โครงการ "จิตอาสาทาสีวัด" คืออีกหนึ่งกิจกรรมอันง่ายงามของกระบวนการเรียนรู้คู่บริการในรายวิชาการพัฒนานิสิต ที่มุ่งให้นิสิตได้เรียนรู้หลักของการรับผิดชอบต่อสังคมเฉกเช่นอัตลักษณ์ (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) รวมถึงปรัชญามหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน)
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2558 ณ วัดมหาผล ชุมชนบ้านท่าขอนยาง ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม มีนิสิตเข้าร่วมจำนวน 18 คน โดยมีวัตถุประสงค์การเรียนรู้ 3 ประเด็นหลัก คือ
- เพื่อปลูกฝังเรื่องจิตอาสาและการบำเพ็ญประโยชน์แก่นิสิตโดยใช้วัด และชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้
- เพื่อสร้างการเรียนรู้แก่นิสิตในการทำงานอย่างเป็นทีม
- เพื่อให้หอระฆังในวัดมีสีสันสวยงาม
พุ่งเป้าเข้าหาผู้นำชุมชน : มีอะไรให้นิสิตได้ช่วยและได้เรียนรู้บ้าง
ในห้วงสำรวจพื้นที่การจัดกิจกรรม นิสิตตัดสินใจเลือกชุมชนท่าขอนยาง (ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) เป็นพื้นที่เป้าหมายหลัก เนื่องเพราะเป็นชุมชนที่นิสิตเข้าไปพักอาศัยอยู่เป็นชุมชนมาก จึงอยากที่จะทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เสมือนการตอบแทนชุมชนไปในอีกมิติหนึ่ง
การลงชุมชนนิสิตพุ่งเป้าเข้าหา
"ผู้นำ" ชุมชนเป็นอันดับแรก กล่าวคือเข้าพบปะพูดคุยกับกำนัน คณะกรรมการวัด และเจ้าอาวาส ก่อให้เกิดวงสนทนาเล็กๆ ระหว่างนิสิตกับแกนนำชุมชน เสมือนการเรียนรู้ระบบและกลไกการประสานงานชุมชนไปในตัวด้วยเช่นกัน
ในวงสนทนาหารือเหล่านั้น เริ่มมีชาวบ้านอื่นๆ เข้ามาสมทบเป็นระยะๆ ซึ่งนิสิตเองก็มิได้บ่งชี้ชัดแจ้งว่าจะมาทำอะไร หากแต่เน้นการพูดคุยในประเด็นว่าชุมชนมีกิจกรรมอะไรที่อยากให้นิสิตได้เรียนรู้ หรือช่วยเหลือได้บ้าง
ที่สุดแล้ว ชุมชนจึงลงมติเป็นการทาสีหอระฆัง ซึ่งชุมชนได้ชี้แจงว่ามีแผนจะดำเนินการพอดี เนื่องจากทาสีล่าสุดก็ปี 2556 ตอนนี้ก็เห็นชัดเจนว่าหอระฆังดูซีดจาง...ไม่สวยสง่า
คิดอะไรไม่ออกบอก "สี" : บูรณาการจากหอระฆังไปยังกำแพงวัด
ด้วยความที่วิชาพัฒนานิสิต มุ่งเน้นให้นิสิตได้ทำกิจกรรมในแบบบูรณาการ (สหกิจกรรม) รวมถึงการมุ่งเน้นให้นิสิตประเมินสภาวะของกำลังคนกับการงานที่จะทำ โดยมิให้ "คนล้นงาน" (นิสิตล้นงาน) ราวกลับกรีดกรายไปมา สร้างภาระให้ชุมชนเสียเปล่าๆ
แนวคิดดังกล่าวจึงก่อเกิดเป็นกิจกรรมหนุนเสริมการเรียนรู้อื่นๆ ตามมาด้วยการทาสีกำแพงวัดที่มีสภาพไม่ต่างจากหอระฆัง รวมถึงการทำความสะอาดในบริเวณวัดให้ได้มากที่สุดบนฐานความสมดุลของ
"คนกับงาน"
เรียนรู้ชุมชน : ไม่มีที่ใดปราศจากตำนานและเรื่องเล่า
อีกหนึ่งแนวคิดของวิชาการพัฒนานิสิตที่พยายามปลูกฝังให้นิสิตได้ตระหนักเสมอมาในการจัดกิจกรรมเรียนรู้ หรือกิจกรรมการพัฒนาชุมชน เพื่อเสริมสร้างสภาวะของเรื่องจิตอาสา (เยาวชนจิตอาสา) นั่นก็คือการให้ความสำคัญกับบริบท หรือประวัติศาสตร์ในชุมชน เช่น
ความเป็นมา เหตุการณ์สำคัญๆ ภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน สถานที่สำคัญๆ ฯลฯ
แนวคิดดังกล่าวนี้ก็ปรากฏเด่นชัดในโครงการดังกล่าว เนื่องเพราะชุมชนได้มีเวทีเล็กๆ อย่างเป็นกันเองบอกเล่าเรื่องราวชุมชนให้นิสิตได้รับรู้ เสมือน "บอกเล่าสู่ลูกหลาน" หรือ "สอนลูกสอนหลาน" โดยมีทั้งการบอกเล่าอย่างเป็นทางการ และการทำไปเรียนรู้ไป (ทาสีไปสอบถาม-สัมภาษณ์ไปพร้อมๆ กัน) ยังผลให้นิสิตได้รับรู้ว่าชุมชนดังกล่าวเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ มีวัฒนธรรมที่โดดเด่นเป็นของตัวเองในหลายๆ เรื่อง รวมถึงการได้รับรู้ว่า "วัดมหาผล" สร้างขึ้นเมื่อไหร่ –มีบทบาทต่อชุมชนอย่างไร เป็นต้น
เรียนรู้คู่บริการ : บนฐานการมีส่วนร่วม
โครงการ "จิตอาสาทาสีวัด" สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับชุมขนแบบเรียบง่าย นับตั้งแต่ประชุมสอบถามความต้องการ เปิดพื้นที่ให้ชุมชนตัดสินใจว่าจะทำอะไร และชวนชุมชนทบทวนตนเองว่ามีทรัพยากรใดๆ จะแบ่งปันร่วมกับนิสิตได้บ้าง
การงานในครั้งนี้ชุมชนผู้ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ให้การสนับสนุนงบประมาณด้านสีและอุปกรณ์ ตลอดจนการออกมาช่วยงาน คอยให้คำแนะนำเรื่องการทาสีว่าต้องใช้สีอะไร ทาอย่างไร...และเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดจนแล้วเสร็จโครงการ โดยไม่ปล่อยให้นิสิตได้ทำงานให้กับชุมชนเพียงลำพัง รวมถึงการชักชวนนิสิตเข้าไปร่วม "บุญผะเหวด" ในวัดที่อยู่ใกล้ๆ กัน เพื่อให้ได้สัมผัสกับวิถีวัฒนธรรมชุมชน
โดยส่วนตัวผมแล้ว การไปทาสีหอระฆังของกลุ่มนี้ ยึดโยงไปยังบุญประเพณีเดือนสี่ (บุญผะเหวด) ยึดโยงไปยังการรับรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ชุมชน และที่สำคัญที่ผมชอบมากคือกระบวนการทาสีกำแพงวัดนั้น นิสิตได้อุปกรณ์ในท้องถิ่น (กาบมะพร้าว) มาทำเป็นแปลงทำความสะอาดกำแพงก่อนลงสี สะท้อนกลิ่นอายภูมิปัญญาท้องถิ่นเล็กๆ ในกิจกรรม รวมถึงการใช้วัสดุเหลือใช้ในวัดมาทำเป็นภาชนะในการเป็น "จานรองสี" สื่อให้เห็นวิถีความพอเพียง พอประมาณไปในตัว...
หรือกระทั่งการตั้งคำถามอย่างสุภาพเงียบๆ กับชุมชนในการที่จะลุกขึ้นมาพัฒนาวัดรองรับมหกรรมชีวิตในเทศกาลสงกรานต์ไปในตัว
เหนือสิ่งอื่นใด การทาสีครั้งนี้ คงพอให้นิสิตได้เรียนรู้ถึงระบบบรรพบุรุษที่ฝังแน่นเป็นเถ้ากระดูกบนกำแพงวัด อีกทั้งยังเป็นการทำความสะอาดกำแพงวัดที่บรรจุเถ้ากระดูกของชาวบ้านผู้ล่วงลับที่กำลังรอการกลับมาเยือนของลูกหลานในเทศกาลสงกรานต์ไปในตัว เช่นเดียวกับการถามทักตัวนิสิตในการที่จะกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ว่าเกี่ยวโยงกับบรรพบุรุษอย่างไร...
นี่คือมนต์เสน่ห์ของการเรียนรู้แบบลงมือทำในรายวิชาพัฒนานิสิตที่ใช้ผู้เรียนและชุมชนเป็นห้องเรียน
เสียงจากนิสิต
"... ทำงานก็มีปัญหาบ้าง เช่นสีที่ซื้อมาไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องทา เลยต้องไปซื้อมาใหม่ ทำให้เวลาล่าช้า สูญเสียงบประมาณ ถึงแม้จะไม่มีชุมชนเข้ามาเยอะ แต่แกนนำชุมชนก็เข้ามาทำงานร่วมกันหลายคน อยู่ช่วยกันจนเสร็จ เล่าเรื่องตำนานชุมชนให้ฟังด้วย
... รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม เห็นวัดดูสวยงามขึ้น ก็สุขใจค่ะ.(นางสาวศุภานุกูล ขานหยู่ : นิสิตวิชาการพัฒนานิสิต กลุ่ม 3/3)
เสียงจากพี่เลี้ยง (ทีมกระบวนกร/อาจารย์ผู้ช่วยสอน)
"...ช่วงที่นิสิตจัดกิจกรรม ตรงกับประเพณีบุญเดือนสี่ของชุมชนที่อยู่อีกวัดหนึ่ง เสียดายที่นิสิตยังไม่สามารถรวมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์การทาสีกับประเพณีนี้เข้าด้วยกันได้ แต่ก็ยังดีที่นิสิตยังได้เรียนรู้เรื่องราวที่มาที่ไปของชุมชน...." (นายอติรุจ อัคมูล : อาจารย์ผู้ช่วยสอน)
หมายหตุ ภาพ : นิสิตวิชาการพัฒนานิสิต กลุ่ม 3/3













ม่วนดีน่ออ้าย อยากไปเรียนนำเด้
การทาสี
ได้ใช้ศิลปะและการเรียนรู้ผสมผสานไปด้วยครับ
ตามมาเชียร์ครับ
ครับ คุณครูยอด
พี่ว่าทำโครงการจิตอาสาร่วมกันระหว่างสองสถาบันดีกว่า...
เป็นงานเชิงรุกระหว่างฝ่ายพัฒนานิสิตเลย
ไม่อยากให้จมอยู่กับแค่กีฬาเชื่อมความสัมพันธ์
ดีมั๊ย
ครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
ขอบพระคุณ อ.แม่ ไอดิน-กลิ่นไม้ มากๆ นะครับ
ช่วงนี้ยังว้าวุ่นกับการงานประจำ-งานถอดความรู้-งานแฟ้ม ฯลฯ
แต่ทั้งปวง ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครับ
ผมเริ่มจะเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง วิชาพัฒนานิสิต กับ "ฮีต ๑๒ คลองกิจกรรม" บ้างแล้วครับ ...
ถูกต้องครับ อ.ดร ฤทธิไกร มหาสารคาม
ฮีต 12 คองกิจกรรม อีกไม่นานผมเปิดเผยแนวคิดเรื่องนี้ และผลักเข้าระบบอย่างเป็นทางการ มันก็คล้ายหนึ่งคณะหนึ่งศิลปวัฒนธรรมแหละครับ แต่ไม่ใช่ไปยึดติดกับประเพณีหลักฮีต 12 คอง 14 หรอกนะครับ มันยังมีอะไรซ่อนอยู่ในนั้น -
ขอบพระคุณที่แวะมาเสริมหนุนความรู้ครับ