เรื่องของฝน

ถ้าจะถามผมว่า "รู้สึกอย่างไรกับฝน" ฝนจริงๆที่ไม่ใช่น้องฝนนะครับ ผมก็จะตอบว่าเฉยๆ และมีความโน้มเอียงที่จะออกไปทางชอบมากกว่าไม่ชอบ แต่นั่นคงขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้น ว่าฝนก่อให้เกิดผลอะไรกับชีวิตของผมหรือไม่

นานมาแล้ว ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล จำชื่อหนังสือไม่ได้ แต่เป็นเรื่องราวของการออกเดินทางท่องเที่ยวในป่าบ้าง ทะเลบ้าง อ่านแล้วรู้สึกแปลกใจว่าทำไมเวลาอาจารย์ไปเที่ยวแต่ละครั้ง จะต้องพบเจออุปสรรคมากมายนานับ ชนิดที่เป็นอันตรายถึงชีวิตก็มี อย่างเมื่อครั้งไปเที่ยวป่าพะโต๊ะ ก็เจอฝนตกหนัก มีน้ำป่าไหลหลาก เที่ยวทะเลตรังก็เจอฝนตกพายุพัดกระหน่ำ

ในใจก็คิดไปว่า อาจารย์คงไปเที่ยวหลายครั้งนั่นแหละ อายุปูนนั้นแล้ว แต่ฝนและอุปสรรคมันทำให้เกิดเรื่องราวมาโลดแล่นบนแผ่นหนังสือ และสะท้อนมุมมองของนักเขียนออกมา ยิ่งเป็นคนที่มีความคิดหลากมุมมอง หรือปราชญ์มอง ผมคิดว่า การคิดและเขียนก็ก่อให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่นเรื่องราวของอาจารย์เสกสรรค์ ท่านก็มองว่า ฝนเป็นเพียงหนึ่งในธรรมชาติ การท่องเที่ยวก็เป็นธรรมชาติ และธรรมชาติของการเดินทางก็คือสะดวกบ้าง อุปสรรคบ้าง ฝนตกหนักก็น้ำเยอะ ลมแรงก็คลื่นสูง หากเราไม่เข้าใจมัน การเที่ยวครั้งนั้นก็คงปราศจากความสุข

นั่นเป็น "ฝน" ในมุมมองของนักเขียนท่านหนึ่ง ซึ่งผมรู้สึกร่วมหรือคล้อยตามไปด้วย

วันก่อน ผมได้มีโอกาสนั่งคุยกับปราชญ์อีกท่านหนึ่ง แม้นเป็นการนั่งคุยทางโทรศัพท์ แต่ผมก็ได้ประเด็นของฝนมาในอีกมุมมองหนึ่ง

ท่านเล่าให้ฟังว่า ในงานทอดกฐินแห่งหนึ่ง (ต้องแอบไปเปิดการสะกดคำ ว่าทอดกฐิน หรือ ทอดกระถิน) ฝนตกรับอรุณแต่เช้า พื้นที่ในวัดเปียกชุ่ม ไอ้คนอย่างเราๆก็แอบคิดไปว่า "ฉิบหายแล้ว ฝนตกมะลอกมะแลกเปียกแฉะอย่างนี้ เปียกกันหมดแน่ๆ ตกทำไม หยุดตกได้แล้ว" แหม่..งานบุญนะเนี่ย ยังอุตส่าห์มีคำผรุสวาทออกมาอีกจนได้ อันที่จริงก็ไม่ได้เอ่ยออกมาหรอก แค่คิดในใจน่ะ

ผมก็บอกท่านไปว่า "อันที่จริงมันก็แค่ฝนนะครับ นี่มันฤดูฝน ฝนตกตามธรรมชาติของมัน การที่เรามาทอดกฐินก็เป็นแค่การเดินทางไปตามธรรมชาติ ฝนตกก็แค่เปียก สวยงามไปอีกแบบ" ผมนึกไปถึงงานเขียนของอาจารย์เสกสรรค์นั่นเองครับ เราอาจจะเคยไปทอดกฐินแบบแห้งมาตั้งมากมาย ทอดแบบเปียกเสียบ้างจะเป็นไรไป มันก็แค่ฝนตก มันคือธรรมชาติ ไม่ใช่ทอดกระถินเสียหน่อย ที่หากถูกฝนแล้วน้ำมันจะกระทุ หรือไม่ก็กระถินเฉา (คิดได้ไงวะ)

ท่านนักปราชญ์ก็ขยายความคิดผมออกมาอีกว่า "เห็นจะจริง" ถ้ามองให้ดีๆ ในงานบุญใหญ่เช่นนี้ มันคงไม่มีเฉพาะพิธีสงฆ์ งานส่วนฆราวาสมากมายที่ถูกพ่วงเข้ามาก็คงเยอะอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโรงครัว แผนกต้อนรับจัดเลี้ยง ถ่ายรูปในวัด ถ่ายรูปกันเอง ถ่ายรูปกับพระพุทธรูปสวยๆ และอื่นๆอีกมากมาย ดีไม่ดี เมื่อพระเริ่มสวดพิธีเริ่มดำเนิน ฆราวาสทั้งหลายที่มีภารกิจภายนอกดังกล่าวอาจจะไม่ได้สนใจหรือมีสมาธิกันเลย ก็ได้ฝนนี่แหละ ที่ทำให้ผู้มาทำบุญหยุดวุ่นวายภายนอกศาลา วิ่งกลับเข้ามาอยู่รวมกันในศาลา นัยว่าเป็นการหลบฝน แต่นั่นก็ทำให้จิตมารวมกันและตั้งมั่นในพิธีธรรมด้านในศาลาโดยพร้อมเพรียง อีกทั้งอากาศก็จะเย็นสบายท่ามกลางผู้คนมากมายที่หายใจรดกัน

ฟังได้ดังนั้นผมก็พลันขนลุกซู่ ไม่ใช่เพราะหนาวแต่เป็นความปีติ

พลันนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งปลายเดือนก่อน ในวันที่สมเด็จพระเทพฯเสด็จมาเปิดตึกและวางศิลาฤกษ์อาคารใหม่ของคณะแพทย์ พวกเราคนจัดงาน (อันที่จริงจะว่าไป ต้องเป็น พวกเราคนร่วมงานมากกว่า เพราะผมเองก็ไม่ค่อยได้ช่วยจัดงานเสียสักเท่าไหร่) ต่างก็มีความหวาดหวั่น เพราะท้องฟ้ายามนั้นครึ้มเสียคนเกินครึ้ม ขณะที่กำลังประกอบพิธีพราหมณ์อยู่นั้น บนท้องฟ้าก็ปรากฎฝูงนกนักร้อยบินร่อนวนเวียนอยู่เหนืออาคารโรงพยาบาลเป็นที่น่าอัศจรรย์ สายฝนเริ่มปรอยเม็ดลงมาจางๆพอให้จมูกชื้นแต่ไม่แฉะ นึกในใจ ฤกษ์นี้คงจะดีนัก

แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ใกล้เวลาเสด็จ ท้องฟ้าที่อุ้มน้ำประหนึ่งคนท้องแก่ ก็ตกลูกออกมาเป็นฝนเม็ดโตหล่นลงมา สายน้ำจากหลังคาเต้นท์ที่ประทับไหลลงมาจนเก้าอีกของผู้ร่วมงานต้องร่นเข้ามาด้านในจนเสียรูปแถว

ผมเชื่อว่า ความร้อนใจของผู้จัดงานคงถึงระดับสูงสุด เพราะการกดปุ่มเปิดแพรป้ายอาคารก็อยู่ด้านนอก ฐานวางศิลาฤกษ์ก็อยู่ด้านนอก แล้วจะทำอย่างไรดี และเร็วเท่าที่ใจนึก ด้วยประสบการณ์และการตัดสินใจของคนทำงาน เขาได้เปลี่ยนแผนเป็นการกดปุ่มเปิดแพรภายในที่ประทับ การเจิมแผ่นศิลาฤกษ์ก็ถูกนำขึ้นไปไว้ในตัวอาคารรัตนชีวรักษ์ เล่นเอาคนร่วมงานงงไปพักหนึ่ง เพราะมันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก

แต่ฝนที่ตกลงมาราวกับเป็นตัวอุปสรรคที่เราคิดว่ามันเป็นตัวทำให้งานไม่ได้เป็นไปตามแผน กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในทางตรงกันข้าม เพราะในช่วงเวลาที่สมเด็จพระเทพฯเสด็จลงมาจากอาคารรัตนชีวรักษ์นั้น พระองค์ทรงเอื้อมมือไปหยิบร่มมาจากองครักษ์ท่านหนึ่ง แล้วทรงถือร่มเดินลงมาเองอย่างไม่ถือพระองค์ ภาพที่ถูกถ่ายทอดออกไปทำให้ผู้ที่มาร่วมงานตะลึงและส่งเสียงฮาออกมาแทบจะพร้อมๆกัน ผมเชื่อว่า ทุกคนปลาบปลื้มใจกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้ามากๆ

และนี่ผมจึงคิดว่า "ฝน" มีแง่มุมที่สวยงามให้เห็นอีกครั้งหนึ่ง เพราะหากฝนไม่ตก เราคงไม่ได้เห็นความน่ารักของพระองค์อย่างใกล้ชิดขนาดนี้

ธนพันธ์ ชูบุญกำลังหลงใหลฝน ๒๒ ตค ๕7

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (1)

_สวัสดีครับ..

_ชอบฝน...ฝนตก..เย็นสบายดีครับ..

_เรื่องเล่าดีๆอ่่นแล้วปลื้มใจครับ.

_ขอบคุณครับ..