หลังจากปี 2553 เป็นต้นมา ณ.พื้นที่หน้าบ้านชื่องฟืน จะมีกุ้งปลามาอาศัย มาให้ชาวบ้านได้ประกอบอาชีพประมงที่สมบูรณ์ มากกว่าพื้นที่อื่นๆในทะเลสาบเดียวกัน จึงเกิดคำถามว่า"เพราะอะไรหน้าบ้านชื่งฟืนจึงมีกุ้งปลากินตลอดปี"



     บ้านช่องฟืน หมู่ที่ 2 ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เป็นหนึ่งพื้นที่  

ทีภาคประชาชนได้มีการร่วมตัว ร่วมทุน ร่วมคิด ร่วมคุย ร่วมพัฒนามาตั้งแต่ปี 2535  

คุณไสว หนูยก จากโครงการแลใต้ในสมัยนั้นมาชวนคุย  ชวนรวมตัวตั้งกลุ่มออมทรัพย์ 

จากวันนั้นถึงวันนี้ มีกิจกรรมของกลุ่มมากมายที่หลายพื้นที่มาดูงานมาเรียนรู้ 

และหนึ่งในหลายๆกิจกรรมที่ร่วมกันทำทั้งชุมชนคือ 

               "เขตอนุรักษ์ชายฝั่งหน้าบ้าน" 

ให้เป็นที่หลบภัยของสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นผลพวงการศึกษาเรียนรู้ของชุมชน ในการทำวิจัยบ้านๆ 

2 เล่มนั้นคือ  

ผู้หญิงกับการจัดการทรัพยากรประมงในพื้นที่ทะเลสาบ ปี 2550 

และเรืองประกายไฟในช่องฟืน ในปี 2551 

        ทำให้ หนุ่มสาว แม่บ้าน ที่ออกไปทำงานโรงงานกลับคืนถิ่นมาหากินกับอาชีพประมง 

หลังจากพายุโหมกระหน่ำภาคใต้ ในปี 25553 บ้านช่องฟืน ก็โดนหนัก เครื่องมือประกอบอาชีพประมง

เสียหาย ทางกลุ่มจึงช่วยเยียวยา  โดยใช้เงินกองทุนออมทรัพย์มาช่วยกันซ่อมแซมเครื่องมือ  

พอได้ออกไปประกอบอาชีพ หลังจากปี 2553 เป็นต้นมา ณ.พื้นที่หน้าบ้านชื่องฟืน 

จะมีกุ้งปลามาอาศัย มาให้ชาวบ้านได้ประกอบอาชีพประมงที่สมบูรณ์ มากกว่าพื้นที่อื่นๆในทะเลสาบ

เดียวกัน จึงเกิดคำถามว่า"เพราะอะไรหน้าบ้านชื่งฟืนจึงมีกุ้งปลากินตลอดปี"   

เพราะการทำแผนที่ทรัพยากรชายฝั่ง

เพราะพายุในปี2553 

เพราะมีทางน้ำคลองหลายสาย 

เพราะการทำอีเอ็มบอลโยนลงทะเล 

เพราะห่วงโซ่อาหารสัตว์หน้าดิน

หรือเพราะมี

เขตอนุรักษ์หน้าบ้าน        

            เป็นประเด็นที่หลายคนตั้งคำถามที่ ต้องการคำตอบ จึงได้มีการทำวิจัยเรื่อง 

 "ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลสาบหน้าบ้านช่องฟืน"ขึ้น  เพื่อตอบคำถามที่สงสัย  และ

๑.เพื่อปลูกจิตสำนึกให้คนในชุมชนตระหนักในปัญหา หน้าที่ และร่วมกันแก้ปัญหาของตนเอง

๒.เพื่อให้ชุมชนได้เรียนรู้แบบพหุภาคี (Steak Holder)


๓.เพื่อให้ชุมชนร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง


๔.เพื่อส่งเสริมกิจกรรมกลุ่ม และการทำงานร่วมกันแก้ปัญหาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

(เลิศชาย  ปานมุข)

          ผู้เขียน ได้รับเกียรติให้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานในโครงการวิจัยในครั้งนี้รู้สึกยินดี และคาดหวังว่าจะได้

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม

๑.ชาวบ้าน ประชาชน จะตื่นตัว ได้รับการศึกษามากขึ้น สามารถคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆได้อย่างถูกต้อง


๒.ประขาชนได้รับการแก้ไขปัญหา การจัดสรรทรัพยากรต่างๆมีการกระจายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 

รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น


๓.ผู้วิจัยและนักพัฒนาจะได้เรียนรู้จากชุมชน ได้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับชุมชน อันก่อให้เกิด

ความเข้าใจชุมชนได้ดีขึ้น และเกิดแนวคิดในการพัฒนาตนเองอย่างแท้จริง  (เลิศชาย  ปานมุข)



คุณประสิทธิชัย  หนูนวล นักต่อสู้เรื่องพลังงานมา เป็นที่ปรึกษาให้

โฉมหน้านักวิจัย หน้าบ้านช่องฟืน

รับฟังอย่างตั้งใจ ก่อนลงไปเก็บข้อมูล