สวัสดีค่ะ คุณ ชนิดา สารทอง ที่รัก

คุณชนิดาคุณคงไดัอ่านจดหมายฉบับนี้แล้วสิน ฉันเขียนจดหมายฉบับบนี้มาก็เพื่อที่จะเขียนเล่าถึงการดำเนินชีวิตในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นชีวิตฉันมีแต่ชิ้นงานที่ต้องเข้ามาจัดการ สะสางทั้งงานของตัวเอง งานกลุ่มบ้างแต่ถือว่าเป็นงานที่หนักใจคงเป็นงานกลุ่มที่จะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ระดมสมอง และสองมือเพื่อที่จะทำให้ชิ้นงานนั้นออกมาดีที่สุดแต่เมื่อทำงานงานกันเป็นหมู่คณะใหญ่ก็ต้องพบเจอปัญหาที่ว่าความคิดของเรานั้นต่างกันแต่ถ้าคนเรารู้จักที่จะมีสติและคิดถึงผลที่จะตามมานั้นก็ขอแค่เพียงเกบความรู้สึกที่มันแสนจะทรมานนั้นเก็บไว้ในใจแล้วหาสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ใจนั้นระบายมันออกมาอาจจะใช้วิธีด้วยการเขียนบันทึกเล่มเล็กของเรา หาบทเพลงที่ทำให้เราสบายใจฟังเพื่อทำให้จิตใจความรู้สึกของเราผ่อนคลายลงไป ซึ่งเชื่อว่าการที่คนเราเกิดมาย่อมไม่เหมือนกัน พระเจ้าสร้างคนมาให้พบเจออะไรต่างๆที่ไม่เหมือนกัน บางคนเกิดมาเพียงไม่กี่วิบนโลกก็ต้องตายไปโดยยังไม่ได้เรียนรู้ชีวิตที่หลากหลายบนโลกนี้ แต่บางคนสิเกิดมาต้องมาต่อสู้อุปสรรคที่หนักหนาแต่เป็นการที่สอนให้เรารู้จักถึงความอดทนที่ว่าถ้าเราเจอสิ่งที่หนักเข้ามาในชีวิตตั้งแต่เล็กๆ เมื่อก้าวไปเป็นผู้ใหญ่ในภายภาคหน้าก็จะบากบั่นไปได้ ซึ่งการเขียนจดหมายฉบับนี้เป็นการเขียนจากความรู้สึกที่อาจจะเก็บไว้มานานแต่ถ้าคนเรารู้จะหาทางออกคงจะไม่มีปัญหา

ผ่านพ้นเรื่องงานงานไปในสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ของการไปโรงเรียนที่ไปบริการวิชาการชุมชนมาซึ่งได้ไปทำการบริการที่โรงเรียนบ้านน้ำริน โดยในวันพุธที่ผ่านมานั้นได้ไปร่วมงานปิดอำลาสถาบันและเลี้ยงส่งนักเรียนชั้นป.6ที่พร้อมจะก้าวออกไปพบเจอกับสังคมที่กว้างขึ้นซึ่งมันทำให้ย้อนถึงตัวเองเลยว่าในชีวิตวัยนี้เป็นชีวิตเหมือนนกโบยบินในโลกกว้างที่จะต้องมีคนคอยชี้แนะ ให้คำปรึกษาเพื่อที่จะได้ก้าวออกไปเป็นเยาวชนที่ดีของชาติ แต่ชีวิตของคนเรานั้นจะมากำหนดโดยคนอื่นก็ไม่ได้มันต้องเดินตามชีวิตที่เรากำหนดไว้แต่การเดินตามชีวิตที่เรากำหนดไว้นั้นถ้าคนใฝ่ดีก็จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพ่อแม่ที่ท่านคอยถนุถนอมนางฟ้าตัวน้อยๆของเข้าไว้แต่ถ้าใครประพฤติไม่ดีเชื่อว่าฟ้าคงไม่เข้าข้างคนดี ยอมต้องมีบทลงโทษเพื่อคัดสรรคนดีให้อยู่ในสังคม โดยตลอดระยะสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นชีวิตของฉันอาจจะทุกข์บ้าง สุขบ้างแต่ก็จะพยายามที่จะเดินก้าวต่อไปเพื่อที่จะนำความสำเร็จมาสู่ตนเองเพราะเชื่อว่าคนที่เหนื่อยกว่าเรานั่นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกค่ะ แต่เป็นพ่อแม่เรานั่นแหละที่ท่านบากมั่นทำงานเพื่อนำเงินมาส่งเสียเราให้เราได้เรียนมาจนถึงทุกวันนี้ จนบางครั้งเวลาที่เศร้านั้นนั้นฉันพยายามที่จะนึกถึงคำสอนของผู้อันเป็นที่รักอยู่เสมอ ทำให้นึกเสมอว่าท้อได้ แต่เราจะไม่ถอยเพื่อตัวเองและผู้ที่เคียงข้างเราอยู่เสมอ

ดังนั้นถ้าคนเราเลือกที่จัดการตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สุขกายสบายมใจนั้นก็เพียงแค่หากิจกรรมที่ผ่อนคลายหรือพูดคุยเล่าเรื่องกับใครซักคนที่เราไว้วางใจเล่าถึงปัญหาที่พบเจอเพื่อที่เหมือนเป็นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน สุดท้ายนี้จึงอยากฝากข้อคิดเป็นบทกลอนที่ว่า ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี

ชนิดา สารทอง

29/3/58 เวลา 15.24