที่ต้องพึ่งพากัน Alliance เป็นองค์ความรู้ด้ายกฏระเบียบสามารถแนะนำวิธีปฏิบัติให้ปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติได้ Data-warehouse นำประสบการณ์ตรวจและประสบการณ์ปฏิบัติงาหา วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุดเสี่ยงน้อยที่สุดร่วมกัน Best Practice..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/596920

นิติรัฐ เกิดการต่อต้าน วิธีการตรวจ ไม่ยอมรับ เกิดความไม่น่าเชื่อถือต่อผู้ตรวจ และทำให้องค์กรขาดความน่าเชื่อถือและไม่เป็นมืออาชีพในที่สุด

แบบนิติธรรม เกิดการยอมรับ ในการมุ่งมั่นพัฒนาระบบ พัฒนางานของส่วนรวมร่วมกัน ผู้ตรวจได้รับความไว้ใจและได้รับความเชื่อถือจากต่อผู้ถูกตรวจ ทำให้ผู้ถูกตรวจอยากให้มาช่วยหาจุดบกพร่องจะได้ช่วยกันแก้ไขให้ประชาชนปลอดภัยโดยเร็วที่สุด (ที่ผู้ตรวจได้ยินบ่อยครั้งว่า ข้อบกพร่องที่กรมเจอข้อนี้ขอเป็นระดับ1เลยได้ไหมจะได้งบประมาณแก้ไขได้โดยเร็ว - ตระหนักในความปลอดภัย)ทำให้องค์กรเป็นที่น่าเชื่อถือเป็นมืออาชีพในที่สุด เพราะเจตนาคุ้มครองประชาชนด้วยกัน จึงทำงานกันด้วยความสุข

นิติรัฐ ทำให้การบริการติดๆขัดๆ ไม่สามารถรักษาระดับการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ

แบบนิติธรรม ทำให้การบริการเดินไปได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพสูง ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

เขียนโดยว่าที่ร้อยตรีโสตถิทํศน์ เอี่ยมลำเนา

นักแม่นปืนเหรียญทอง นายทหารสัญญาบัตรยศว่าที่ร้อยตรี รุ่นที่ ๕๗

กองพันทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ ค่ายจักรพงศ์ภูวนารถ จังหวัดปราจีนบุรี

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/596920


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้ KM Knowleage Management



ความเห็น (0)