ช่วงเช้าวันนี้ ฉันได้รับข้อความจากธนาคารเลือดว่าช่วงนี้เลือดกรุ๊ปของฉันกำลังเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วน ก่อนกลับบ้านฉันจึงตัดสินใจนั่งรถไฟฟ้าไปที่ธนาคารเลือดใกล้บ้านเพื่อขอบริจาคเลือดให้คนที่กำลังต้องการ

เมื่อรถไฟฟ้าเลื่อนมาจอดที่ชานชลา ชายคนหนึ่งเดินกระแทกกระเป๋าสะพายของฉันจากข้างหลังขึ้นไปบนรถไฟก่อนคนอื่น ไม่มีคำขอโทษใด นอกจากท่าทีที่ดูเร่งรีบของเขา ความรู้สึกที่ผ่านเข้ามาในตอนนั้นคือ 'โกรธ' ภายใต้เปลือกที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนของฉัน แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจและความฉุนเฉียวที่ถูกเก็บกดเอาไว้

แม้เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมเมืองที่แออัดไปด้วยผู้คนที่แข่งขันกันเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ตั้งแต่ตอนเช้าถึงเย็น ที่เราพยายามจะเอาชนะคนรอบข้าง เราแข่งกันกิน แข่งกันเดินทาง แข่งกันทำงาน แข่งกันมีชีวิต ทั้งที่รู้แต่ก็ยังอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ ฉันจึงพยายามสังเกตความรู้สึกนั้นและบอกตัวเองให้ใจเย็นลง พยายามนึกถึงความตั้งใจในสิ่งที่จะทำ แต่ความรู้สึกโกรธนั้นก็ไม่ได้หายไปจากใจเลยทีเดียว

หลังจากที่คุยกับเพื่อนเก่าผ่านโซเซียลมีเดียเมื่อวาน ฉันหยิบเอาสมุดบันทึกเฟรนชิปที่เพื่อนๆ ครูบาอาจารย์เขียนไว้ให้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความระลึกถึงมิตรภาพที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น หนึ่งในข้อความที่ประทับใจมากคือข้อความที่อาจารย์ปัทมา อาจารย์ที่ปรึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามในช่วงนั้น เขียนฝากเอาไว้ว่า อาจารย์เป็นห่วง และหากมีปัญหาอะไร ให้กลับไปหาอาจารย์ได้เสมอ อาจารย์ยินดีที่จะช่วยเหลือ เพราะ "คนเราจะเกิดมาทำไม ถ้าไม่ใช่เกิดมาเพื่อ....ช่วยเหลือกัน"

หนึ่งในแรงผลักดันที่ทำให้ฉันตัดสินใจแวะไปธนาคารเลือดในวันนี้ ก็เพราะข้อความนี้ "คนเราจะเกิดมาทำไม ถ้าไม่ใช่เกิดมาเพื่อ....ช่วยเหลือกัน" แม้ว่าฉันจะไม่อาจรู้ว่าคนที่กำลังต้องการเลือดนั้นเป็นใครก็ตาม

เมื่อมาถึงธนาคารเลือด ผลการตรวจร่างกายปรากฏว่าความดันต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ความหงุดหงิดไม่ได้ช่วยทำให้การสูบฉีดของเลือดดีมากขึ้นสักหน่อย) ฉันจึงต้องนั่งดื่มน้ำประมาณหนึ่งลิตร ความดันจึงเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับปลอดภัย ทว่าผลการตรวจเลือดบ่งบอกว่าวันนี้ฉันมีเม็ดเลือดแดงอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าปกติและไม่อาจจะให้เลือดได้

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันตั้งใจมาบริจาค แต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะเหตุผลทางกายภาพ ใช่ว่าทุกครั้งที่อยากจะทำอะไร เราจะทำทุกอย่างได้ดังใจ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ควรทำก็ตาม

ขณะที่กำลังรับคำแนะนำจากแพทย์ และรับธาตุเหล็กเพื่อเพิ่มเม็ดเลือดแดง ชายคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องบริจาคเลือด ฉันตกใจกับความบังเอิญที่เห็นตรงหน้า เพราะชายคนที่บริจาคเลือดเสร็จเรียบร้อยนั้น คือชายคนที่เดินชนฉันก่อนขึ้นรถไฟนั่นเอง

 

“The reason we race isn't so much to beat each other, but to be with each other. - สาเหตุที่เราวิ่งแข่ง ไม่ใช่เพื่อการเอาชนะกัน แต่เพื่อที่จะวิ่งไปด้วยกัน" ฉันเคยอ่านข้อความนี้จากหนังสือ Born To Run - A Hidden Tribe, Superathletes, and the Greatest Race the World Has Never Seen โดย Christopher McDougall.

 

 

ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่เราเห็นเขาเป็นคู่แข่ง ไม่ว่าจะในโรงเรียน ในที่ทำงาน ในด้านธุรกิจ ในวิถีชีวิตประจำวัน บางทีเขาเหล่านั้นก็อาจไม่ได้ตั้งใจที่จะวิ่งไปบนถนนชีวิตเพื่อที่จะแข่งขันและเอาชนะเรา เขาเพียงแค่วิ่งไปพร้อม ๆ กัน วิ่งไปเป็นเพื่อนกับเรา....ก็เท่านั้น

ชายคนนั้นก็เช่นกัน เขาเร่งรีบแย่งขึ้นรถไฟ ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่เพื่อรีบมาบริจาคเลือดให้คนอื่น และเขาก็เกิดมา ไม่ใช่เพื่อสิ่งใด แต่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน...

ฉันรู้สึกว่าความโกรธที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมามลายหายไปสิ้น รู้สึกละอายใจแทนที่ไม่อาจทำตามที่หวังเอาไว้ แถมยังไปโกรธคนที่เขาเร่งรีบไปช่วยเหลือคนอื่นอีก...

สุขสันต์บ่ายวันที่เราคิดจะช่วยเหลือกันค่ะ

 

Hello/Goodbye - Hyorin

http://www.youtube.com/watch?v=_3iLkk0dA9M