สัปดาห์นี้เขียนบันทึกทุกวันอยู่นะคะ แต่ไม่เสร็จเรียบร้อยเลยสักอัน เพราะเน็ตไม่ทันใจเหมือนเวลาอยู่ม.อ.เลย เนื่องจากมีภารกิจส่วนตัวในฐานะคุณแม่ต้องเดินทางมากรุงเทพเป็นเวลา 5 วัน เรียกว่าเป็นพักร้อนที่เหนื่อยพอดูทีเดียว แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นระยะเวลาที่แสนยาวนาน เพราะทันทีที่มาถึงกรุงเทพเย็นนั้นก็ได้รับข่าวอันน่าขนลุก ภาวนาตลอดเวลาตั้งแต่รู้เรื่องว่าขอให้ช่วยได้ทีเถอะ อย่าให้เกิดการสูญเสียเลย ขอให้ปาฏิหารย์มีจริง แต่ที่สุดแล้วก็เป็นไปไม่ได้

การเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคุณ Mitochondria เป็นสิ่งที่เตือนให้รู้ว่า หากคิดจะทำอะไร อย่าได้รีรอ เพราะการที่เราคิดว่า ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้เจอกัน เดี๋ยวก็เจอกันนั้น อาจจะไม่มีก็เป็นได้ เช่นครั้งนี้นี่เอง รู้สึกกันแบบตรงๆจนแทบจะทรุดเลยว่า เราพลาดโอกาสที่จะได้พูดคุยกับน้องเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ได้ทักทายไม่ได้พูดสิ่งที่อยากเตือนเขาเลย เพียงเพราะอยู่ห่างกันแค่ระยะมองเห็นไกลๆ ใจคิดว่าจะเดินไปหา แต่อีกใจก็คิดอย่างที่บอกนี่แหละค่ะว่า เดี๋ยวก็เจอกันนั่นคือเมื่อวานนี้เอง แล้ววันนี้ก็ได้รับรู้ว่าน้องไม่ยอมฟื้นขึ้นมารับรู้อะไรอีกแล้ว มันเป็นไปได้อย่างไร...น้องอายุไม่ถึง 50 ปี น้องแข็งแรงตัวโต น้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ น้องไม่มีโรคประจำตัวอะไร น้องคล่องแคล่วว่องไว คิดเก่ง คุยเก่ง ช่วยเหลือคนโน้นคนนี้เยอะแยะไปหมด ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราคิดได้เลยว่าจะมีการจากลาลับที่รวดเร็วเหลือเกินแบบนี้ 

ที่น่าเสียใจอย่างยิ่งอีกอย่างก็คือ เราไม่มีโอกาสได้ไปร่วมไว้อาลัยน้องด้วยตัวเองเลยสักวันในงานของน้อง แต่ได้รู้ว่าน้องบริจาคร่างกายให้เป็นคุณครูใหญ่เอาไว้ เพราะฉะนั้นตั้งใจมั่นว่า ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป พี่จะไปร่วมในงานส่งวิญญาณคุณครูใหญ่ของม.อ.ทุกปีจนกว่าจะถึงวาระที่ส่งน้องจริงๆ ขอสัญญาว่าจะเอาบทเรียนแห่งชีวิตที่น้องทิ้งไว้ให้นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ทุกวันที่คิดจะทำอะไรให้ใคร จะไม่รีรอ จะไม่ประมาทคิดว่ายังมีพรุ่งนี้ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือผู้อื่น ทุกๆวันที่ตื่นอยู่จะทำให้ดีที่สุด หากมีวันไหนที่ต้องจากทั้งตัวเราไปหรือใครอื่นจากไป จะได้ไม่มีความใจหาย เสียดายอย่างที่สุดเช่นนี้อีก ขอให้วิญญาณของน้องจงไปสู่ที่อันสุขสงบ สิ่งที่น้องทำ งานที่น้องเขียน จะเป็นมรดกที่มีค่าอันจะทำให้ชื่อของน้องจะอยู่ในใจพี่และคนอีกมากมายตลอดไป...ขอบคุณนะจ๊ะน้องกานต์...สุคนธ์ ประดุจกาญจนา