หนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน : นาโยน (ในเวทีสาธารณะ)

เป็นความสำเร็จในเชิงคุณภาพที่ไม่ได้ประเมินชี้วัดด้วย "ตัวเลข" (เชิงปริมาณ) ว่าต้องเป็นร้อยละ ๕๐-๘๐ ของประชากร หรือครัวเรือนทั้งหมดในชุมชน

การที่แต่ละหลักสูตรสามารถ "ต่อยอด" หรือขยายผลการทำงาน ทั้งในเชิงประเด็น และพื้นที่ หรืออื่นๆ อาทิ การนำเสนอผลการดำเนินงานในเวทีวิชาการ การได้รับการยกเป็นต้นแบบเพื่อขับเคลื่อนตามวาระต่างๆ ตลอดจนการได้รับงบประมาณสนับสนุนจากส่วนงานอื่นๆ ถือเป็นความสำเร็จที่ "๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน" ปักหมุดไว้อย่างเงียบๆ

กรณีเช่นนี้งานบริการวิชาการแก่สังคม (๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน) ของสาขาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวกับการ "ทำนาแบบโยนกล้า" หรือ "นาโยน" เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่อดที่จะหยิบยกมาพูดถึงไม่ได้ ซึ่งดำเนินการโดย ผศ.ดร.มัณฑนา นครเรียบ




ปี ๒๕๕๕ ผศ.ดร.มัณฑนา นครเรียบ ปักหมุดการทำนาโยน (โครงการการพัฒนาการปลูกข้าวแบบโยนกล้า และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยชีวภาพจากเศษอาหาร การเลี้ยงเป็ดเพื่อกำจัดหอยเชอรี่ และการใช้น้ำส้มควันไม้เพื่อกำจัดแมลง) ณ บ้านห้วยชัน ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ซึ่งอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามในราวๆ ๓-๔ กิโลเมตร พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาเรื่อง "น้ำท่วมซ้ำซาก" โดยในปีแรกนั้นประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือการให้ความรู้เรื่องการทำนาโยน เพื่อเป็นทางเลือกของการทำนาในเขตน้ำท่วม รวมถึงกิจกรรมหนุนเสริมอื่นๆ เช่น เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่ง เพื่อกำจัดหอยเชอรี่ การทำน้ำส้มควันไม้ และการทำน้ำหมักชีวภาพ เพื่อลดทอนปริมาณการใช้สารเคมีผ่านวิถีเกษตรกรรมในชุมชน


ปี ๒๕๕๖ เป็นอีกปีที่ยังคงปักหมุดการดำเนินงานในลักษณะเดียวกับปีแรก (โครงการขยายผลการทำนาแบบโยนกล้าเพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตัวเองอย่างต่อเนื่องและยังยืน ณ หมู่บ้านห้วยชัน) เพียงแต่มุ่งเน้นไปยัง "ครัวเรือนต้นแบบ" หรือ "คนต้นแบบ" เกี่ยวกับการทำนาโยน เพื่อให้ชาวบ้านได้หยัดยืนด้วยตนเอง เป็นวิทยากรชุมชนได้ด้วยตนเอง รวมถึงการดูแลช่วยเหลือกันและกัน โดยไม่จำนน หรือจำยอมต่อชะตากรรมด้วยการเฝ้ารอคอยให้คนอื่น หรือองค์กรจากภายนอกยื่นมือมาฉุดดึง-ช่วยเหลือเสียทั้งหมด



ปี ๒๕๕๖ การขับเคลื่อนโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชนของหลักสูตรเคมี ไม่ได้วิ่งวนอยู่กับแต่เฉพาะการสร้างครัวเรือต้นแบบในบ้านห้วยชันเท่านั้น หากมุ่งขยายพื้นที่ไปยังกลุ่มผู้คนที่สนใจในหมู่บ้านใกล้เคียงเป็นระยะ เช่น บ้านดอนนา บ้านมะกอก ซึ่งก็ถือว่าได้เริ่มก่อตัวเป็นปรากฏการณ์ความสำเร็จเล็กๆ เป็นความสำเร็จในเชิงคุณภาพที่ไม่ได้ประเมินชี้วัดด้วย "ตัวเลข" (เชิงปริมาณ) ว่าต้องเป็นร้อยละ ๕๐-๘๐ ของประชากร หรือครัวเรือนทั้งหมดในชุมชน


กระทั่งปี ๒๕๕๗ กระบวนการขับเคลื่อนเรื่อง "นาโยน" ของหลักสูตรเคมี โดยการนำของ ผศ.ดร.มัณฑนา นครเรียบ ก็ยังคงหนักแน่นเหมือนเช่นสองปีที่ผ่านมา กล่าวคือบูรณาการความสำเร็จจากทั้งสองปีเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยขยายพื้นที่จากเดิมคือบ้านห้วยชันมาสู่ที่ใหม่ในชื่อโครงการ "การพัฒนาการทำนาแบบโยนกล้าและการจัดการที่ยั่งยืน ณ บ้านดอนนา" ด้วยการนำพาบุคคลากร/ครัวเรือนต้นแบบมาช่วยหนุนเสริมกลุ่มเป้าหมายใหม่ พร้อมๆ กับการนำชุดความรู้จากพื้นที่เดิมมาขยายผลในพื้นที่ใหม่บนฐานคิดของการ "เรียนรู้คู่บริการ" และ "ทำไปเรียนรู้ไป"



นอกจากนี้แล้ว การขับเคลื่อนเรื่องนาโยนยังประสบความสำเร็จในมิติของการได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกด้วยเช่นกัน ได้แก่ปี ๒๕๕๕ ได้รับทุนจากคลินิกเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อดำเนินการโครงการคลินิกเทคโนโลยี เรื่อง "การถ่ายทอดการทำนาแบบโยนกล้า" โดยขับเคลื่อนขึ้นที่บ้านห้วยชัน บ้านสมศรีมะแปบ (ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม) และโรงเรียนอนุบาลบรบือ (ต.บรบือ อ.บรบือ จ.มหาสารคาม)ประกอบด้วยกิจกรรมหลักๆ คือ

  • การถ่ายทอดการปลูกข้าวแบบโยนกล้า
  • การผลิตปุ๋ยคอกจากเศษวัสดุเหลือใช้
  • การเลี้ยงไก่ในแปลงนา
  • การเลี้ยงเป็ดกำจัดหอยเชอรี่
  • การใช้น้ำส้มควันไม้กำจัดแมลง


ส่วนปี ๒๕๕๖ ยังคงได้รับทุนสนับสนุนต่อเนื่องจากคลินิกเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ในชื่อโครงการ "การขยายผลการทำนาแบบโยนกล้าเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนของเกษตรกรในเขตพื้นที่แก้มลิงลุ่มแม่น้ำชีโซนกลาง" ณ หมู่บ้านกุดหัวช้าง และบ้านมะกอก ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ซึ่งกิจกรรมหลักๆ ก็ยังคงเหมือนเช่นปีก่อนๆ ทว่าปีนี้มีนวัตกรรมใหม่เข้าสู่ชุมชน นั่นก็คือการใช้ "กังหันลม" เข้ามาช่วยวิดน้ำเข้าแปลงนาของเกษตรกร



เช่นเดียวกับปี ๒๕๕๗ กิจกรรมการทำนาแบบโยนกล้า (นาโยน) ในโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน ยังได้คัดเลือกจากมูลนิธิรากแก้ว (โครงการรากแก้ว) ให้เป็นหนึ่งในไม่กี่โครงการจากทั่วประเทศไทยในบริบทของ "กิจกรรมนิสิตนักศึกษาที่ทำความดีเพื่อแผ่นดิน" เพื่อจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างวันที่ ๓๐ พ.ย.- ๖ ธ.ค.๒๕๕๗ ณ บริเวณตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (สนามหลวง) ซึ่งมีหน่วยงานที่ทำงานสนองพระราชดำริ ทั้งภาครัฐและเอกชนมาจัดแสดงงานร่วมกันเป็นจำนวนมาก



นี่คืออีกหนึ่งความสำเร็จเล็กๆ ของโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชนที่สามารถต่อยอดและเดินทางอยู่ในเวทีสาธารณะได้อย่างน่าชื่นชม ย้ำเน้นให้เห็นถึงพลังความรู้ที่ไม่หยุดนิ่งทั้งในมิติของการเคลื่อนตัวและแบ่งปัน ซึ่งในปัจจุบัน ผศ.ดร.มัณฑนา นครเรียบ และทีมงาน ยังมุ่งมั่นที่จะทำงานวิชาการรับใช้สังคมต่อไป ล่าสุดอยู่ระหว่างการคิดและจัดวางระบบเรื่อง "ทำนาบนตอซังข้าว" ด้วยเช่นกัน



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

"นาโยน" .... สิ่งที่น่าเรียนรู้มากๆๆ ค่ะ .... เรียนรู้คู่ "บริบท" นะคะ


เขียนเมื่อ 

ในเวียตนามใช้วิธีนี้..ตั้งแต่กล้ายังเล็กๆ..ที่เมืองไทยใช้วิธีนี้รึเปล่า..คะ..ได้ยินว่ามันจะตั้งตัวได้เอง..ในนาน้ำที่เตรียมไว้..และข้าวก็..ตั้งกอแข็งแรง..

เป็นกำลังใจให้อาจารย์นะครับ

เขียนเมื่อ 

ตอนคุยกับอาจารย์และคุณยายที่ไปด้วย

ได้ความรู้มาก

ขอบคุณมากๆครับ

ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ครับ

เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ดีมากครับ