๙๙ ปี เมืองนราธิวาส กับ “ก้าว” ต่อไปในภูมิภาคอาเซียน

คราใดที่รวมหัวคนที่อาศัยในจังหวัดนราธิวาส ณ เวลานี้จะถามถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเสมอ ยิ่งในทศวรรษหลังแห่งความรุนแรงจะอุบัติขึ้นจากไม่รู้ว่าเป็นใครแน่แท้ ฝ่ายราชการผู้ดูแลก็ยังหาตัวการไม่ได้ คล้ายควันจางๆ ที่ทำให้เกิดอาการแสบตาจากความรู้สึกแปลกแยกระหว่างความแตกต่างของชาติพันธุ์ที่เคยผสานกันอย่างกลมเกลียว และบดบังการมองอนาคตที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีพลัง การรวบรวมความเห็นมาเขียนเป็นบทความครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งคนที่กำเนิดบนมาตุภูมิแห่งนี้และประสงค์จะมองเห็นอนาคตของความเปลี่ยนแปลงในยุคของการก้าวสู่ประชาคมอาเซียนและการร่วมกันสร้างตาข่ายทางสังคมรองรับการเปลี่ยนแปลง

ช้างเผือกเชือกที่ ๙ แห่งรัชกาลที่ ๙

ศรัทธา ความทรงจำ และกาลเวลา ในอดีตที่ได้รับการจดจำเสมอของชาวนราธิวาสที่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและพระบรมวงศานุวงศ์ที่เสด็จมาทรงงานเสมอ ทำให้เรารับรู้เรื่องทรัพยากร ทั้ง คน สัตว์ ดิน น้ำ และฟ้าของถิ่นนี้มีค่ายิ่ง ความทรงจำจากวัยเด็กที่เกิดบนพื้นที่ริมทะเลฝั่งตะวันออกของแหลมมลายูสุดใต้ชายแดนไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส เห็นความเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่วัยเยาว์ จำความได้ว่าเวลาแล่นรถผ่านเมืองนราธิวาส ผู้ใหญ่มักจะชี้ให้ดูรูปช้างคู่สัญลักษณ์เมืองช้างเผือก บนถนนสุริยประดิษฐ์ก่อนเข้าสู่เมืองนราธิวาส และเติบโตมาตามอ่านเรื่องราวของคุณค่าเมืองนราแต่อดีต บันทึก “หัวใจเดียวกัน” ของคุณชุมศักดิ์ นรารัตนวงศ์[1] คนดุซงญอที่กำเนิดบนพื้นที่เทือกเขาสันกาลาคีรีอีกฝั่งหนึ่งของจังหวัดนราธิวาส เล่าถึงตำนานช้างเผือกเชือกที่ ๙ ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้เกิดสัญลักษณ์ของจังหวัดนราธิวาสที่เป็นรูปเรือใบเต็มกำลังแล่นกางใบที่มีรูปช้างเผือกปรากฏอยู่ด้วยจนถึงทุกวันนี้ หากตามรอยในอดีตเมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นว่าโบราณราชประเพณีย่อมนิยมว่าช้างเผือกเป็นสิริมงคลแก่ราชอาณาจักร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงรับการน้อมเกล้าฯ ถวายช้างสำคัญ และโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นสิริมงคลแก่จังหวัดนราธิวาสและส่วนภูมิภาค เป็นงานพิธีในระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐ รวม ๓ วัน

ในครั้งนั้น กระทรวงมหาดไทยพร้อมด้วยประชาชนชาวนราธิวาสพร้อมใจกันน้อมเกล้าฯ ถวายช้างพัง ‘จิตรา’ ที่พบในพื้นที่ที่ปัจจุบันตั้งชื่อว่า “บ้านช้างเผือก” ตำบลช้างเผือก ซึ่งแยกมาจากตำบลดุซงญอ และเปลี่ยนจากอำเภอระแงะมาขึ้นตรงต่ออำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เป็นช้างต้นคู่พระบารมี เพื่อเป็นพระราชยานพาหนะคู่พระบารมีตามโบราณราชประเพณีสืบไป โดยช้าง “จิตรา” เชือกนี้ได้ขึ้นระวางเป็น “พระศรีนรารัฐราชกิริณี” หรือนามเต็มว่า “พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดีโรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์อัฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณิพิทักษ์ คุณารักษ์ กิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้า” ซึ่งก่อนถึงพระราชพิธีสำคัญยิ่งนี้ ทางจังหวัดโดยนายวัชระ สิงคิวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดในสมัยนั้น ได้จัดสถานที่เตรียมงานและจัดสร้างรูปช้างปูนปั้น ณ ประตูเข้าเมืองให้สมพระเกียรติขึ้น ช้างคู่รูปช้างปูนปั้นออกแบบโดยนายสมพงษ์ แจ้งศิริ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ภายหลังรูปช้างคู่สัญลักษณ์เมืองช้างเผือก ถูกนำไปประดิษฐานอยู่ที่ถนนสุริยะประดิษฐ์ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองนราธิวาส ผ่านหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเล็กน้อย ผู้ผ่านมาผ่านไปจะเห็นรูปช้างยืนอยู่สองฟากถนนหันหน้าเข้าหากันบริเวณสี่แยกตรงถนนนราภิรมย์ตัดกับถนนสุริยะประดิษฐ์ ชาวนราธิวาสเรียกบริเวณนี้ว่า “แยกช้างคู่” ก่อนจะย้ายรูปช้างปูนปั้นคู่ไปอยู่ใกล้กับสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนราธิวาสในกาลต่อมา

นับย้อนไปในก่อนที่จะมีชื่อเมืองนราธิวาสที่มีช้างเผือกคู่เป็นสัญลักษณ์สำคัญคู่บ้านคู่เมือง นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ท่านปัจจุบัน พูดย้ำให้พวกเราฟังในการประชุมและพบปะกับประชาชนในจังหวัดนราธิวาสเสมอถึงการก้าวเข้าสู่ปีที่ ๙๙ และได้จัดทำหนังสือนราธิวาสวันนี้...[2] สรุปความในอดีตถึงเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๘ เมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้ ทรงพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองและทรงดำริเห็นว่า บางนรา นั้น เป็นชื่อตำบลบ้าน และควรที่จะมีชื่อเมืองไว้เป็นหลักฐานสืบไป จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เปลี่ยนชื่อเมือง “บางนรา” เป็น "เมืองนราธิวาส" เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๕๘ จนนับมาถึงปัจจุบันเป็นปีที่ ๙๙ ของชื่อเมือง และทรงให้ความหมายของชื่อเมือง

"นราธิวาส" หมายถึง "ที่อยู่อันยิ่งใหญ่ของประชาชน"

ความทรงจำในอดีตนี้ สร้างความภูมิใจที่เกิดเป็นคนนราธิวาส แม้จะไปอาศัยอยู่แห่งหนไหนก็ยังบอกเสมอว่าเป็นคนนรา แม้กระทั่ง นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ท่านปัจจุบันก็บอกพวกเราเมื่อครั้งมาดำรงตำแหน่งในปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ ว่าท่านเองก็เกิดที่จังหวัดนราธิวาสเมื่อครั้งที่บิดาท่านรับราชการเป็นนายด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก และ รองศาสตราจารย์ นราพร จันทร์โอชา สตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศ ภริยาของท่านนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันก็เป็นคนที่เกิดในจังหวัดนราธิวาสเมื่อครั้งบิดาท่านเป็นนายตำรวจรับราชการในจังหวัดนราธิวาส จึงมีชื่อเป็นมงคลว่า “นราพร”[3] ความทรงจำจากดินแดนนี้จึงมีสิ่งเป็นมงคลหลายประการให้พวกเราก้าวไปข้างหน้าด้วยความภูมิใจยิ่ง

ทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรของชาวนราธิวาส

วัด มัสยิด ศาลเจ้า และศาสนสถานของจังหวัดนราธิวาส ที่บ่งบอกถึงพลังแห่งศรัทธาและการส่งเสริมคุณธรรมให้เป็นคนดีส่งไปยังลูกหลาน ที่ผู้มาเยือนจากต่างถิ่นมักจดจำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนราธิวาส ความลึกซึ้งของกุศโลบายของแห่งความดีที่บรรพบุรุษหลายรุ่นสร้างมาให้รุ่นปัจจุบันที่สืบสานมีมากมายเสมอ ศาสนาสถานที่ทำให้เห็นถึงเสรีภาพของการนับถือศาสนาจนเป็นความกลมกลืนในชุมชน มีทั้งวัดเขากง (ที่ประดิษฐานพระพุทธทักษิณมิ่งมงคล) วัดชลธาราสิงเห มัสยิดตะโละมาเนาะ มัสยิดกลางประจำจังหวัดนราธิวาส ศาลเจ้าแม่โต๊ะโมะ ศาลเจ้าโก้วเล้งจี่ เทวสถานพระพิฆเนศ และศาสนสถานจำนวนมากที่ไม่อาจเวียนแวะไปได้ครบในสัปดาห์เดียว

มองจากเมืองนราธิวาสก็จะเห็นเขาตันหยงยืนตระหง่าน ด้วยเป็นจุดรวมใจสำคัญของการมี “พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์” ที่เป็นที่ประทับในช่วงเสด็จแปรพระราชฐานในภาคใต้อย่างน่าจดจำพระมาหกรุณาธิคุณต่อชาวนราธิวาส ที่ปัจจุบันแม้จะไม่ได้เสด็จแปรพระราชฐานแล้ว ก็ยังมีพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแทนอย่างสม่ำเสมอ จนชื่อสถานที่ต่างๆ ให้เห็นชื่อพระราชทานกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระพี่นางเธอ ทั้งโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย กองพันทหาร รวมถึงพระนามของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ของกรมทหารนาวิกโยธิน และไม่ไกลจากเขาตันหยงจะเป็นพื้นที่ลุ่มแสดงผลงานที่ในหลวงทรงทำให้ชาวนราธิวาสเห็นเสมอจนเป็นแหล่งเรียนรู้ภายใต้ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ที่จัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตามแนวพระราชดำริตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงบนเนื้อที่ ๕๑๐ ไร่ ที่แสดงให้เห็นถึงการทรงงานวิเคราะห์ดินเปรี้ยวของป่าพรุ พืชเศรษฐกิจ ไบโอดีเซล ฐานดิน การปศุสัตว์ การควบคุมโรคเท้าช้าง ป่าไม้ การประมง สวน ๕๐ ปีครองราชย์ที่จัดสวนด้วยพืชตระกูลปาล์มนานาชนิด โครงการแกล้งดิน เกษตรทฤษฎีใหม่ การปลูกข้าวในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด สวน ๗๒ พรรษาที่รวบรวมพันธุ์ไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ในพื้นที่ภาคใต้ สวนไม้มงคลเฉลิมพระชนม์ ๗๖ พรรษาที่รวบรวมไม้มงคล ๙ ชนิดและไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัด สวนสาธิตการเกษตรเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษาที่สาธิตการปลูกไม้ผล พืชผัก เลี้ยงปลา การผลิตปุ๋ยหมัก แปลงสาธิตการปลูกหญ้าแฝกรูปแบบต่างๆ ที่ไปเยือนทีไรแปลกตามที่เห็นคนนอกจังหวัดนราธิวาสมาเยือนและเรียนรู้มากกว่าเสมอ

ส่วนแหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ถูกนึกถึงและบอกต่อเสมอ มี หาดนราทัศน์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา น้ำตกสิรินธร เหมืองทองโต๊ะโมะ น้ำตาปาโจ เทือกเขาบูโด น้ำตกฉัตรวารินทร์ แก่งศรีบรรพต น้ำตกซีโป และอีกหลายๆ แห่งที่ปัจจุบันมีคนไปเยือนน้อยลง

แดนผลไม้ถิ่น ตั้งแต่ลองกอง ลางสาด ลูกหวาย ทุเรียนบ้าน เงาะ มังคุด หลุมพี หว้า มะพร้าว และผลไม้แปลกตามหมู่บ้านอีกหลายพันธุ์ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดเอามารวบรวมผลไม้แปลกให้เราเห็นในงานวันลองกองนราธิวาสในช่วงปลายเดือนกันยายนของทุกปีเสมอ

นึกถึงต้นไม้ประจำจังหวัดจะลืมไม่ได้เสมอ คือ ตะเคียนชันตาแมว (Balanocarpus heimit King) เป็นไม้มงคลประจำจังหวัดนราธิวาส ในขณะที่ดอกไม้ประจำจังหวัด คือ ดอกบานบุรีเหลือง (Allamanda cathartica) ต้นเป็นพุ่ม โคนลำต้นแข็ง ปลายกิ่งอ่อนโค้ง ดอกสีเหลืองสดออกเป็นช่อ ลักษณะทั่วไป เป็นไม้เถาเล็ก ใบยาวกว้างปลายแหลม ดอกคล้ายดอกผักบุ้ง สีม่วง สีเหลือง หรือสีแสดตามพันธุ์ กลิ่นหอมอ่อน ออกดอกตลอดปี พบมากบนภูเขาสูงในป่าเขตจังหวัดนราธิวาส

ทรัพยากรพื้นถิ่นที่นำมาทำผลิตภัณฑ์ เช่น กระจูด ย่านลิเพา กระพ้อ จนเห็นผลิตภัณฑ์หลากหลายชินตาเสมอ แม้ในเวลาปัจจุบันเราเห็นผู้เฒ่าผู้แก่ฝีมือชั้นครูลดน้อยลงไปและคนรุ่นใหม่สืบสานศิลปะการสานผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่นน้อยลง

ความหลากหลายนี้ทำให้เป็นที่มีของคำขวัญของจังหวัดนราธิวาส “ทักษิณราชตำหนัก ชนรักศาสนา นราทัศน์เพลินตา ปาโจตรึงใจ แหล่งใหญ่แร่ทอง ลองกองหอมหวาน” ที่เคยท่องกันมาตั้งแต่เยาว์วัย

เส้นทางของความเชื่อมโยงสู่ภายนอก

ด้วยพื้นที่ติดอ่าวไทยทางทะเล และมีแม่น้ำสำคัญ ๓ สายคือ แม่น้ำบางนรา แม่น้ำสุไหงโก-ลก และแม่น้ำสายบุรี ประชาชนจึงมีความผูกพันอันแน่นแฟ้นกับทะเลและแม่น้ำมาตั้งแต่อดีต เรือประมงจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการประกอบอาชีพ เส้นทางการเดินเรือสมุทรในอดีตช่วงหนึ่งมีพ่อค้าจากตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ได้เดินทางจากตรังกานู ด้วยเรือสำเภาบรรทุกสินค้า ประเภท ถ้วย ชาม สังคโลก และอื่น ๆ โดยเดินเรือทางทะเลอันดามัน เข้าสู่จังหวัดนราธิวาส ผ่านแม่น้ำบางนราเข้าคลองยะกัง เพื่อถ่ายสินค้าส่งให้เกิดความเจริญจนมีท่าเรือประกอบในเมืองนราธิวาสเชื่อมต่อภูมิภาคต่างๆ ในอดีต จนเมื่อมีรางรถไฟที่เปิดเดินรถครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๕๖ ทำให้เกิดความเชื่อมโยงติดต่อปฏิสัมพันธ์กับภูมิภาคอื่นโดยการรับส่งคนและสินค้ามากขึ้น เกิดชุมทางตันหยงมัสเป็นสถานีรถไฟหลักของจังหวัดนราธิวาส และสิ้นสุดปลายทางสถานีสุไหงโก-ลกเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟไปสหพันธรัฐมลายู (ชื่อเดิมของประเทศมาเลเซีย) จนมีปัญหาในการหยุดเดินรถไฟระหว่างประเทศเมื่อกว่า ๒๐ ปี ด้วยการอ้างเหตุของการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีที่จดจำได้ในชื่อ “กองทัพมด” ที่มีคนห้อยโหยและเดินบนหลังคารถไฟ

ความจดจำหนึ่งที่สำคัญบนเส้นทางรถไฟของชาวนราธิวาส ในการเสด็จเยี่ยมพสกนิกรทางภาคใต้ครั้งแรก­นั้นเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ ๖ - ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดทำขบวนรถไฟพ­ระที่นั่งถวาย เสด็จออกจากสถานีหลวงจิตรลดา เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒ เวลา ๐๖.๐๕ น. ถึงสถานีชุมพร เวลา ๑๗.๒๐น. เสด็จเยี่ยมพสกนิกรจังหวัดชุมพร แล้วจึงได้เสด็จเยี่ยมพสกนิกร ทางภาคใต้ด้วยรถยนต์พระที่นั่งไปยังจังหวั­ดต่างๆ อันได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส แล้วจึงเสด็จกลับกรุงเทพมหานครด้วยรถไฟพระ­ที่นั่งจากสถานีตันหยงมัส จังหวัดนราธิวาส ในวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๒[4]

เส้นทางถนนเกิดขึ้นเชื่อมต่อทางหลวงหมายเลข ๔๒ เดิม เลียบชายฝั่งทะเล จากอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี และมีการก่อสร้างถนนหลวงเส้นใหม่เป็นทางหลวงหมายเลข ๔๒ ใหม่เชื่อมจังหวัดปัตตานีที่นิยมเรียกว่า “เส้นเกาหลี” ด้วยบริษัทเกาหลีเป็นผู้รับเหมาการก่อสร้าง ที่ยังไม่มีใครสืบได้แน่ชัดว่าวิศวกรโยธาคนหนึ่งที่มาคุมงานคนหนึ่งคนอดีตนายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐเกาหลีที่สร้างอนุสรณ์ที่ระลึกแถวตลาดนัดปาลัส อำเภอปานาเระ จังหวัดปัตตานี แต่มักจะได้ยินผู้ใหญ่เล่ากันถึงน้ำที่เต็มแก้วในรถไม่เคยหกด้วยความราบเรียบของเส้นทางถนนเส้นนี้ ทางรถยนต์นี้ยังเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้านโดยจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นเป็นประธานในพิธีเปิดสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖[5]

เส้นทางหลวงที่เกิดใหม่หลายเส้นทางทำให้การเดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆ ในจังหวัดสะดวกขึ้น และมีถนนสายจนเป็นโครงข่ายไปทั่วพื้นที่ ๑๓ อำเภอของจังหวัดนราธิวาส ทำให้เกิดความสะดวกจนเกิดสนามบินนราธิวาสด้วยความจดจำที่เห็นเครื่องบินโดยสารแอฟโร่ (AVRO) แบบ ๗๔๘ ของบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด ให้บริการในช่วงแรกๆ ไม่แน่ใจว่าเกิดเส้นทางขึ้นสมัยสงครามโลกไหมด้วยไม่เคยถามผู้ใหญ่เรื่องนี้ แต่เข้าใจว่าด้วยการเสด็จแปรพระราชฐานเยือนนราธิวาสทำให้ต้องมีสนามบินนราธิวาสและโรงแรมรอยัลปริ้นเซสนราธิวาสรองรับข้าราชบริพานตามเสด็จเป็นประจำทุกปี จนต่อมามีเครื่องบินโดยสารชอร์ท (SHORT) แบบ ๓๓๐ ให้นั่งโดยสารจากสนามบินแห่งนี้ ในปัจจุบันมีการต่อรันเวย์ให้ยาวถึง ๒,๕๐๐ เมตรและกำลังมีแผนจะสร้างต่ออีก ๕๐๐ เมตร ให้เครื่องบินขนาดใหญ่ลงได้ ด้วยหวังจะเป็นสนามบินนานาชาติที่รองรับการไปฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาราเบีย ของชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต และเราก็มักจะเห็นชาวกลันตันและชาวตรังกานู ประเทศมาเลเซียใช้เส้นทางนี้ไปเยือนภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสานของไทยอยู่เสมอด้วยความสะดวกกว่าการบินไปต่อเครื่องที่สนามบินกัวลาลัมเปอร์มากนัก

เมื่ออุษาคเนย์รวมตัวเป็นประชาคม

ข้อตกลงของ ๕ ประเทศโดยการลงนามในปฏิญญากรุงเทพ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ ในการจัดตั้ง “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือที่เราเคยใช้การเรียกภูมิภาคนี้ว่า “อุษาคเนย์” มาแต่อดีตด้วยการระวังภัยของการแผ่อิทธิพลของลัทธิการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโน่ จนมีชื่อตัวย่อในภาษาอังกฤษว่า ASEAN จนติดปากของนานาชาติด้วยพลังของการรวมตัวกันสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค จนเมื่อมีการขยายไปถึง ๑๐ ชาติในภูมิภาคนี้ ความร่วมมือที่มีมากขึ้นจนมีการปรับตัวครั้งใหม่เพื่อการแข่งขันทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญเพื่อรวมกลุ่มต่อรองในเวทีสากลในรูปแบบ “ประชาคมอาเซียน” (ASEAN Community) ที่มีกลไกของ ๓ เสาหลัก อันได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (APSC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) และประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียน (ASCC) ทำให้เกิดความเชื่อมโยงภาคใต้ประชาคมในรูปแบบสามเส้าที่เรียกว่า “แผนแม่บทของความเชื่อมโยง” ที่มีการเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน (เส้นทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ) เชื่อมโยงสถาบันองค์กรในภูมิภาคที่มีรูปแบบการปกครองและค่านิยมที่ต่างกันให้ร่วมมือกันทำงาน และเชื่อมโยงคนของภูมิภาคภายใต้ความหลากหลายของชาติพันธุ์ การนับถือศาสนา วิถีชีวิตวัฒนธรรม ประเพณี ที่มีมากขึ้น

ด้วยพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส อยู่ศูนย์กลางของภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นประตูชายแดน (โดยเฉพาะด่านถาวรที่อำเภอตากใบ สุไหงโก-ลก และแว้ง) เชื่อมโยงภูมิภาคทางด้านล่างที่มีพลเมืองอาเซียนกว่าครึ่งหนึ่งของพลเมืองกว่า ๖๐๐ ล้านคนของอาเซียน และมีลักษณะพิเศษที่เชื่อมแหลมมลายู และประเทศสมาชิกที่เป็นหมู่เกาะ ที่มักถูกเรียกตั้งแต่อดีตว่าภูมิภาค “นูรซันตารา” (Nursantara) ที่มีรากทางภาษามาจากภาษาสันสกฤต จึงทำให้เราใช้ไวยากรณ์และภาษามลายูเชื่อมโยงกับภาษาไทยไม่ยากนัก ในขณะที่แนวชายแดนยังมีความหลากหลายของภาษาถิ่นแบบ “เจ๊ะเห” ที่มีความไพเราะของการสื่อสารด้วยภาษาแนวเดียวกับคำราชาศัพท์ คุณค่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมจึงมีความผสมกลมกลืนและการเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตรไม่หยุดนิ่งเสมอ

ในห้วงเวลาปัจจุบัน การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่ดูเหมือนการรวมตัวทางเศรษฐกิจเพื่อไปแข่งขันภายนอกในอนาคต แต่ความตระหนกถึงความเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการตระหนักคิดอีกหลายเรื่องสำคัญในการประคองเศรษฐกิจของพื้นที่ไปสู่อนาคตด้วยการเป็นฐานของการเกษตรที่มียางพาราและการผลิตขั้นต้นในทางอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มของราคาที่ตกต่ำจนกระทบไปถึงการปรับตัวในการเป็นผู้ปลูกยางพารารายย่อยที่ต้องไปแข่งขันกันการปลูกยางขนาดใหญ่ในรูปแบบ “การพัฒนาเกษตรแบบมีสัญญา” (Contract Farming) ของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทำให้การนำทีมของผู้ว่าราชการจังหวัด (นายณัฐพงศ์ ศิริชนะ) ท่านปัจจุบันกำลังระดมความคิดของมันสมองชาวนราธิวาสให้มาร่วมกันวางแผนไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ของเศรษฐกิจของพื้นที่ทั้งการลงทุน การผลิต การค้า และการบริการ ไปสู่การเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษนราธิวาส” อันเป็นนโยบายรัฐบาลในห้วงที่สองช่วงปีพุทธศักราช ๒๕๕๙ จึงเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญของคนนราธิวาสมากกว่าการรอคอยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงให้เป็นแค่พื้นที่ของแรงงานราคาถูกของนายทุนต่างถิ่นที่มากอบโกยทรัพยากรและวัฒนธรรมที่หลากหลายมีค่ายิ่งของพื้นที่มากกว่าคนนราธิวาสจะสามารถประคับประคองการมีภูมิคุ้มกันที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยแนวทางตามแนวพระราชดำริที่ในหลวงทรงประทานให้คนนราธิวาสด้วยการทำให้เป็นตัวอย่างมานาน

๙๙ ปีของเมืองนราธิวาส ในปีพุทธศักรราช ๒๕๕๘ จึงเป็นห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสในฐานะพ่อเมืองนรากำลังเชิญชวนชาวนราธิวาสที่กำลังอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาและนอกพื้นที่มาร่วมมือในการแสดงความคิดที่มีต่อการปรับตัวของชาวนราธิวาสครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งไปสู่การเป็นประตูสู่อุษาคเนย์ทางตอนใต้ต่อไป ด้วยตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่พูดเสมอว่า “ข้าราชการที่มาพัฒนานราธิวาสหลายท่านมาแล้วก็ไป แต่พวกเราที่เป็นคนนราธิวาสโดยกำเนิดจะยังอยู่จะใช้มือเล็กๆ ช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองและเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงต่อไป” ครับ


[1] ปราณชลี (นามแฝงของคุณชุมศักดิ์ นรารัตนวงศ์) บทความ “ช้างเผือกเชือกที่ ๙ แห่งรัชกาลที่ ๙ ที่นราธิวาส (ตอน ๒ น้อมเกล้าฯ ถวายช้างสำคัญ)” วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๒ อ่านเรื่องเต็มใน http://www.oknation.net/blog/narapong-sak/2009/09/16/entry-1

[2] กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดนราธิวาส. บรรยายสรุปนราธิวาสวันนี้.... ๒๕๕๖.

[3] วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย เขียนบทความ “สัมภาษณ์พิเศษ สตรีหมายเลขหนึ่ง” หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๗

[4] ชมภาพเคลื่อไหว การเสด็จเยี่ยมพสกนิกรทางภาคใต้ครั้งแรกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ใน http://www.youtube.com/watch?v=C4tDwPAzhKA

[5] ชมภาพเคลื่อนไหว พิธีเปิดสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก จากหอภาพยนต์
ใน http://www.youtube.com/watch?v=1kIxmgcpw60

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เคยไปเมืองนี้มาครั้งที่เขาต่อต้าน..ระบบคอมมูนในไทย..เป็นเมืองสวยงามมาก(ธรรมชาติและวัฒนธรรม..ท้องถิ่น)..ยิ่งมาอ่านบทความนี้..ทำให้แจ้งชัดยิ่งขึ้น..ขอบพระคุณค่ะ..