เส้นทาง PBL แห่งการเปลี่ยนแปลง ๑

หน้าเเรก

ยุคเริ่มต้น
............ลมอ่อนๆของคิมหันต์ พัดพามาสู่ยอดหญ้า อันทองอร่าม ของดินแดนอีสานที่ร้อนและแห้ง ใบไม้ทุกๆต้นล้วนมีความหมายสื่อความว่า "ถึงเวลาเข้าสู่กาลเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" ครูคนหนึ่งเดินทางอยู่ท่ามกลางกระเเสลมที่พัดพาความระอุ เดินในเส้นทางที่ระบบการศึกษาขีดกั้นเอาไว้ให้ ภาระการสอน การติว การสอบ วิ่งเข้ามาในความคิดที่เขาว่าการเรียนเเบบนี้ที่จะทำให้การศึกษาของไทยเราพัฒนาขึ้นได้ เเต่ทว่ากลับสวนทางในความคิดของครูเสียเหลือเกิน เพราะจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาของครู ที่ว่าระบบการเรียนเเบบนี้ไม่สามารถจะสอนให้เด็กเป็นคนดีได้ 100 เปอร์เซ็น จึงคิดว่าจะทำอย่างไรดี ให้เด็กๆในห้องเรียนมีพัฒนาการที่ดีกว่านี้ ให้โตไปเป็นคนเก่งด้วย โตไปเป็นคนดีด้วย เข้าสังคมได้ด้วย

...........วันหนึ่งสายลมพัดพาข่าวคราวจากทาง อ.ดร.ฤทธิไกร ไชยงาม ในโครงการ LLEN จากทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มาถึง เป็นโครงการที่เน้นพัฒนาเด็กให้เรียนรู้ในเเบบ 21st century skiils หรือทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยในรูปเเบบของมหาสารคามใช้รูปแบบของโครงงาน ครูไม่รอช้า รีบเข้าโครงการนี้ในทันที "เพราะเมื่อวิธีการเก่าไม่ได้ผล ต้องเปลี่ยนวิธีการ" ในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนที่เหมือนลูกหลานของเราเอง ครูจึงได้รู้ว่า การเรียนรู้ไม่ได้อยู่เพียงในกะลา เเต่การเรียนรู้อยู่ทุกๆที่ การเรียนที่ดีต้องสามารถพัฒนาทักษะการคิด การเรียนรู้ การทำงาน การสื่อสาร ฯ พวกนักเรียนเราได้ เปลี่ยนจากการเรียนที่โรงเรียน ไปเรียนที่บ้าน เเล้วเอาข้อคำถามที่บ้าน มาทำที่โรงเรียน เมื่อครูเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า ครูสอนระดับม.3 ก็จะเคลื่อนด้วย ม.3 ก่อนที่ล่ะ

............ระหว่างความคิดที่จะเริ่มขับเคลื่อน ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามก็ มีการเชิญชวน เข้าเรียนรู้จิตปัญญาศึกษา ในช่วงปีการศึกษษ 2553 ครูไม่รอช้ารีบเข้าร่วมทันที เพราะอาจพบคำตอบว่าการศึกษาจะดีขึ้นอย่างไร ประกอบกับการระดมความคิดเห็นกับเพื่อนครูว่า "ทำไมผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเราถึงตกต่ำลง" ซึ่งอาจได้คำตอบเหล่านี้ก็อาจเป็นไปได้ จากที่ได้เข้าอบรมพัฒนาการคิดด้านการเรียนรู้เเละทักษะสำคัญของผู้เรียน ก็ได้ย้อนกลับมามองบริบทของตนเองดูว่า มีประเด็นหนึ่งสนใจอยากพัฒนาจุดด้อยตรงนี้ก่อน หากสามารถพัฒนาได้อาจเป็นต้นเเบบเพื่อขยายผลสู่ภาพใหญ่ คือ "เด็กกิจกรรมมีเเต่กระบวนการเเต่ไม่เกิดการเรียนรู้" จึงระดมความคิดเห็นกันว่าจะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านี้เกิดการเรียนรู้ไปด้วยกับสิ่งที่เขาทำอย่างคุ้มค่ามากที่สุด จากประเด็นนี้ครูจึงระดมความคิดเห็นกันว่าจะทำอย่างไร จากการคุยกันได้ มีการบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเนื้อหาการเรียนในขณะนั้น เเละเเนวทางในการพัฒนาเด็กไม่ว่าจะเป็นเด็กกิจกรรมหรือนักเรียนทั่วไป คือ ให้เขาทำโครงงาน(PBL) "ลองดู" เพราะเราก็ร่วมกับทางโครงการ LLEN มหาสารคาม ขับเคลื่อนเรื่องนี้พอดี เผื่อว่าการเรียนในเเบบนี้อาจสามารถช่วยทำให้ระดับผลการศึกษาของเราสูงขึ้นได้

...........เราสนใจประเด็นการไปเรียนรู้ที่บ้านที่เป็นการเรียนรู้บนสภาพปัญหา(PBL : Project based learning) การบูรณาการหน่วยเรียนรู้ปีเเรกนี้บูรณาการหน่วยการเรียนรู้สังคมศึกษาก่อน เเละการให้เด็กทำโปรเจคเป็นกลุ่มของเขาเองที่เป็นชิ้นงาน เมื่อทำแผนการเรียนรู้กันเเล้ว ก็รีบพาเด็กๆลงไปเรียนรู้แหล่งเรียนรู้ใกล้บ้าน ศรีเนตรภัทร บ้านขามเปี้ย ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม เพื่อ"สร้างเเรงบันดาลใจให้พวกเขามีพลังใจ"ในการทำโครงงานของตนอง ไปเรียนรู้ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การทำเเชมพู การทำบ้านดิน เเละการทำเกษตรกรรม ซึ่งจากที่ได้เรียนรู้เหล่านั้นจะไร้ผลเลยหากเราไม่ได้ตั่งคำถามให้เด็กๆกลับไปทำโปรเจคของเเต่ละกลุ่มที่บ้านว่า จากที่ได้ไปเรียนรู้มาเเล้วนั้น ประทับใจหรือสนใจเรื่องอะไร จะต่อยอดเป็นโครงการของตนเองได้อย่างไร เป็นการประดิษฐิ์ การทดลอง การสำรวจ ฯ เเล้วครูจึงให้ระยะเวลาเด็กๆได้ไปคิดหัวข้อโครงงานของตนเอง ครูคิดเล็กๆในใจว่าที่เด็กๆกำลังคุยกันนั้น จะสามารถคิดกันได้มากน้อยเพียงใด เเต่ก็เข้าใจว่าเด็กๆจะเกิดพัฒนาการทางการคิดของเขาขึ้นมาเอง ระหว่างการให้เด็กไปคิดไปทำ ได้เข้าเรียนรู้ระหว่างทางในโครงการ LLEN อีกครั้ง ครั้งนี้ได้เรียนรู้การทำวิจัย การเขียนหนังสือ เเละการออกเเบบกระบวนการเรียนรู้ เมื่อครูได้เรียนรู้มาเเล้ว ก็ไม่รีรอ เตรียมให้เด็กๆได้ลงมือดำเนินงานโครงงานของตนเองเลย ภาพรวมครูเห็นทั้งโครงงานประดิษฐิ์ โครงการทดลอง เเละโครงงานสำรวจ ในเด็กๆลงมือทำในระยะเวลา 1 เดือน กว่าๆ เเล้วจากนั้นครูคอยกระตุ้นการคิด คอยติดตาม จนถึงขั้นนำเสนอผลงานของตนเอง ระหว่างทางการติดตามครูได้เรียนรู้สำคัญว่า "ครูไม่ควรด่วนตัดสินว่ามันดีหรือไม่ดี"

............เสียงจากเด็กๆ ที่ผ่านกระบวนการโครงงานในโครงการ LLEN ในปีเเรก
นายสราวุธ สีมาตา เล่าว่า การเรียนรู้เเบบโครงงานทำให้ผมมีอิสระในการเรียนรู้ของตนเอง เเต่อก่อนนั้นผมเคยทำโครงงานเเบบคัดลอกเเล้ววางส่งครู เมื่อผมได้ทำโครงงานนี้ผมจึงได้รู้วา่ที่ผมทำผ่านมานั้น เขาไม่เรียกว่าโครงงาน โครงงานของจริงต้องเกิดจากการสนใจของเราเองเเละพยายามที่จะเเก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ผมทำโครงงานกระถางดอกไม้จากปุ๋ยอัด ที่ต้องเจอกับปัญหาต่างๆนานา บางครั้งก็เเก้ไขได้ เเต่ไม่นานก็เกิดปัญหาขึ้นอีก เกิดปัญหาซ้ำเเล้วซ้ำเล่า เพราะปุ๋ยอัดขึ้นเป็นรูปกระถางเมื่อรดน้ำต้นไม้เเล้วนั้น มันก็จะเน่า สุดท้ายผมเเก้ไขปัญหานี้โดยการนำวัสดุธรรมชาติที่ คือ ฟางข้าวมาผสมเเล้วขึ้นรูปใหม่ โดยนำดินมาอัดเป็นชั้นนอกอีกที ผลที่เกิดขึ้น คือ มันสามารถใช้ได้จริง เมื่อรถน้ำเเล้ว มันไม่เน่า ผมได้เรียนรู้ที่สำคัญจากโครงงาน คือ การเเก้ไขปัญหา ทักษะการพูด การกล้าเเสดงออก การกล้าคิดเเละกล้าทำ ฯ อยากฝากน้องๆที่จะทำโครงงานเริ่มเเรกด้วยว่า "การทำโครงงานนั้นเมื่อเราเจอกับปัญหา จงอย่าหนีมัน ให้เรียนรู้เเละเเก้ไขมันให้ได้"

นางสาวดารินทร์ สุขบรรเทิง เล่าว่า การทำโครงงานเป็นการเรียนรู้ที่ทำให้ฉันหันมาสนใจปัญหารอบข้างของตนเองมากยิ่งขึ้น ฉันทำโครงานเรือจากขวดน้ำพลาสติก เหตถที่ทำเพราะโรงเรียนเรามีขวดน้ำเยอะ จึงอยากประดิษฐิ์ขวดน้ำเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ ปัญหาที่เกิดขึ้นเเรกๆ คือ หาขวดน้ำลักษณะเดียวกันได้น้อยมาก จนต้องหานอกพื้นที่บ้าน ปัญหาที่เข้ามาอีก คือ โครงของเรือที่ทำด้วยไม้ไผ่ทำให้เรือมันจมเเน่นอนเเก้ปัญหาโดยการใช้ท่อประปามาเป็นโครงเรือ ปัญหาที่เข้ามาอีก คือ วิธีการจัดวางขวดที่จะต้องจัดวางให้เมื่อถูกความดันของน้ำเเล้วไม่หลุดออกจากกันสามารถเเล่นเรือได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า เมื่อเราไปทำงาน หรือไปเรียนรู้ชีวิตจริง ก็อาจมีปัญหาทีเกิดขึ้นอย่างนี้มากมาย เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ขั้นเเรกๆ คือ ต้องใจเย็นกับมันเสียก่อน ฉันเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนการคิดเป็นระบบยิ่งขึ้น การทำงานเป็นทีม การเเก้ไขปัญหา เเละการเข้าสังคม

............สิ่งที่ครูมองเห็นโดยภาพรวมของการเปลี่ยนแปลง ระดับผลสำฤทธิ์ของคะเเนน O-net เเละการสอบย่อยอื่นๆ คือ เด็กที่คะเเนนสูง เมื่อผ่านกระบวนการ PBL คะเเนนก็ระดับสูงเท่าๆเดิม ส่วนเด็กที่อ่อนเมื่อผ่านกระบวนการ PBL ระดับคะเเนนจะสูงขึ้น เเละการเรียนรู้เเบบนี้ เด็กจะสามารถมีทักษะการเรียนรู้ การทำงาน การสื่อสาร ฯ เเละสามารถเข้าสังคมได้ สามารถเอาตัวรอดได้ จากกรณี ของ ตาดำ(นามสมติของนักเรียนที่ผ่านกระบวนการ) ตาดำเป็นเด็กสก๊อย ชอบซิ่งเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อเขาผ่านกระบวนการนี้เเล้วนั้น ทุกๆวันนี้ทักษะเหล่ะนี้ติดตัวของเขาไป เขาสามารถไปทำงานเเละเอาตัวรอดเพื่ออยู่ในสังคมได้ เมื่อครูได้เห็นอย่างนั้นเเล้ว จึงคิดว่าการเรียนรู้เเบบ PBL นี่ล่ะที่สามารถพัฒนาศักยภาพของเด็กๆคามศักยภาพของตัวเขาเอง เเละเด็กมีความเป็นเจ้าของผลงานของเขาโดยตรง โดยครูต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเองมาเป็นโค้ชคอยกระตุ้นการคิด คอยตั้งคำถาม คอยบอกเเละพูดคุยกับเขาไม่อยู่ไกล เพื่อกระตุ้นให้เขา เห็นปัญหา ลงมือเเก้ไข เเละได้บทเรียนจากปัญหาเหล่านั้น ห้อง 4 เหลี่ยมสำหรับครูไม่จำเป็นอีกต่อไปเเล้ว ...

.

.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แสงตะวันแห่งพลเมือง



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

มาเป็นกำลังใจให้ค่ะ